ท่ามกลางแรงกดดันการค้าที่ต้องจับตาวันต่อวัน หลัง Donald Trump เดินหน้าภาษี 15% แต่หลังจากนี้ไทยยังมีความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ ‘มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี’ เพราะฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อำนาจได้ทันที
ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ผู้ส่งออกตลาดสหรัฐฯ มาหลายสิบปี กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า แม้มาตรการภาษี 15% ล่าสุดของรัฐบาลโดนัล ทรัมป์ จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม
แต่ในสาระสำคัญยังอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 1 ที่กำหนดให้อำนาจด้านภาษีต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดให้สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจ ในการจัดเก็บภาษีและอากร (The Congress shall have Power To lay and collect Taxes, Duties, Imposts and Excises)
โดยศาลสูงสหรัฐฯ ได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า การจัดเก็บภาษีต้องดำเนินการผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ
มองข้ามช็อต มาตรา 122 ไทยต้องจับตา Non-Tariff Barriers ซับซ้อนกว่าที่คิด
ดังนั้น หากประธานาธิบดีจะปรับขึ้นภาษีก็สามารถ ‘ทำได้’ ภายใต้กลไกของกฎหมาย เช่น มาตรา 122, 232 และ 301 แต่ต้องอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสภาคองเกรส ปัจจุบันอัตรา 15% ถูกกำหนดไว้ในกรอบ 150 วัน ซึ่งอาจขยายเวลาได้หากได้รับความเห็นชอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- เปิดแผนลับ! ทรัมป์อาจใช้กฎหมายเก่า ‘Trade Act of 1974’ เก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงสุด 15% นาน 150 วัน
- เปิด 5 ข้อเสนอที่ขุนคลังสหรัฐฯ เอ่ยปากชมไทย เผยเบื้องหลังกุนซือทีมไทยแลนด์ อัปเดตประเทศไหนเจรจาไปแล้วบ้าง?
- เปิด 2 กลุ่มสินค้าเสี่ยงกระทบหนัก? เตือนสหรัฐฯอาจใช้มาตรการ ‘Section 301’ กับไทยเพิ่ม หลังทรัมป์ฟาดภาษี 15%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไทยควรน่ากังวลยิ่งกว่าภาษีคือ ‘มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี’ (Non-Tariff Barriers) ซึ่งประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารตามมาตรา 2 ได้โดยตรง หมายความว่า ทรัมป์สามารถใช้อำนาจได้ทันที
ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านมาตรฐานสินค้า สุขอนามัย ใบอนุญาต โควตา หรือเงื่อนไขทางเทคนิคต่างๆ
“มาตรการเหล่านี้มีความซับซ้อน และอาจสร้างผลกระทบได้รุนแรงกว่าภาษี เพราะสามารถจำกัดหรือระงับการนำเข้าสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส”
ไทยถูก ‘เพ่งเล็ง’ เป็นพิเศษ
ชนินทร์ มองว่า ในมุมของไทย ต้องยอมรับว่า “เราเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ จับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นประวัติการณ์”
อีกทั้งสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 22-23% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งถือเป็นระดับสูงมาก ความเสี่ยงจึงอยู่ที่การถูก ‘เพ่งเล็ง’ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ‘Transshipment’
แนวคิดที่จะกระจายความเสี่ยงโดยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ แล้วหันไปหาตลาดอื่นนั้น อาจทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด เนื่องจาก มูลค่าการส่งออกกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไม่อาจย้ายฐานตลาดได้โดยง่าย
“สหรัฐฯ ยังเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังซื้อสูงที่สุด และเป็นตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว”
ไทยต้อง ‘แก้เกม’ บริหารความเสี่ยง ทบทวนมาตรการภายในประเทศ
ขณะที่ หากมองในแง่ความสามารถทางการแข่งขัน แม้อัตราภาษีเคยอยู่ที่ 19% แล้วลดลงเหลือ 15% ขณะที่บางประเทศได้ 10% หรือ 15% เช่นกัน
แต่โดยพื้นฐานแล้ว ไทยมีศักยภาพแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมาตรการใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างยังคงมี เพียงแต่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงใหม่ให้เหมาะสม
ชนินทร์ ระบุอีกว่า ด้านการเจรจา ภาครัฐไทย โดยทีมไทยแลนด์ ได้วางกรอบความร่วมมือไว้แล้ว 8-9 ประเด็น ครอบคลุมทั้งภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งควรเดินหน้าต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ไทยเองต้องทบทวนมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยในสินค้าบางกลุ่ม เช่น
“สินค้าเกษตรที่บางรายการสูงถึง 72% ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า หากไม่ปรับตัว ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้ผ่านมาตรา 232 หรือ 301”
‘ทีมไทยแลนด์’ ต้องแข็งแกร่ง มีเอกภาพ
สิ่งสำคัญคือ ‘เอกภาพ’ ของทีมไทยแลนด์ ทุกกระทรวงต้องมีจุดยืนเดียวกัน ไม่ยกเหตุผลที่ไม่จำเป็นมาเป็นอุปสรรค เพราะในระบบของสหรัฐฯ
“ภาคเอกชนสามารถทำหน้าที่ล็อบบี้ได้ และผู้ประกอบการไทยเองก็มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการเจรจาได้”
ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยอาจต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปรับสมดุลทางการค้า เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภทจากสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลืองหรือข้าวโพด
“ไทยต้องสื่อสารผ่านช่องทางที่เหมาะสมไปยังสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าไทยมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของเขา นี่คือ ‘แทคติก’ หนึ่งในระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทได้”
อีกปัจจัยสำคัญคือค่าเงินบาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งภาคเอกชนมองว่าแข็งค่าเกินไป ระดับที่เหมาะสมต่อความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของการส่งออกควรอยู่ที่ประมาณ 33-35 บาท หากค่าเงินแข็งเกินไป การเติบโตของการส่งออกอาจไม่ยั่งยืน และจะกระทบต่อ GDP ในระยะถัดไป
ชนินทร์ ย้ำว่า โดยสรุป ไทยไม่สามารถลดบทบาทตลาดสหรัฐฯ ได้ เพราะเป็นคู่ค้าที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก
การเจรจาจึงต้องทำอย่างรอบคอบ ต่อเนื่อง โปร่งใส และมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับความซับซ้อนของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งอาจเป็นความท้าทายที่ใหญ่กว่ามาตรการภาษีในระยะต่อไป


