×

ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษีทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร?

10.01.2026
  • LOADING...
ศาลสูง สหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษี ทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร?

เมื่อวันศุกร์ (9 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกคำวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) ที่ประกาศใช้โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงต้องรอคอยผลการตัดสิน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยเรื่องภาษีจะประกาศในวันศุกร์ (9 มกราคม) ตามเวลาสหรัฐฯ แต่ศาลสูงสุดได้เผยแพร่ความเห็นเพียงฉบับเดียวในวันดังกล่าว ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับกรณีภาษีแต่อย่างใด และในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเมื่อใด

 

เมื่อคำวินิจฉัยออกมา จะครอบคลุมประเด็นพิจารณา 2 ประการ ได้แก่ ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจตามบทบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีได้หรือไม่ และหากการดำเนินการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สหรัฐฯ จำเป็นต้องคืนเงินให้แก่ผู้นำเข้าที่ได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินสุดท้ายอาจออกมาในลักษณะกึ่งกลาง โดยศาลมีทางเลือกที่จะมอบอำนาจตาม IEEPA ในขอบเขตจำกัดและกำหนดให้มีการคืนเงินเพียงบางส่วน พร้อมด้วยทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการกับประเด็นอันละเอียดอ่อนที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากวอลล์สตรีท

 

นอกจากนี้ แม้ว่าทำเนียบขาวจะพ่ายแพ้ในคดีนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ในมือเพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจฉุกเฉินตามที่ระบุในพระราชบัญญัติดังกล่าว

 

เปิดมุมมองฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยอาจออกมาในรูปแบบ ‘ผสมผสาน’ (Mishmash)

 

พร้อมระบุว่า “สิ่งที่ไม่กังวลคือ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีต่อไปในระดับรายได้รวมที่ใกล้เคียงเดิม แต่สิ่งที่น่ากังวล และถือเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับชาวอเมริกัน คือการที่ประธานาธิบดีอาจสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้มาตรการภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา”

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) โดยส่วนหนึ่งถือเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสารเฟนทานิล (Fentanyl) เข้าสู่สหรัฐฯ

 

ในกรณีทรัมป์แพ้คดีจะเป็นอย่างไร?

 

โฮเซ ตอร์เรส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Interactive Brokers ให้ความเห็นว่า ในกรณีการแพ้คดีเรื่องกำแพงภาษีจะส่งผลกระทบต่อเนื่องหลายประการ

 

“หากศาลระงับมาตรการภาษี ฝ่ายบริหารจะดำเนินการหาช่องทางอื่นทดแทน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะผลักดันวาระนี้ให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจดังกล่าวก็ตาม” ตอร์เรสระบุ

 

พร้อมกล่าวเสริมว่า “การระงับกำแพงภาษีจะเป็นผลเสียต่อความพยายามดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Onshoring) และส่งผลลบต่อสภาวะทางการคลัง และอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน จะเป็นผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากราคาต้นทุนปัจจัยการผลิตจะลดลงและการค้าขายจะมีความคล่องตัวมากขึ้น”

 

วิเคราะห์แนวโน้มคำตัดสินของศาล

 

ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้า (Prediction markets) โดยชี้ว่า มีความเป็นไปได้เพียง 28๔ ที่ศาลจะตัดสินให้มาตรการภาษีตามที่บังคับใช้อยู่นั้นชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตอร์เรสระบุว่า ลูกค้าของบริษัทเขาก็มีความคาดหวังในทิศทางเดียวกัน

 

ด้านเบสเซนต์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารมีทางเลือกอื่นรองรับอย่างน้อย 3 แนวทางโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้าปี 1962 (Trade Act of 1962) เพื่อคงมาตรการภาษีส่วนใหญ่ไว้

 

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ก็มีความกังวลว่า หากต้องมีการคืนเงินภาษี (Reimbursements) จะสร้างภาระแก่ฝ่ายบริหารและความพยายามในการลดการขาดดุลทางการคลัง

 

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่า ศาลสามารถมีดุลยพินิจ ‘กว้าง’ ในการออกคำวินิจฉัย ซึ่งอาจส่งผลลัพธ์ได้หลายรูปแบบ เช่น การจำกัดขอบเขตของภาษีที่มีอยู่เดิม แต่ไม่ได้สั่งให้ยกเลิกทั้งหมด หรือการจำกัดการใช้มาตรการภาษีในอนาคต

 

โดยในบันทึกข้อความของ Ariana Salvatore และ Bradley Tian นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่ามีโอกาสที่ฝ่ายบริหารจะปรับเปลี่ยนแนวทางของระบบภาษีโดยรวมให้ผ่อนคลายลง (Lighter-touch approach) โดยพิจารณาจากประเด็นทางการเมืองในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย (Affordability) ของประชาชน”

 

เปิดผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

สำหรับผลกระทบจากกำแพงภาษีที่เกิดขึ้นจริงจนถึงปัจจุบันนั้น สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยพบว่า มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในวงจำกัด

 

ขณะที่ด้านการขาดดุลการค้า พบว่า ปรับตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งขัดแย้งกับความกังวลในบางภาคส่วนที่ว่ากำแพงภาษีจะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นแกะดำในเวทีการค้าโลก โดยยอดขาดดุลการค้าในเดือนตุลาคมแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดวิกฤตการเงินปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่การนำเข้าลดลงอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

 

ด้านการจัดเก็บภาษี พบว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า มาตรการภาษีการค้าตอบโต้ได้สร้างรายได้ประมาณ 1.95 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 และอีก 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026

 

วิเคราะห์ผลกระทบต่อการค้าไทย หลังสหรัฐฯ เริ่มใช้ภาษีตอบโต้ ตั้งแต่สิงหาคม 2568

 

ศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ในเดือนสิงหาคมและมีผลบังคับใช้มาแล้วราว 4–5 เดือน มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการส่งออกของประเทศต่าง ๆ โดยหลายประเทศ เช่น จีนและเยอรมนี มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่บางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและไทย กลับมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

โดยการส่งออกไทยหลังสหรัฐฯประกาศใช้ภาษีตอบโต้ ยังเติบโตได้ดีเกินคาด ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.6% ในเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา Router ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีอยู่

 

แต่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯบางรายการเริ่มชะลอตัว เช่น Hard Disk Drive หดตัว 17% ในเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

TDRI วิเคราะห์อีกว่า อัตราภาษีนำเข้าโดยรวมที่ไทยเผชิญมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าในอัตราที่สูงกว่า 19% กับสินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น รถบรรทุกและชิ้นส่วน (25%) ส่วนการยกเว้นภาษีตอบโต้สินค้าเกษตรช่วยลดผลกระทบได้จำกัด เพราะไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนต่ำ

 

มีความเสี่ยงใดรอ ‘ไทย’ อยู่ในปี 2026?

 

ศุภณัฎฐ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี แนวโน้มการค้าในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงปรับเปลี่ยนรายละเอียดของมาตรการภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในด้านหนึ่งมีการผ่อนคลายมาตรการภาษีสำหรับสินค้าบางรายการและยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้แก่ประเทศคู่ค้าที่บรรลุข้อตกลงในการเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ

 

โดยประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากการถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่

 

(1) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า ซึ่งสหรัฐฯ กำลังสอบสวนและพิจารณาเก็บภาษีกับเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีโอกาสครอบคลุมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกหลักของไทย

 

(2) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสินค้าสวมสิทธิในอัตรา 40% ซึ่งแม้สินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยโดยมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมีสัดส่วนจำกัด แต่โครงสร้างการผลิตไทยพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนและอาเซียนในระดับสูง หากสหรัฐฯ นับว่าสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศต่ำ (เช่น ไม่เกิน 60% ของมูลค่าสินค้า) เป็นสินค้าสวมสิทธิ ก็อาจกระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ บรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้าย แต่ข้อตกลงนี้จะช่วยการส่งออกไทยได้จำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยอยู่ในบัญชีสินค้าที่สหรัฐฯ ยอมยกเว้นให้คู่ค้าไม่มาก โดยในปี 2024 มีสัดส่วนไม่เกิน 2.86% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ

 

ในทางตรงกันข้ามกรอบข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ไทยต้องเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น อาทิ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกือบทุกรายการ แก้ไขกฎระเบียบที่กีดกันการค้า และในการเจรจาขั้นสุดท้าย ไทยอาจถูกกดดันให้ลดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

 

ศุภณัฎฐ์ กล่าวต่อว่า แนวทางรับมือของรัฐบาลเน้นเจรจาขอลดภาษีนำเข้า และหาตลาดส่งออกทดแทนสหรัฐฯ แต่ยังขาดความชัดเจนในการต่อรองภาษีสินค้าสวมสิทธิ ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามต่อรองขอคงมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตานำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ แต่วิธีนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองขอลดภาษีน้อยลงและไม่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งเจรจาจัดการความเสี่ยงภาษีสินค้าสวมสิทธิ โดยต่อรองให้สหรัฐฯ มุ่งเป้าเฉพาะสินค้าที่ส่งผ่านไทยและมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อย หรือให้นับมูลค่าการผลิตในภูมิภาคอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งสอดคล้องกับการผลิตไทยที่พึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

 

นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้การเจรจาการค้าเป็นโอกาสยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น ทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าแบบเดิม

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising