×

ตามล่าหาคำตอบ ทำไมรัฐบอกน้ำมันพอ แต่ปั๊มไม่มีให้เติม?

โดย THE STANDARD TEAM
18.03.2026
  • LOADING...
ประชาชนต่อคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการ ในช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน

รัฐบาลยืนยันน้ำมันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โรงกลั่นยังผลิตได้ตามปกติ แต่ทำไมในหลายพื้นที่ปั๊มน้ำมันกลับขึ้นป้าย ‘หมด’ สรุปแล้วน้ำมันหายไปไหน?

 

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกมาให้ความมั่นใจต่อสาธารณชนว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 100 วัน โดยตัวเลขนี้มาจากการคำนวณน้ำมันสำรองตามกฎหมาย น้ำมันสำรองเพื่อการค้า,น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งจากแหล่งต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแองโกลา รวมถึงน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้ว

 

ส่วนในแง่ของกำลังการผลิต โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศยังคงทำงานปกติด้วยกำลังการกลั่นรวม 175 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นเบนซินได้กว่า 32-33 ล้านลิตร และดีเซลอีก 75-80 ล้านลิตรต่อวัน

 

นอกจากนี้ ทีมตรวจสอบของกรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสต็อกน้ำมันดิบ เบนซิน และดีเซลใน 23 จังหวัด 53 คลัง พบว่ามีปริมาณสำรองเพียงพอจริง และยังตรวจสถานีบริการ 1,502 แห่งทั่วประเทศ พบว่ามีปั๊มที่ต้องปิดเพราะน้ำมันหมด 150 แห่ง นอกนั้นอยู่ระหว่างรอการจัดส่ง

 

หากพิจารณาเพียงตัวเลขเหล่านี้ ประเทศไทยไม่ควรเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลน จนประชาชนต้องแถวยาวเยียด หรือขับรถวนหาหลายปั๊มที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ทำไมสถานการณ์จึงขัดแย้งกัน?

 

จากโรงกลั่นกว่าจะมาถึงหน้าปั๊ม

 

ระบบน้ำมันของไทยเริ่มต้นจากโรงกลั่น ที่นำน้ำมันดิบมาผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซินและดีเซล จากนั้นน้ำมันจะถูกส่งออกจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือที่เรียกว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศ จากจุดนี้เองระบบจะเริ่มแตกแขนง ออกเป็น 2 เส้นทางหลัก

 

เส้นทางแรก คือน้ำมันถูกส่งไปยังปั๊มน้ำมันแบรนด์ใหญ่ที่ประชาชนคุ้นเคย น้ำมันในเส้นทางนี้จะอยู่ภายใต้กลไกของรัฐค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต รัฐบาลจะเข้ามาอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อตรึงราคาไม่ให้สูงเกินไป ส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มเหล่านี้ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ประชาชนยังพอรับได้

 

เส้นทางที่สอง คือน้ำมันถูกส่งไปยัง ‘จ็อบเบอร์’ หรือพ่อค้าคนกลาง จ็อบเบอร์จะซื้อน้ำมันจากคลังหรือโรงกลั่น แล้วนำไปขายต่อให้กับปั๊มน้ำมันอิสระ หรือผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ เช่น โรงงาน รถบรรทุก หรือภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ น้ำมันในเส้นทางนี้จะไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ และราคาจะเป็นไปตามกลไกตลาด

 

โครงสร้างเช่นนี้จึงทำให้ น้ำมันในไทยมีสองราคาตั้งแต่ต้นทาง ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ซื้อ

 

ทฤษฎีโรงกลั่นกักตุน

 

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในรายการ THE STANDARD NOW ว่าปัญหาที่แท้จริงที่น้ำมันหน้าปั๊มไม่พอ ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันในประเทศแต่อยู่ที่การปล่อยน้ำมันออกมาจากโรงกลั่น

 

ในโครงสร้างตลาดน้ำมันของไทย จ็อบเบอร์ มีบทบาทสำคัญมากในระบบ พวกเขาจะซื้อน้ำมันล็อตใหญ่จากโรงกลั่น แล้วนำไปกระจายต่อให้กับผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ ซึ่งการซื้อขายในลักษณะนี้มักได้ราคาที่ต่ำกว่าหน้าปั๊มเล็กน้อย โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร

 

แต่ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมากลไกนี้เริ่มผิดปกติ จ็อบเบอร์จำนวนมากไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้เหมือนเดิม บางรายถูกปฏิเสธการขาย ขณะที่บางรายพบว่าปริมาณน้ำมันที่เคยได้รับถูกจำกัดลง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้จ็อบเบอร์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของระบบ เริ่มไม่สามารถทำหน้าที่กระจายน้ำมันต่อไปได้

 

ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนพฤติกรรมของโรงกลั่นที่กักเก็บน้ำมันไว้ในคลัง เพื่อรอจังหวะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และค่อยปล่อยขาย

 

นอกจากนี้ น้ำมัน 2 ราคา ที่หน้าโรงกลั่น ก็เป็นปัญหา เพราะในขณะที่รัฐบาลตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร แต่โรงกลั่นบางรายกลับขายให้จ็อบเบอร์ในราคาสูงถึง 38 บาท หรือบางกรณีสูงถึง 50 บาทต่อลิตร เมื่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเคยพึ่งพาจ็อบเบอร์ในการจัดหาน้ำมัน ไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันในราคาปกติได้ จึงหันไปซื้อจากปั๊มน้ำมันแทน เมื่อความต้องการจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไหลเข้ามารวมกับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะตื่นตระหนก ปริมาณน้ำมันที่หน้าปั๊มถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงจากฝั่งปั๊มแบรนด์

 

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดีลเลอร์สถานีบริการประเภท DODO (Dealer Own Dealer Operate) รายใหญ่แห่งหนึ่งของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้กำลังการผลิตของโรงกลั่นจะสูงและมีน้ำมันเพียงพอ แต่กระบวนการกลั่นและส่งน้ำมันมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยปกติโรงกลั่นจะใช้เวลาประมาณ 7 วันในการส่งน้ำมันเข้าสู่คลังทางท่อ ดังนั้นเชื่อว่าปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การกักตุนของโรงกลั่น แต่เป็นคอขวดด้านระยะเวลาการขนส่ง เนื่องจากจำนวนรถขนส่งมีเท่าเดิม แต่ต้องกระจายน้ำมันไปยังภูมิภาคต่างๆ ในขณะที่ความต้องการของลูกค้าพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า ทำให้การจัดส่งทำได้ไม่ทันท่วงที

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงผิดปกติ คือ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและรถขนส่งขนาดใหญ่ ตามปกติกลุ่มนี้จะสั่งน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจนราคาขายผ่านจ็อบเบอร์ทะลุ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งแพงกว่าราคาหน้าปั๊มที่รัฐอุดหนุนไว้ถึงลิตรละ 10 บาท ภาคธุรกิจเหล่านี้จึงเปลี่ยนแผนหันมานำรถบรรทุกจำนวนมากเข้ามาแย่งเติมน้ำมันที่ราคาถูกกว่าหน้าปั๊มแทน

 

ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังพบว่ามีดีลเลอร์บางรายแอบนำน้ำมันโควตาที่ควรจะขายให้ประชาชน ไปลักลอบขายต่อให้ภาคอุตสาหกรรมหรือปั๊มอิสระเพื่อทำกำไรส่วนต่าง ซึ่งการทำแบบนี้น้ำมัน 8,000 ลิตร ก็สามารถสร้างกำไรมหาศาลได้ถึง 80,000 บาท

 

เพื่อสกัดกั้นขบวนการฉวยโอกาสและป้องกันน้ำมันรั่วไหล OR จึงต้องงัดมาตรการคุมเข้มด้วยการเปลี่ยนระบบสั่งซื้อน้ำมันใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ดีลเลอร์เคยสั่งผ่านระบบอัตโนมัติได้ตามต้องการ

 

ปัจจุบันถูกเปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรแบบ Manual หรือการใช้คนจัดสรรให้วันต่อวัน โดยจะประเมินจากฐานยอดขายเดิมของแต่ละปั๊มเป็นหลัก เช่น ถ้าเคยขายได้วันละ 10,000 ลิตร ก็จะส่งให้เท่าเดิม แม้ตอนนี้ความต้องการจะพุ่งไปถึง 30,000 ลิตรก็ตาม

 

ส่วนเรื่องที่เห็นว่า หน้าปั๊มมีน้ำมันแต่เติมให้ไม่ได้นั้น เป็นเพราะปั๊มไม่สามารถสูบน้ำมันจนเกลี้ยงถังได้ ต้องเหลือน้ำมันก้นถังไว้ประมาณ 10-15% เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปแทนที่ ซึ่งอาจทำให้ระบบปั๊มเกิดความร้อนสูงและเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้

 

นอกจากนี้ แต่ละปั๊มจำเป็นต้องกันน้ำมันสำรองไว้ประมาณ 100-200 ลิตร เพื่อรองรับรถฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาล รถกู้ภัย หรือรถตำรวจ ซึ่งบางครั้งการที่ประชาชนเห็นรถเหล่านี้เติมน้ำมันได้ในขณะที่ตัวเองถูกปฏิเสธ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการต่อว่าพนักงาน ทั้งที่ในความจริงแล้ว นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของหน่วยงานที่ต้องช่วยชีวิตคนในยามวิกฤต

 

เสียงจากฝั่งเจ้าของปั๊มอิสระ

 

THE STANDARD ยังได้พูดคุยกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอิสระรายหนึ่ง ในพื้นที่ชลบุรี เขาอธิบายว่า ตามสถานการณ์ปกติ ปั๊มอิสระสามารถเลือกซื้อจากจ็อบเบอร์หลายราย โดยในแต่ละวันจะมีเซลส์ของจ็อบเบอร์เข้ามาเสนอทั้งราคาและปริมาณน้ำมันที่สามารถจัดสรรได้ให้กับปั๊ม ปั๊มสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อจากรายใด ขึ้นอยู่กับราคาที่เสนอและเงื่อนไขในแต่ละวัน ทำให้การซื้อขายมีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดแข่งขัน

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤต ราคาน้ำมันกลับผันผวนหนักจ็อบเบอร์เองก็ไม่สามารถคาดการณ์ราคาได้ล่วงหน้า ส่งผลให้การเสนอราคากับปั๊มไม่แน่นอน ต้นทุนที่ปั๊มรับมาในบางช่วงจึงพุ่งขึ้นไปถึง 34-40 บาทต่อลิตร ทำให้ต้องตั้งราคาขายหน้าปั๊มอยู่ที่ประมาณ 36 บาท สูงกว่าปั๊มแบรนด์ และไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมราคา

 

นอกจากนี้แม้ปั๊มอิสระจะสั่งซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ แต่ขั้นตอนการรับน้ำมันยังคงเป็นหน้าที่ของปั๊มเอง โดยต้องส่งรถบรรทุกและคนขับไปต่อคิวรับน้ำมันที่คลังตามที่กำหนด ซึ่งในช่วงวิกฤต คิวรับน้ำมันยาวนานกว่าปกติอย่างมาก เดิมทีรถบรรทุกสามารถไปรับน้ำมันแล้วนำกลับมาขายได้ภายในวันเดียว แต่ตอนนี้รถบรรทุกต้องไปจอดรอคิวข้ามวันข้ามคืน บางคันรอนานถึง 2–3 วัน เพื่อแย่งโควตาที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการปั๊ม แต่ยังลามไปถึงคนขับรถขนส่งที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายระหว่างรอ ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ จนบางคนเริ่มถอดใจและอยากเลิกวิ่งงาน

 

ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันที่คลังจัดสรรก็ถูกลดลงกะทันหัน เช่น จากเดิมที่เคยได้ 1 ล้านลิตร เหลือเพียง 5 แสนลิตร โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเพราะอะไร แม้ภาครัฐจะยืนยันว่า ปัญหาเกิดจากการขนส่งที่ไม่ทัน แต่ผู้ประกอบการปั๊มมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว เพราะความเป็นจริงรถขนส่งจำนวนมากไปจอดรออยู่หน้าคลังแล้ว แต่กลับไม่มีน้ำมันให้ เป็นไปได้หรือไม่ที่การปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดอาจถูกจำกัดไว้ เพื่อรอราคาปรับขึ้น หรือเพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันในระบบให้นานที่สุด

 

ด้านฝั่งของผู้บริโภค ผู้ประกอบการปั๊มบอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อได้ยินข่าวว่าน้ำมันอาจขาดแคลน หลายคนจึงเร่งเข้ามาซื้อน้ำมันเก็บไว้ล่วงหน้า บางคนนำถังเหล็กขนาด 200 ลิตรมาเติมครั้งละหลายถัง บางคนก็ขนถังใส่รถกระบะมา 5-6 ถัง รวมๆ แล้วเป็นพันลิตรต่อครั้ง สิ่งนี้ทำให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากเดิมที่ปั๊มขายได้วันละประมาณ 5,000 ลิตร แต่ตอนนี้น้ำมัน 40,000 ลิตร ก็ถูกซื้อหมดได้ภายในครึ่งวัน

 

ส่วนประเด็นปั๊มน้ำมันอิสระอาจมีการกักตุนน้ำมันไว้เพื่อนำไปแอบขายต่อให้กับกลุ่มจ็อบเบอร์หรือภาคอุตสาหกรรมในราคาที่แพงกว่าหน้าปั๊มหรือไม่ ผู้ประกอบการปั๊มยืนยันว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ในวงการ และปั๊มของตัวเองปล่อยขายให้ประชาชนจนหมด ไม่มีการกักตุนแต่อย่างใด

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันของประเทศอย่างเดียว แต่เกิดจากรอยร้าวของระบบ ตั้งแต่ความต่างของราคาที่ดึงให้ภาคอุตสาหกรรมไหลมาแย่งใช้น้ำมันหน้าปั๊ม ไปจนถึงข้อจำกัดในการกระจายและจัดสรรน้ำมันที่ไม่สามารถรองรับความต้องการที่พุ่งขึ้นได้ทัน เมื่อรวมกับข้อสงสัยเรื่องการกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไรของโรงกลั่น และพฤติกรรมการกักตุนจากความตื่นตระหนกของผู้บริโภค ผลลัพธ์จึงปรากฏออกมาในรูปของมีน้ำมันมีเพียงพอในคลัง แต่ไม่พอหน้าปั๊มอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising