×

สำรวจท่าทีนานาชาติโดดเดี่ยวทรัมป์ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ บททดสอบ ‘ความภักดีของพันธมิตร’ กับ ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’

17.03.2026
  • LOADING...
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้า ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียด

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก หลังรัฐบาลอิหร่าน ปิดกั้นการเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งความหวังที่จะรับมือปัญหาใหญ่ ที่กำลังสร้างความกังวลไปยังหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการเรียกร้องให้นานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมรับมือปัญหา ด้วยการเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ปลอดภัยจากการคุกคามของอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ความหวังในตอนนี้ดูจะเป็นไปได้ยาก เมื่อหลายประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญ ณ วันนี้กลับยืนกรานไม่ขอเข้าร่วมใน ‘สงครามที่ไม่ได้ก่อ’

 

แต่การหันหลังให้กับทรัมป์ ท่ามกลางสงครามที่กำลังทวีความตึงเครียด อาจเป็นบททดสอบที่สำคัญ ซึ่งยังไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรหรือไม่ และหากสหรัฐฯ ไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริง วิกฤตพลังงานจะเลวร้ายไปถึงจุดไหน

 

ยุโรปปัดเข้าร่วม – ทรัมป์ เตือน NATO อนาคต ‘เลวร้าย’

 

หลายประเทศยุโรปปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่า NATO จะเผชิญกับ “อนาคตที่เลวร้ายอย่างมาก” หากชาติยุโรปที่เป็นสมาชิกไม่ให้ความช่วยเหลือในการเปิดเส้นทางน้ำสายสำคัญนี้อีกครั้ง

 

เยอรมนีปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการแทรกแซงกิจกรรมทางทหารใดๆ รวมถึงความพยายามในการเปิดช่องแคบ โดยฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าว

 

ว่า “ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันว่าจะเข้าแทรกแซงหรือไม่”

 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามที่ว่า เยอรมนีจะช่วยเหลือทางทหารได้อย่างไรจึงไม่เกิดขึ้น เราจะไม่ทำเช่นนั้น”

 

เขากล่าวเสริมว่า “ระบอบอิหร่านนี้ต้องสิ้นสุดลง” แต่ “จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับในช่วงหลายปีและหลายทศวรรษที่ผ่านมา การทิ้งระเบิดเพื่อให้ยอมจำนนนั้น ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง”

 

บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา เราไม่ได้เริ่มมัน โดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังอะไรจากเรือรบยุโรปเพียงไม่กี่ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ในเมื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ อันทรงพลังยังจัดการเองไม่ได้? นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเอง”

 

ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ “ถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขวางกว่านี้” แต่กำลังทำงานเกี่ยวกับ “แผนการที่ใช้ได้จริง”

 

“ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” เขากล่าว โดยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการดำเนินการใดๆ แต่กล่าวว่าต้องได้รับการเห็นชอบจาก “พันธมิตรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ทั้งนี้ องค์การ NATO เป็นพันธมิตรป้องกันตนเองที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการปฏิบัติการ โดยหลักการพื้นฐานที่สุดของ NATO คือสิ่งที่เรียกว่า “การป้องกันร่วมกัน” ซึ่งหมายความว่า หากประเทศสมาชิก NATO ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี พันธมิตรจะถือว่าเป็นการโจมตีทุกประเทศใน NATO

 

การป้องกันร่วมกันนี้ ซึ่งอธิบายไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศสมาชิกถูก “โจมตีด้วยอาวุธ” และร้องขอการดำเนินการร่วมกันเพื่อตอบโต้

 

คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าววานนี้ (16 มีนาคม) ว่า คำขอของทรัมป์นั้น “อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติการของ NATO”

 

โดยมาตรา 6 ของสนธิสัญญา “กำหนดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตของพันธกรณีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ NATO โดยส่วนใหญ่จำกัดไว้เฉพาะพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเหนือเส้นTropic of Cancer ( เส้นละติจูดเหนือสุดของโลก)”

 

ที่ผ่านมา ทรัมป์เผยว่า รัฐบาลวอชิงตันได้ติดต่อไปยัง 7 ประเทศและคาดหวังว่าประเทศเหล่านี้จะยอมเข้าร่วมในแผนรักษาความปลอดภัยให้กับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

 

“ผมเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้เข้ามาปกป้องดินแดนของตนเอง เพราะมันเป็นดินแดนของพวกเขา มันเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้รับพลังงาน” ทรัมป์ กล่าว

 

นอกเหนือจากชาติยุโรป ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องของทรัมป์ โดยซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยื่นคำขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ และรัฐบาลโตเกียวกำลังพิจารณาว่าสามารถทำอะไรได้บ้างโดยอิสระ และทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย” แต่ในทางกฎหมายนั้น เรื่องนี้เป็นไปได้ ‘ยากมาก’

 

ส่วน ออสเตรเลีย ยืนยันว่าจะไม่ส่งเรือไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เสนอที่จะช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยการจัดหาเครื่องบินเพื่อช่วยในการป้องกันเนื่องจากมีชาวออสเตรเลียจำนวนมากอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

แผนสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นไปได้จริงหรือไม่?

 

เบรตต์ แมคเกิร์ก (Brett McGurk) อดีตทูตพิเศษในยุครัฐบาลบารัก โอบามาและทรัมป์ สมัยแรก (ระหว่างปี 2014 ถึง 2018) ซึ่งมีบทบาทในการรวบรวมพันธมิตรนานาชาติเกือบ 80 ประเทศเพื่อต่อสู้กับเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย ISIS ชี้ว่าการสร้างพันธมิตรนานาชาติ หรือการรวมเอาประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เช่นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว “พูดง่ายกว่าทำ”

 

เขายกตัวอย่างการสร้างกลุ่มพันธมิตรทางทะเลเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงที่เรียกว่า บาบเอลมันเดบ (ประตูแห่งน้ำตา) ในปี 2023 และ 2024 โดยเส้นทางเดินเรือนี้ถูกปิดหลังกลุ่มกบฎฮูตี ในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือรบและเรือบรรทุกสินค้า

 

โดยกลุ่มพันธมิตรนี้เติบโตขึ้นจนมีประเทศเข้าร่วมเกือบ 20 ประเทศ นำโดยกองทัพสหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรและเดนมาร์ก ก็ได้ช่วยในการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรน และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

 

เป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรทะเลแดงนั้นอาจเป็นแบบอย่างสำหรับการสร้างพันธมิตรเปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้น มีหลายด้าน ได้แก่

 

1.พื้นฐานทางกฎหมาย

 

การจัดตั้งพันธมิตรทางทหารนั้นแท้จริงแล้วคือการตัดสินใจทางกฎหมายและการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ รวมถึงพันธมิตรระยะยาวของสหรัฐฯ ต่างมีกฎหมายและมาตรฐานของตนเอง ที่ต้องผ่านการรับรองให้ได้ก่อนที่จะส่งกำลังทหารไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลัง

 

สำหรับสหรัฐฯ นั้น จำเป็นต้องใช้ความอดทนและการทำงานร่วมกับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อช่วยรวบรวมเงื่อนไขทางการทูตและกฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วม

 

โดยสิ่งนี้มักเริ่มต้นที่สหประชาชาติ ซึ่งกรณีของกลุ่ม ISIS รัฐบาลอิรักได้อ้างมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อขอการป้องกันตนเองร่วมกันต่อกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศนั้นเพียงพอแล้วสำหรับพันธมิตร NATO ส่วนใหญ่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

 

ในวิกฤตการณ์ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์ได้ทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ประเทศต่างๆ มากถึง 135 ประเทศร่วมลงนามในมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประณามการโจมตีของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและเรียกร้องให้ยุติการโจมตีเหล่านั้น โดยมตินี้ยังอ้างถึงสิทธิในการป้องกันตนเองร่วมกันภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติเช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อเกณฑ์ในทางกฎหมายสำหรับการเข้าร่วมภารกิจทางทหารที่ช่องแคบฮอร์มุซ

 

2.พื้นฐานทางการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นคือการเมืองภายในประเทศต่างๆ ที่แม้จะผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ผู้นำของประเทศนั้นๆ ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองและต้องการการสนับสนุนภายในประเทศในระดับพื้นฐานก่อนที่จะสามารถส่งกำลังทหารไปร่วมภารกิจในต่างประเทศ

 

ซึ่งนี่คือจุดที่รัฐบาลทรัมป์อาจล้มเหลว

 

อีกประเด็นคือการที่สหรัฐฯ เริ่มสงครามครั้งนี้โดยมีการปรึกษาหารือกับพันธมิตรอย่างจำกัด และตอนนี้กลับพยายามขอความช่วยเหลือหลังจากเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านมาได้ 3 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศปฏิเสธเข้าร่วมในแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

 

3. พื้นฐานทางทหาร

 

และแม้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองจะมีครบถ้วน แต่ภารกิจที่ยากจริงๆ คือการกำหนดความต้องการทางทหาร การมอบหมายภารกิจ และกฎการปะทะ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดและใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังอาจทำให้กลุ่มพันธมิตรแตกแยกตั้งแต่เริ่มต้น

 

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มพันธมิตรทะเลแดง ฝรั่งเศสไม่พอใจกับความสัมพันธ์ด้านการบังคับบัญชาและเลือกที่จะจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรของตนเองขึ้นมาคู่ขนาน แทนที่จะทำงานโดยตรงภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ (หรือสหราชอาณาจักร)

 

แน่นอนว่ากลุ่มพันธมิตรช่องแคบฮอร์มุซจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ เนื่องจากมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง และบางประเทศอาจไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดนี้ ซึ่งกฎการปะทะก็เป็นเรื่องยากที่จะเจรจาระหว่างกองทัพ เช่น เรือพิฆาตของสหราชอาณาจักร จะมีกฎการปะทะที่ได้รับการอนุมัติเพื่อโจมตีฐานยิงขีปนาวุธภายในอิหร่าน หรือแค่ป้องกันเฉพาะขีปนาวุธในอากาศเท่านั้น?

 

โดยคำขอของทรัมป์ที่ให้จีนเข้าร่วมด้วยนั้นยิ่งยากและซับซ้อนกว่า เพราะไม่มีโอกาสที่กองทัพสหรัฐฯ หรือกองทัพพันธมิตรอื่นๆ จะเข้าร่วมในกลุ่มพันธมิตรทางทหารกับจีน และไม่มีโอกาสที่จีนจะวางเรือของตนภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ

 

ใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์

 

แมคเกิร์ก ยังชี้ว่าการสร้างพันธมิตรทางทหารนั้นใช้เวลานาน ใช้ทรัพยากรมาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการรวมกลุ่มทางทหารหากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลต่อทิศทางของสงคราม และจะเป็นผลเสียอย่างยิ่งต่ออิหร่านที่อาจจะต้องเผชิญหน้าทั้งกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพของนานาชาติในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดพันธมิตรทางทหารได้จริง คือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดรน และกองทัพเรือของอิหร่านที่เหลืออยู่

 

แต่สิ่งที่แน่นอน คือโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรทางทหารเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อยืนยันว่าแผนเปิดช่องแคบนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่หากปราศจากความร่วมมือจากนานาชาติ อิหร่านก็อาจใช้ภูมิศาสตร์ของช่องแคบ เพื่อชิงความได้เปรียบในสถานการณ์สู้รบไว้ได้ ถึงแม้จะพ่ายแพ้ในจุดอื่นๆ ก็ตาม

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising