×

จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก ส่งผลกระทบต่อผู้กู้เงิน ผู้ฝากเงิน ประชาชน นักลงทุนอย่างไร?

26.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ผลกระทบต่อผู้กู้ ผู้ฝาก และตลาดหุ้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้เหตุผลว่ามาจาก (1) เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง (2) อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น (3) สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SME และครัวเรือนยังตึงตัว

 

อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่า ‘เซอร์ไพรส์ตลาด’ และหักปากกาเซียนของนักวิเคราะห์แทบทุกสำนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 กนง.น่าจะรอดูท่าทีของนโยบายรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นต้น

 

ดอกเบี้ยไทยสู่ยุคต่ำรั้งท้ายอันดับ 3 ของโลก

 

โดยการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย (ที่ระดับ 1.00%) ต่ำเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากการรวบรวมข้อมูลกว่า 50 ประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (DM) โดยมีเพียงประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต่ำกว่าไทย

 

ย้ำดอกเบี้ย 1.00% ต่ำสุด หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% ถือว่า ต่ำที่สุดแล้วหากไม่นับรวมช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยลดลงไปต่ำสุดถึง 0.5%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าขั้นวิกฤต ดูจากในอดีตช่วงโควิด ซึ่งในขณะนั้นอัตราการเติบโตของ GDP ไทยติดลบ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงลงไปถึง 0.5% แต่ตอนนี้ ไม่มีวิกฤตขนาดนั้น เพียงแต่กรรมการมองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับ 1.00% สามารถช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้ จากการเข้าไปคุยกับผู้ประกอบการ หรือเห็นความเดือดร้อนของธุรกิจและประชาชน

 

ทำไมกนง.เลือกลดดอกเบี้ย ‘ตอนนี้’?

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอนกล่าวว่า คณะกรรมการได้หารือกันเรื่องจังหวะเวลาและยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยในตอนที่ตัวเลข GDP เพิ่งขยายตัวสูงเกินคาดนั้นเป็นเรื่องที่สื่อสารกับสาธารณะได้ยาก และทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือการปล่อยให้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วค่อยไปลดในครั้งหน้า

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย การลดดอกเบี้ยให้เร็วขึ้นจะสามารถช่วยเหลือและประคองเศรษฐกิจได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน ดังนั้นในเมื่อประเมินทิศทางแล้วว่าอย่างไรก็ต้องลดดอกเบี้ย จึงตัดสินใจลดทันทีในครั้งนี้ในลักษณะของการดึงมาทำก่อน (Front-load)

 

“จริงๆ ง่ายที่สุด สำหรับผม และกรรมการด้วยคือ ปล่อยไปตามตลาดคาด แล้วค่อยไปลดครั้งหน้า แต่ทีนี้เราเห็นความสำคัญว่า เราสามารถช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้นอย่างน้อย 2-3 เดือน ก็ยังดี แล้วก็ถ้าจะลดอยู่แล้ว ก็ ลดครั้งนี้เลย คล้าย ๆ กับว่า Front-load ขึ้นมา” ดร.ดอนกล่าว

 

บริบท ‘เศรษฐกิจไทย’ เป็นอย่างไร ทำไมกนง.ถึงต้องลดดอกเบี้ย

 

  • เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แม้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ที่ขยายตัว 2.5%

 

โดยดร.ดอนกล่าวว่า แม้ว่ากนง.รอบนี้จะไม่ใช่รอบปรับประมาณการ แต่ปัจจุบัน กนง.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2% บวกลบ อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวถือว่า ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพ (Potential GDP Growth) ซึ่งอยู่ที่ราว 2.7% ไปอย่างน้อยถึงปี 2570 สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับไปสู่ระดับการเติบโตตามศักยภาพได้

 

  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ยังอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% โดยธปท.ยังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยก่อนหน้านี้กนง.คาดว่า จะกลับสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570 แต่ปัจจุบันกว่าเงินเฟ้อจะเข้ากรอบน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2570

 

  • สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น

 

  • เงินบาทยังแข็งค่า ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทยังซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ

 

ดอกเบี้ยไทยจบ ‘วงจรขาลง’ แล้ว?

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.00% ‘เพียงพอ’ กับการประเมินเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว ถ้าไม่เหตุการณ์อะไรรุนแรงกว่าที่ประมาณการไว้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนกล่าวต่อว่า แต่หากในอนาคตมีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นก็ยังมี Policy Space รออยู่ราว 0.50% เมื่อเทียบกับช่วงโควิดที่อัตราดอกเบี้ยของไทยเคยแตะระดับ 0.50%

 

โดยดร.ดอน เปิดเผยว่า Policy Space เป็นหนึ่งในประเด็นที่คณะกรรมการฯ หารือกันว่าควรกันไว้ที่ 0.50% หรือ 0.75% เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนยืนยันว่า ปัจจุบันกระสุนของไทยไม่ได้เหลือแค่ 0.50% อาจลงไปมากกว่านั้นก็ย่อมได้ ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ

 

โดยหลังจากการแถลงของกนง. นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ รวมถึงกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ล้วนมองตรงกันว่า “โอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากจุดนี้อาจมีค่อนข้างจำกัด”

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อผู้กู้เงินและผู้ออมเงิน?

 

  • ผู้กู้รายเก่า (ผู้ที่มีหนี้เดิมอยู่แล้ว): จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง
  • ผู้กู้รายใหม่: จะได้รับประโยชน์เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น: โดยจะต้องเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตไม่สูงและได้รับการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ จึงจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำลง
  • ผู้ออมเงิน: อัตราดอกเบี้ยต่ำส่งผลต่อผลตอบแทนของผู้ออมและพฤติกรรม search-for-yield

 

โดยในการแถลงข่าว ดร.ดอน ระบุว่า กนง.ได้คำนึงถึงผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ออม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ผู้สูงอายุ’ ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินออมเพื่อการดำรงชีพมากขึ้นตามวัย

 

นอกจากนี้ กนง.ยังจับตาภาวะดอกเบี้ยต่ำที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for yield) โดยธปท.ได้เห็นพฤติกรรมที่ประชาชนบางส่วน ย้ายเงินออกจากบัญชีเงินฝากประจำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการให้ความสำคัญและคอยติดตามความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในมิติของการเก็งกำไรเกินควรและการทำ Search for yield อย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าในปัจจุบันระดับของการเคลื่อนย้ายเงินเพื่อแสวงหาผลตอบแทนดังกล่าวยังไม่ได้มีปริมาณมากจนถึงขั้นที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจ

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ยังกล่าวถึงผลกระทบจากสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ได้เร่งตัวต่อแคมเปญเงินฝากว่า ทำให้ธนาคารต่างๆ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝากเพิ่มเช่นกัน ส่งผลให้แคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษเพื่อดึงดูดเงินฝากแบบที่เคยมีมาจะลดน้อยลง และอัตราดอกเบี้ยหน้าแคมเปญจะทยอยปรับลดลงมาเช่นกัน

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อ ‘ตลาดหุ้น’: จะดันหุ้นไทยไปได้ถึงไหน? หลังพุ่งทะลุ 1,500 จุด

 

ก่อนหน้าการประชุม กนง. ที่เกิดขึ้นล่าสุด (25 กุมภาพันธ์) ดูเหมือนแวดวงตลาดทุนจะค่อนข้างมั่นใจว่าจะเห็นมติ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ไว้ที่ระดับ 1.25% อย่าง ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ว่า “จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม 1.25% อย่างแน่นอน และประเมินว่าผลกระทบคงจะไม่มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากเป็นรอบการประชุมที่ไม่ได้มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ออกมาแต่อย่างใด”

 

เมื่อมติ กนง. ออกมาเป็นการลดดอกเบี้ยแบบที่หลายคนไม่ได้คาดคิด ทำให้ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นทันทีในช่วงสั้น ไปแตะระดับ 1,522.70 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี 5 เดือน ก่อนจะย่อลงมาปิดตลาดที่ 1,516.01 จุด เพิ่มขึ้น

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเป็นแรงหนุนให้กับหุ้นไทยไปต่อได้อีกมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 250 จุด หรือ +20% ในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

 

ณัฐชาตกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ “เซอร์ไพรส์ในเชิง timing (จังหวะเวลา) เดิมทีตลาดคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะลดในการประชุมครั้งนี้”

 

“เหตุผลในการลดครั้งนี้ชัดเจนมาก กนง.รู้อยู่แล้วว่าตลาดคาดว่าจะลด จึงลดเลยตอนนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจยังคลุมเครือ ถ้าไปลดช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาแล้ว เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จะเป็นการขัดกับความรู้สึกเล็กน้อย”

 

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งเงินเฟ้อ และการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มเปราะบาง

 

อย่างไรก็ตาม หากอิงจากการประเมินด้วยวิธี P/E Model การลดดอกเบี้ยทำให้ระดับเหมาะสมของ SET เพิ่มขึ้นจาก 1,490 จุด เป็น 1,530 จุด แต่จุดสำคัญคือ การส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของวัฏจักรรอบนี้

 

“หากนี่คือการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของวัฏจักรจริง จะทำให้ 1,530 จุด เป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งมาก จนกว่าจะเห็นแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยถูกปรับขึ้น ถ้าตัวช่วยจากดอกเบี้ยนโยบายจบวันนี้ ทำให้นักลงทุนอาจเริ่มตั้งคำถามว่าจะมีข่าวดีอะไรเหลืออยู่อีก ทำให้การขึ้นต่อจากนี้จะเผชิญกับคนที่พร้อมเทขาย”

 

ส่วนผลกระทบกับหุ้นกลุ่มหลักที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ยนโยบายโดยตรงคือ ธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์ สำหรับกลุ่มธนาคารอาจถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อาจจะลดลงต่อ สวนทางกับกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้รับผลบวกระยะสั้นจากต้นทุนการเงินที่ลดลง

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า “เซอร์ไพรส์ทั้งตลาด ตอนแรกคิดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน แต่ผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าจะจำกัด คิดว่า SET น่าจะพักฐานบริเวณ 1,520 จุด”

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ว่าจะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นไทย ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโมเมนตัมของการฟื้นตัว แต่ยังมีความไม่แน่นอนหลายด้าน

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อ ‘เงินบาท’ และเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow)

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) มองว่า วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยของไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ส่งสัญญาณว่า หากไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดไปจากที่ประเมินไว้จนกลายเป็นวิกฤตหรือน่าเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจ โอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกก็แทบจะไม่มีแล้ว

 

ดังนั้นเมื่อทิศทางดอกเบี้ยมีความชัดเจนแล้ว ตลาดจะเปลี่ยนจุดสนใจไปยังปัจจัยอื่นๆ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแทน เช่น แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ และปัจจัยการเมือง เป็นต้น

 

แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Gap) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถ่างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กาญจนามองว่า ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะส่งผลให้เงินบาท โดยประเมินว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญและอาจจะส่งผลแรงกว่าในระยะนี้ ได้แก่ ทิศทางราคาทองคำ ปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง จังหวะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงความไม่แน่นอนทางนโยบายจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

โดยหลังกนง. ประกาศลดดอกเบี้ย เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย โดยปิดตลาดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.01 บาทต่อดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตามในเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เงินบาทเปิดที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง

 

โจทย์ใหญ่แบงก์ชาติ ทำยังไงให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลไปถึงเศรษฐกิจจริง

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า โดยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐานแล้ว การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญคือ ธปท.ต้องทำให้มั่นใจว่า การลดดอกเบี้ยจะถูกส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจจริง และไม่มีข้อจำกัดในการส่งผ่าน

 

“สองปีที่ผ่านมา (ดอกเบี้ยเป็นขาลง) การปล่อยกู้ของแบงก์ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน แน่นอนว่าคนที่กู้อยู่ก่อนแล้วได้ประโยชน์จริง แต่การปล่อยกู้ใหม่ยังติดขัด ทำไมลดดอกเบี้ยแล้ว แบงก์ไม่ปล่อยกู้” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

ทั้งนี้ การส่งผ่านนโยบายการเงินมีหลายช่องทาง และช่องทางหนึ่งที่สำคัญคือ ด้านเครดิต หมายความว่า เมื่อลดดอกเบี้ยแล้ว ควรจะเห็นการขยายตัวของสินเชื่อ อีกมิติหนึ่งคือด้านราคา คือการที่ต้นทุนการเงินของทุกคนลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 0.25% แบงก์จะลดดอกเบี้ย MLR ลง 0.10% – 0.15% เป็นต้น

 

เท่ากับว่าผู้ที่มีเงินกู้อยู่แล้ว เช่น คนที่มีเงินกู้บ้าน หรือเจ้าของธุรกิจ SME ที่มีสินเชื่อธุรกิจ และเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ก็จะได้รับประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง

 

หรือในบางธุรกิจที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ในฝั่งของธุรกิจที่เป็นผู้พัฒนาโครงการจะมีต้นทุนการเงินสำหรับพัฒนาโครงการลดลง แต่ในฝั่งของผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน จุดนี้จำเป็นจะต้องเห็นมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น

 

“ตัวที่ยากกว่าคือ มิติด้านปริมาณ ทำไมสินเชื่อไม่ถูกส่งไปถึงภาคเศรษฐกิจ ทั้งที่จริงๆ ควรจะทำให้คนอยากลงทุนหรืออยากบริโภคมากขึ้น อาจจะเพราะความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป แบงก์ชาติต้องหาทางสร้าง incentive ให้แบงก์ปล่อยกู้ แต่เครื่องมือที่จะนำมาใช้ จะต้องเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มที่ต้องการจริงๆ”

 

สำหรับเครื่องมือที่จะช่วยให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า อาจจะเป็นการประกันสินเชื่อบางส่วน ที่เริ่มเห็นมาบ้างแล้ว หรือการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกลุ่ม

 

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ทันที อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน หลักๆ แล้วเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่เติบโต ปัญหาหนี้จะกลับมาอีก สุดท้ายแล้วต้องดูว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

 

ลดดอกเบี้ยช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ไทยกลับไปโตเกินศักยภาพได้หรือไม่?

 

ดร.ดอนกล่าวย้ำว่า ข้อจำกัดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยมาจาก ‘ปัจจัยเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว นโยบายการเงินเป็นเพียงนโยบายหนึ่งใน ‘แพ็กเกจ’ (Package) เท่านั้น การจะแก้ปัญหาโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายหลายด้านร่วมกัน ทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคเอกชนที่ต้องปรับตัว และมาตรการปฏิรูปจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเป็นเสมือนส่วนสนับสนุนที่ช่วย ‘ซ่อมแซมงบดุล’ (Balance Sheet) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ และช่วยเอื้อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัว (Transform) หรือไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวเพื่อแข่งขันในระเบียบโลกใหม่ได้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising