นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าปัญหา ‘ทองแดง’ ขาดแคลนจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปีนี้ และลากยาวไปจนถึงปี 2030 จนอาจทำให้ราคาพุ่ง 2 เท่า สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และบีบบังคับให้ธนาคารกลางต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยที่สูงต่อไป
สถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทองแดง เนื่องมาจากปัญหาจากฝั่งอุปทานในทวีปอเมริกาใต้ และแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่สูงขึ้น โดยการขาดแคลนทองแดงนี้อาจเป็นอีกตัวบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกจะเลวร้ายลง และส่งผลให้ธนาคารกลางต้องคงท่าทีแข็งกร้าวต่อไปอีกนาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ราคาทองแดง’ จ่อสูงขึ้นปีหน้าหลังจีนผ่อนคลาย Zero-COVID ผู้เชี่ยวชาญคาด ราคาขยับแตะ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน
- นักลงทุนจับตาสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย หลัง ‘ราคาทองแดง’ หนึ่งในดัชนีชี้วัดร่วงทำจุดต่ำสุดรอบ 16 เดือน
- ‘สภาทองคำโลก’ เผยดีมานด์ทองคำใน ‘ไทย’ เพิ่มเพียง 3% ในปี 2022 พร้อมเปิดปัจจัยที่ต้องจับตาในปี 2023
ทั้งนี้ ทองแดงเป็นเสมือนเครื่องตรวจวัดสุขภาพเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าไปจนถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ด้าน Robin Griffin รองประธานฝ่ายโลหะและเหมืองแร่จาก Wood Mackenzie กล่าวว่า เรากำลังคาดการณ์ว่าการขาดแคลนทองแดงจะดำเนินไปจนถึงปี 2030 โดยมีสาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่องในเปรู และความต้องการทองแดงที่สูงขึ้นในอุตสาหกรรมการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน
“ทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบทางการเมืองจะส่งผลกระทบมากมาย และสิ่งที่ชัดเจนคือความเป็นไปได้ว่าเหมืองขุดทองแดงจะต้องปิดตัว” Griffin เสริม
โดยในวันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ทองแดงถูกซื้อขายอยู่ที่ 4.051 ดอลลาร์ต่อปอนด์ เพิ่มขึ้น 5.99% จากต้นปี (YTD)
ปัญหาฝั่งอุปทานจาก ‘อเมริกาใต้’ เป็นสาเหตุหลัก
เปรูซึ่งครองสัดส่วน 10% ของอุปทานทองแดงทั่วโลกได้เผชิญกับการประท้วง นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดี Pedro Castillo ถูกขับออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม
ทำให้เมื่อวันที่ 20 มกราคม Glencore ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองทองแดงในเปรู เพิ่งประกาศว่ากำลังระงับการดำเนินงานของเหมืองทองแดง Antapaccay หลังจากถูกผู้ประท้วงบุกปล้นและจุดไฟเผา
นอกจากนี้ ชิลีซึ่งถือเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็น 27% ของอุปทานทั่วโลก ก็ผลิตทองแดงลดลง 7% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบจากปีก่อน
ด้าน Goldman Sachs ระบุในบันทึกลงวันที่ 16 มกราคมว่า โดยรวมแล้วเชื่อว่าชิลีน่าจะผลิตทองแดงได้น้อยลงในช่วงปี 2023-2025
ความต้องการ ‘ทองแดง’ กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การเปิดประเทศอีกครั้งของจีน การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ได้กระตุ้นความต้องการทองแดงอย่างมาก และทำให้ทรัพยากรทองแดงมีความตึงเครียดมากขึ้น
Tina Teng นักวิเคราะห์ตลาดจาก CMC Markets กล่าวว่า การเปิดประเทศอีกครั้งของจีนมีผลกระทบอย่างมากต่อราคาทองแดง เนื่องจากจะช่วยปรับปรุงแนวโน้มอุปสงค์ และจะผลักดันราคาทองแดงให้สูงขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนอุปทาน อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งทำให้การขุดทำได้ยากขึ้นด้วย
ดังนั้น Teng จึงคาดว่าปัญหาการขาดแคลนทองแดงอาจคงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2024-2025 พร้อมมองว่าเมื่อถึงเวลานั้นราคาทองแดงอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือน อย่ามองในแง่ร้ายเกินไป
อย่างไรก็ตาม Timna Tanners กรรมการผู้จัดการจาก Wolfe Research กลับมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นการหยุดชะงัก และตนไม่คิดว่าปัญหานี้จะน่ากังวลกว่าปกติ พร้อมคาดการณ์ว่าในปี 2023 จะเห็นเหมืองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายแห่ง นอกจากนี้ กิจกรรมและการบริโภคทองแดงอาจไม่ได้พุ่งกระฉูด ขณะที่จีนผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID
อ้างอิง: