บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวน แม้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ แม้จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ออกมาในทิศทางที่น่าพอใจ แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ซึ่งมีการประกาศงบออกมาแล้วประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) พบว่าภาพรวมถือว่า แข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโตเฉลี่ย 9% และกำไรสุทธิเติบโตถึง 13% สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Economies of Scale) ที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้
เมื่อเจาะลึกลงรายเซกเตอร์ พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
- กลุ่มเทคโนโลยีและ AI Infrastructure เป็นพระเอกที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดการณ์ โดย 76% ของบริษัทในกลุ่มนี้รายงานงบดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
- กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม ภาคธนาคารและการเงินฟื้นตัวได้ดี เช่นเดียวกับกลุ่มการผลิตและโลหะ ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Reshoring หรือ การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น
- กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะค่าครองชีพสูง
เจาะลึก ‘AI Monetization’ ดาบสองคมของหุ้น Tech
ประเด็นร้อนแรงที่สุดในฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้คือเรื่องของ AI แม้รายได้จากธุรกิจ Cloud AI ของบริษัทระดับ Hyperscaler Google, Microsoft จะเติบโตสูงถึง 40-50% ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนเริ่มสร้างรายได้จริง แต่ตลาดกลับตอบรับในเชิงลบ
โดยสาเหตุหลักมาจาก ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่สูงเกินคาด ผู้บริหารต่างมุ่งมั่นทุ่มเงินลงทุนเพื่อรองรับยุคสมัยใหม่ของ AI ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว
นอกจากนี้ ยังเกิดภาพ Divergence ในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกันเอง ดังนี้
- กลุ่ม Hardware/Infrastructure ยังคงได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
- กลุ่ม Software แม้งบจะออกมาดีมาก แต่ราคาหุ้นกลับร่วงหนัก เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองข้ามช็อตไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยความกังวลว่า AI จะเข้ามา Disruption ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม เช่น การเก็บค่าไลเซนส์ หรือค่าที่ปรึกษา อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายสวนทางกับฮาร์ดแวร์
ปรับพอร์ตรับมือภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไป
ชาตรีประเมินว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มี Valuation ที่ค่อน ข้างตึงตัว มี PE ที่ 17-22 เท่า ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เทรดกันที่ PE เพียง 10-15 เท่า โดยมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรสูงถึง 16-17% ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ
เปิดกลยุทธ์คำแนะนำการลงทุน ต้องกระจายความเสี่ยง
- แนะนำให้กระจายความเสี่ยงลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ราคาแพง และกระจายเงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
- กลุ่มการเงิน (Financials) ได้ประโยชน์จากตลาดทุนที่ฟื้นตัวและ Wealth Management
- กลุ่ม Healthcare รายได้เริ่มฟื้นตัวและเป็นกลุ่มที่ถูกลืมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
- กลุ่ม Real Sector เช่น การผลิต โลหะ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นการผลิตจริง
- มองหาโอกาสลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศฝั่งตะวันออก ปีนี้เม็ดเงินมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวันและประเทศที่การบริโภคเติบโตสูง เช่น อินเดีย, เวียดนาม รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่อาจได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) นี้เช่นกัน
สำหรับกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน โดยนักเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ขายทำกำไร (Take Profit) ในหุ้น Tech สหรัฐฯ และโยกเงินมาลงทุนในฝั่งเอเชีย
ส่วนนักลงทุนระยะยาว หากถือครองหุ้นสหรัฐฯ ไม่เยอะ สามารถถือต่อได้ หรือรอจังหวะสะสมเมื่อตลาดย่อตัว แต่ต้องเลือกรายตัวอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงธุรกิจที่เสี่ยงถูก AI Disrupt
มอง ‘ทองคำ’ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังน่าสะสม
ในส่วนของทองคำ SCB CIO มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรสะสมในระยะยาว เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ภาคครัวเรือนก็เริ่มหันมามองทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากขึ้น โดยมองกรอบแนวรับสำคัญสำหรับการทยอยสะสมอยู่ที่บริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์
โดยสรุป ฤดูประกาศงบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้พื้นฐานบริษัทจะยังดี แต่ความคาดหวังของตลาดนั้นสูงกว่า การลงทุนในปีนี้จึงต้องเน้นลงทุนแบบ Selective และกระจายความเสี่ยงออกจากจุดที่ร้อนแรงเกินไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock


