×

น้ำมันดิบร่วงแรง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เงินบาทแข็งแตะ 32.07 บาท หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์

08.04.2026
  • LOADING...
แท่นขุดเจาะน้ำมันยามเย็น สื่อถึงราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและเงินบาทแข็งค่า

ราคาน้ำมันดิบร่วง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ โดย Brent ลงราว 15% แตะ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลงกว่า 16% สู่ระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ขณะที่ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์

 

สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ร่วงลงกว่า 16% สู่ระดับ 94.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เมื่อเวลา 20:03 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ) ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันมาตรฐานระดับโลกสำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงกว่า 15% อยู่ที่ 92.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ ตอบรับข่าว สหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพียงไม่นานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของประธานาธิบดี Donald Trump หลังจากนั้นไม่นาน ทางการอิหร่าน ยังได้ออกแถลงการณ์พร้อมระงับการโจมตีตอบโต้และประสานงานการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หากสหรัฐฯ กับอิสราเอล ระงับการโจมตีอิหร่านจริง

 

“ภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและมีความหวังมากขึ้น ว่าการเจรจาหยุดยิงจะกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง นำไปสู่การคลี่คลายและยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างกลับมาคาดว่า Fed มีโอกาสราว 60% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนกระแสข่าวการระงับการโจมตี ที่ผู้เล่นในตลาดมองเพียงว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้” พูนกล่าว

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอลุ้น พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังใกล้ครบกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.10% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตอบรับกระแสข่าวการพักรบ 2 สัปดาห์ โดยล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นราว +2% ถึง +3% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

 

ตลาดหุ้นยุโรป: ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงกว่า -1.01% หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังและลดความเสี่ยง ก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ระบุไว้ โดยแรงขายได้กระจุกอยู่ในบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ ASML -4.1% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ดี กระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ได้หนุนให้ ล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นยุโรป (อ้างอิง ตลาดหุ้นเยอรมนี) พุ่งขึ้นราว +4% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

 

ส่วนตลาดบอนด์: บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ 4.26% ตามความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวการพักการโจมตีอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดช่องทางให้มีการเจรจาหยุดยิง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า Fed มีโอกาสราว 60% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ (อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะรับรู้ในสัปดาห์นี้) ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่ประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ Fed 1-2 ครั้ง ในปีนี้

 

ตลาดค่าเงิน: เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง กอปรกับการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed รวมถึง รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (รับรู้ในช่วง 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed

 

‘สัญญาณบวก’ ดันบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) พูนกล่าวว่า แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น จนทำให้ เงินบาทสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน จนปรับเปลี่ยนสถานะถือครอง ทั้งในส่วนของ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) และ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อย่างมีนัยสำคัญ (อาจมีการทยอยปิดสถานะบ้าง) ทำให้เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม

 

โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า หากเริ่มเห็นสัญญาณการเจรจาหยุดยิงที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หรือการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จนทำให้ทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะพอช่วยหนุนให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นจนหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (แม้ว่า สถานการณ์สงครามอาจจะยังไม่ได้จบลงจริง หรือยังไม่ได้เกิดข้อตกลงหยุดยิงได้จริง)

 

แต่หากเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ในเชิงเทคนิคัล จากกลยุทธ์ Trend-Following Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังคงมองว่า เงินบาทยังมีโอกาสเพียงแกว่งตัว Sideways เป็นอย่างน้อย และยังอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่าลง

 

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง จากกระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจหนุนให้ บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นใกล้โซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์ เพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะเริ่มกลับเข้ามากดดันเงินบาทมากขึ้น ในช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผลในไตรมาสที่ 2 ขณะเดียวกัน หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงจากแรงขายของบรรดาผู้ส่งออก โดยเฉพาะแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่กลายเป็นแนวต้าน

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน Krungthai GLOBAL MARKETS ถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ: QiuJu Song/ Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories