กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ หลังราคาน้ำมันและพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นกระทบขีดความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าโดยตรง พร้อมกางผล Stress Test เตือนหากราคาน้ำมันขยับทุก 10% จะฉุด GDP ไทยร่วง 0.3% สวนทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ประเมินว่าหุ้นไทยเริ่มกลับเข้าสู่โซนปลอดภัยมากขึ้น หลังกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มหยุดไหลออกอย่างต่อเนื่อง
กางผล Stress Test น้ำมันพุ่ง 10% ฉุด GDP ร่วง 0.3%
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังดำเนินต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันถือเป็นสมมติฐานสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากการทำ Stress Test ภายในพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น 0.8% และฉุดการเติบโตของ GDP ลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้า
สำหรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม “ผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรงอาจยังไม่มี แต่แน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ” ศักดิ์ชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่ายังไม่ต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อกว่านี้ อาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
สินเชื่อรถ EV และหลักประกัน ช่วยพยุงพอร์ตในภาวะเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เชื่อมั่นว่าพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสัดส่วนราว 30-35% ของพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานของลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ประกอบกับโครงสร้างสินเชื่อของทิสโก้ทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secure Loan) จึงมีความเสี่ยงลดลงในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
ตลท. เผยสัญญาณบวก ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยเข้าโซนปลอดภัย
ส่วนผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบันต่อตลาดหุ้นไทย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มปลอดภัยมากขึ้น หลังจากที่เริ่มเห็นการหยุดไหลออกของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ
“ไม่แน่ใจว่าจะเรียกหุ้นไทยเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เริ่มเห็นว่าฟันด์โฟลว์เริ่มสลับเข้าออก หลังจากที่เป็นการไหลออกต่อเนื่องก่อนหน้านี้” อัสสเดชกล่าว
ด้าน ชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง TISCO ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจในระยะยาวของทิสโก้ คือการรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ซึ่งทำได้ดีมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตั้งเป้าหมายไปจนถึงปี 2571 ไว้ที่ระดับ 15-17%
โชว์ฟอร์มปี 68 กำไร 6.6 พันล้าน – ปันผลหนัก 93%
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท และยังคงรักษาระดับ ROAE ได้ที่ 15.4% ขณะที่นโยบายการจัดการเงินทุนเน้นการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยในปี 2568 มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 93% หรือคิดเป็น 7.75 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ในมุมมองด้านการบริหารทุน ทิสโก้มองว่าการซื้อหุ้นคืนยังไม่เหมาะในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/BV มากกว่า 2 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามูลค่า
นอกจากนี้ ทิสโก้ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วจำนวน 144 บริษัท
ยุทธศาสตร์ 3 ปี: ขับเคลื่อนด้วย AI และธรรมาภิบาล
สำหรับทิสโก้ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ในระดับ 15-17% อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยวางกลยุทธ์ภายใต้แผนการเติบโต 3 ปีข้างหน้า ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาล ดังนี้
- ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI) โดยนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) เช่น AI Virtual Coach สำหรับฝึกอบรมพนักงาน และ AI-driven Recommendation เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า
- ธรรมาภิบาล ขยายขอบเขตนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันไปยังกลุ่มคู่ค้าสำคัญ และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้มากกว่า 50% ของคณะกรรมการทั้งหมดภายในปี 2569
- Climate Action เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1% ต่อปี ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าในองค์กรและการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ สาขาธนาคารและสาขาสมหวัง เงินสั่งได้

