×

ทำไมภาษีทรัมป์ 15% ไม่น่ากลัวเท่า Non-Tariff คุยกับ ‘ชนินทร์’ กับช่องว่างอำนาจทรัมป์ที่ไทยต้องจับตา

24.02.2026
  • LOADING...
ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ให้สัมภาษณ์ในห้องส่ง พร้อมกราฟฟิก 'ภาษี 15% ไม่น่ากลัวเท่า Non-Tariff' และโลโก้ WEALTH IN DEPTH โดยมีภาพตึกสูงของสหรัฐฯ เป็นฉากหลัง

ท่ามกลางแรงกดดันการค้าที่ต้องจับตาวันต่อวัน หลัง Donald Trump เดินหน้าภาษี 15% แต่หลังจากนี้ไทยยังมีความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ ‘มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี’ เพราะฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อำนาจได้ทันที

 

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ผู้ส่งออกตลาดสหรัฐฯ มาหลายสิบปี กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า แม้มาตรการภาษี 15% ล่าสุดของรัฐบาลโดนัล ทรัมป์ จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม

 

แต่ในสาระสำคัญยังอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 1 ที่กำหนดให้อำนาจด้านภาษีต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่งตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดให้สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจ ในการจัดเก็บภาษีและอากร (The Congress shall have Power To lay and collect Taxes, Duties, Imposts and Excises)

 

โดยศาลสูงสหรัฐฯ ได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า การจัดเก็บภาษีต้องดำเนินการผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ

 

มองข้ามช็อต มาตรา 122 ไทยต้องจับตา Non-Tariff Barriers ซับซ้อนกว่าที่คิด

 

ดังนั้น หากประธานาธิบดีจะปรับขึ้นภาษีก็สามารถ ‘ทำได้’ ภายใต้กลไกของกฎหมาย เช่น มาตรา 122, 232 และ 301 แต่ต้องอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสภาคองเกรส ปัจจุบันอัตรา 15% ถูกกำหนดไว้ในกรอบ 150 วัน ซึ่งอาจขยายเวลาได้หากได้รับความเห็นชอบ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไทยควรน่ากังวลยิ่งกว่าภาษีคือ ‘มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี’ (Non-Tariff Barriers) ซึ่งประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารตามมาตรา 2 ได้โดยตรง หมายความว่า ทรัมป์สามารถใช้อำนาจได้ทันที

 

ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านมาตรฐานสินค้า สุขอนามัย ใบอนุญาต โควตา หรือเงื่อนไขทางเทคนิคต่างๆ

 

“มาตรการเหล่านี้มีความซับซ้อน และอาจสร้างผลกระทบได้รุนแรงกว่าภาษี เพราะสามารถจำกัดหรือระงับการนำเข้าสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส”

 

ไทยถูก ‘เพ่งเล็ง’ เป็นพิเศษ

 

ชนินทร์ มองว่า ในมุมของไทย ต้องยอมรับว่า “เราเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ จับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นประวัติการณ์”

 

อีกทั้งสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 22-23% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งถือเป็นระดับสูงมาก ความเสี่ยงจึงอยู่ที่การถูก ‘เพ่งเล็ง’ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ‘Transshipment’

 

แนวคิดที่จะกระจายความเสี่ยงโดยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ แล้วหันไปหาตลาดอื่นนั้น อาจทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด เนื่องจาก มูลค่าการส่งออกกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไม่อาจย้ายฐานตลาดได้โดยง่าย

 

“สหรัฐฯ ยังเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังซื้อสูงที่สุด และเป็นตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว”

 

ไทยต้อง ‘แก้เกม’ บริหารความเสี่ยง ทบทวนมาตรการภายในประเทศ

 

ขณะที่ หากมองในแง่ความสามารถทางการแข่งขัน แม้อัตราภาษีเคยอยู่ที่ 19% แล้วลดลงเหลือ 15% ขณะที่บางประเทศได้ 10% หรือ 15% เช่นกัน

 

แต่โดยพื้นฐานแล้ว ไทยมีศักยภาพแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมาตรการใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างยังคงมี เพียงแต่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงใหม่ให้เหมาะสม

 

ชนินทร์ ระบุอีกว่า ด้านการเจรจา ภาครัฐไทย โดยทีมไทยแลนด์ ได้วางกรอบความร่วมมือไว้แล้ว 8-9 ประเด็น ครอบคลุมทั้งภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งควรเดินหน้าต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ไทยเองต้องทบทวนมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยในสินค้าบางกลุ่ม เช่น

 

“สินค้าเกษตรที่บางรายการสูงถึง 72% ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า หากไม่ปรับตัว ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้ผ่านมาตรา 232 หรือ 301”

 

‘ทีมไทยแลนด์’ ต้องแข็งแกร่ง มีเอกภาพ

 

สิ่งสำคัญคือ ‘เอกภาพ’ ของทีมไทยแลนด์ ทุกกระทรวงต้องมีจุดยืนเดียวกัน ไม่ยกเหตุผลที่ไม่จำเป็นมาเป็นอุปสรรค เพราะในระบบของสหรัฐฯ

 

“ภาคเอกชนสามารถทำหน้าที่ล็อบบี้ได้ และผู้ประกอบการไทยเองก็มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการเจรจาได้”

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยอาจต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปรับสมดุลทางการค้า เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภทจากสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลืองหรือข้าวโพด

 

“ไทยต้องสื่อสารผ่านช่องทางที่เหมาะสมไปยังสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าไทยมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของเขา นี่คือ ‘แทคติก’ หนึ่งในระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทได้”

 

อีกปัจจัยสำคัญคือค่าเงินบาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งภาคเอกชนมองว่าแข็งค่าเกินไป ระดับที่เหมาะสมต่อความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของการส่งออกควรอยู่ที่ประมาณ 33-35 บาท หากค่าเงินแข็งเกินไป การเติบโตของการส่งออกอาจไม่ยั่งยืน และจะกระทบต่อ GDP ในระยะถัดไป

 

ชนินทร์ ย้ำว่า โดยสรุป ไทยไม่สามารถลดบทบาทตลาดสหรัฐฯ ได้ เพราะเป็นคู่ค้าที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

 

การเจรจาจึงต้องทำอย่างรอบคอบ ต่อเนื่อง โปร่งใส และมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับความซับซ้อนของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งอาจเป็นความท้าทายที่ใหญ่กว่ามาตรการภาษีในระยะต่อไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising