รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลังตัวเลขล่าสุดสะท้อนการเพิ่มขึ้นในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันทางการคลังในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางนโยบายการค้าและตลาดการเงิน
ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า รายงานการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% แตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 26% และยอดขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดลงจากปีก่อนเช่นกัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาษีศุลกากรในฐานะเครื่องมือพยุงฐานะการคลัง ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการทางการค้าที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายหมวด แม้จะมีการผ่อนปรนบางส่วนผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักของนโยบายยังคงดำเนินต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจอยู่ที่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณาประเด็นอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ความล่าช้าในการออกคำวินิจฉัยทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และเปิดโอกาสต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง หากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการดังกล่าว รัฐบาลอาจต้องคืนรายได้ภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบฐานะการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด
แม้รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาแรงกดดันบางส่วน แต่ภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะยังคงเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอกเบี้ยสุทธิยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงและจำกัดพื้นที่นโยบายการคลังในระยะยาว
ในมิติทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันด้านราคา ผ่านต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ผลการศึกษาของ Federal Reserve Bank of New York ชี้ว่า ภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศ ขณะที่ Congressional Budget Office ประเมินว่า ต้นทุนจำนวนมากถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ
แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากหากระดับราคายังคงสูง Fed จะมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดติดตามในฐานะสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลังและสภาพคล่องโลก
อีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ โดยรอยร้าวภายในสภาคองเกรสและแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพิ่มระดับความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงิน
ภายใต้บริบทดังกล่าว ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การเมือง และเงินเฟ้อมักเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ จะออกมาในทิศทางใด ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรอาจเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะถัดไป
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวและความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงสนับสนุนบทบาทของทองคำในพอร์ตการลงทุน
ภาพรวมสถานการณ์จึงสะท้อนว่า แม้มาตรการภาษีศุลกากรจะช่วยหนุนรายได้ภาครัฐในระยะสั้น แต่ปัจจัยเสี่ยงด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


