×

เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน

07.04.2026
  • LOADING...
ภาพเครื่องบินขับไล่ F-15E หรือเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศในปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงรายละเอียดของปฏิบัติการช่วยเหลือนักบิน F-15E ที่ถูกยิงตก ซึ่งตอกย้ำแนวคิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตกำลังพลเหนือสิ่งอื่นใด โดยทรัมป์ใช้คำว่าเราจะไม่ทิ้งชาวอเมริกันไว้เบื้องหลัง (We leave no American behind) จึงนำมาสู่การทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือนักบินทั้งสองให้กลับมาให้ได้อย่างปลอดภัย

 

นอกจากการสร้างชวัญกำลังใจให้กับกำลังพล โดยเฉพาะนักบินที่ต้องบินเสี่ยงภัยเข้าไปดินแดนแนวหลังข้าศึกว่า ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันและหลีกเลี่ยงไม่ได้จนทำให้เครื่องบินของพวกเขาตก กองทัพสหรัฐฯ จะใช้ทุกๆ วิถีทางในการนำพวกเขากลับอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเหมือนหลักประกันหนึ่งที่ทำให้ทหารอเมริกันกล้าที่จะทำภารกิจเสี่ยงภัยเพื่อประเทศชาติ

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การที่สหรัฐฯ ชิงตัวนักบินกลับมาได้ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะจับตัวไปได้นั้น ให้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เข้มข้นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความเข้มแข็งแล้ว ยังเป็นการปิดช่องทางไม่ให้อิหร่านนำนักบินไปเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

 

เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่า ถ้าปล่อยให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในมือของชาติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูอย่างอิหร่านแล้ว ย่อมส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาความเชื่อมั่นมากพออยู่แล้วจากหลายๆ เหตุการณ์ และจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เหลือไพ่ในมือน้อยลงในการเจรจากับอิหร่าน เพราะอาจต้องยอมลดเงื่อนไขบางอย่างแลกกับการปล่อยตัวนักบินที่อยู่ในสถานะตัวประกันถ้าถูกจับไป

 

ในมุมมองด้านทหารทหาร ปฏิบัติการครั้งนี้ถือว่ามีความซับซ้อนและยากกว่าปกติ เพราะแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วในทุกๆ การปฏิบัติการทางทหาร จะต้องมีการเตรียมกำลังชุดค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบหรือ Combat Search and Rescue หรือ CSAR เพื่อเตรียมรับมือในกรณีที่อากาศยานฝ่ายเดียวกันประสบอุบัติเหตุหรือถูกยิงตก เพื่อจะได้ส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกองทัพอากาศทั่วโลก เช่นในเหตุการณ์การปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศไทยก็เตรียมกำลัง CSAR เอาไว้เช่นกัน

 

แต่สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรทางทหารจำนวนมากและปฏิบัติงานทั่วโลกอย่างสหรัฐอเมริกานั้น การเตรียมชุด CSAR จะมีความซับซ้อนมากกว่า ซึ่งใน Operation Epic Fury นี้กองทัพสหรัฐฯ ก็เตรียมชุด CSAR อันประกอบไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ HH-60W Jolly Green II เป็นเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยหลัก เพื่อลำเลียงชุลพลร่มกู้ภัยหรือ Pararescue Jumper เข้าไปยังตัวนักบิน โดยมี HC-130J Combat King II ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่ออกแบบมาสำหรับกู้ภัยและช่วยเหลือนักบินที่ถูกยิงตกโดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศให้กับ HH-60W เพื่อขยายพิสัยและระยะเวลาบินได้

 

นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินโจมตี A-10C ในภารกิจโจมตีและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดเพื่อคุ้มกันกำลังพลที่ค้นหาและช่วยเหลือตัวนักบินที่ถูกยิงตก นอกจากนั้นยังมีอากาศยานไร้นักบิน MQ-9A Reaper ในภารกิจตรวจการณ์และโจมตีได้ด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในการช่วยเหลือจริงนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่เราเห็นในการฝึกของกองทัพสหรัฐฯ มากนัก โดยเฉพาะในกรณีนักบินที่สองซึ่งเป็นนายทหารควบคุมระบบอาวุธหรือ Weapon System Officer ซึ่งเป็นทหารคนที่สองที่ถูกช่วยเหลือออกมาได้ เราจะเห็นการใช้กำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ หลายหน่วย เช่น SEAL Team 6 ซึ่งมีผลงานคือการสังหารบินลาดิน หรือแม้แต่หน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 หรือ Night Stalkers ของกองทัพบก ซึ่งถือเป็นหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดหน่วยหนึ่งของโลก โดยเฮลิคอปเตอร์ของ Night Stalkers ที่ใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้คือ MH-6 ซึ่งแม้มีความคล่องตัวสูงแต่มีพิสัยบินไม่ไกล จึงใช้ MC-130J Commando II บินเข้าไปส่ง MH-6 โดยการจัดตั้งสนามบินส่วนหน้าในดินแดนของอิหร่าน ไม่ไกลจากจุดที่พบนักบินที่ถูกยิงตก เพื่อลงจอดแล้วก็นำ MH-6 ออกมาทำการบินไปรับนักบิน

 

โดยระหว่างนั้น อากาศยานแบบอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ตรวจการณ์และโจมตีขัดขวางกำลังทางบกของอิหร่านไม่ให้เข้าถึงตัวนักบินได้ แม้สุดท้ายเรื่องจะหักมุมตรงที่ MC-130 สองลำไม่สามารถบินขึ้นได้เนื่องจากล้อเครื่องบินติดหล่มในทราย เพราะแม้ C-130 จะมีขีดความสามารถในการลงจอดในรันเวย์ที่ไม่ได้ปูลาดหรือรันเวย์ชั่วคราว แต่ก็ยังอาจมีความผิดพลาดได้อยู่ กำลังที่เข้าไปช่วยทั้งหมดจึงติดสินใจเรียกอากาศยานแบบอื่นคือ C295W ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดเบาจำนวน 3 ลำมารับกำลังทั้งหมดออกไป

 

ส่วนเครื่องบินที่ไม่สามารถนำออกไปได้นั้นทางชุดค้นหาตัดสินใจทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เครื่องบินและข้อมูลความลับตกไปยังมือของข้าศึก

 

ทั้งหมดนี้แม้จะดูเหมือนมีความผิดพลาดไปบ้าง แต่ถือได้ว่านี่เป็นปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วที่จะเป็นไปได้ เพราะการทำงานของชุด CSAR นั้นไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้เพราะไม่มีใครทราบว่าเครื่องบินจะตกตรงไหนหรือเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงทำได้ดีที่สุดแค่การเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนคร่าวๆ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้กองทัพสหรัฐฯ สามารถส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปลึก 200 กิโลเมตรในดินแดนอิหร่านได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลัง F-15E ถูกยิงตก

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสร้างและเคลียร์พื้นที่เพื่อทำเป็นสนามบินส่วนหน้ารองรับอากาศยานที่จะมาลงจอดได้ ถือว่าเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนสูงมากและต้องใช้ขีดความสามารถในระดับสูงเช่นกัน

 

แต่ความสำเร็จในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถกลบความกังวลของคนทั่วโลกเกี่ยวกับสงครามในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา และต่างยื่นเงื่อนไขที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สามารถยอมรับได้ทั้งคู่ จนไปถึง Deadline ของทรัมป์เองที่แม้จะเลื่อนไปหลายครั้ง แต่ก็ยังน่ากังวลอยู่

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า สหรัฐอเมริกาอาจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการปฏิบัติการทางทหาร โดยสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารและลดศักยภาพของอิหร่านลงได้เป็นอย่างมาก แต่ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถเปลี่ยนความสำเร็จทางทหารเป็นความสำเร็จทางการเมืองได้ เพราะจนถึงตอนนี้แรงสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ เองก็มีน้อยมาก ยังไม่นับแรงกดดันจากนานาชาติที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและอาจจะลากเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะโควิด-19 ให้กลับไปจมดิ่งอีก

 

และนี่คือโจทย์สำคัญของทรัมป์ว่า จะหาทางลงอย่างไรจากสงครามครั้งนี้ เพราะถ้าลงแล้วเกิดสะดุดบันไดตัวเอง นี่จะเป็นหายนะทางการเมืองของสหรัฐฯ พรรครีพับริกัน และตัวของทรัมป์เอง

 

แฟ้มภาพ: U.S. Air Force Photo by Airman Austin Salazar

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising