×

มองอุตสาหกรรมหนังสือไทย กับบทบาทในฐานะ Guest of Honor ที่งาน TIBE 2026 ในไต้หวัน

04.02.2026
  • LOADING...
thailand-guest-of-honor-tibe-2026-creathaivity

เริ่มแล้ว! สำหรับเทศกาลหนังสือที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียอย่าง Taipei International Book Exhibition (TIBE) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ กรุงไทเป ไต้หวัน โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานในฐานะ Guest of Honor (แขกเกียรติยศ) ต่อเนื่องจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา

 

ธีมของคูหาไทย หรือ Thailand Pavilion ในปีนี้ คือ ‘CreaTHAlvity’ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคำว่า ‘Creativity’ หรือ ความคิดสร้างสรรค์ และ ‘Thaivity’ หรือ วิถีไทย โดยภายในคูหามีหนังสือจัดแสดงมากกว่า 400 ปก ที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมอย่างน้อย 37 บริษัท ท่ามกลางผู้ร่วมงานจาก 29 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 570,000 คน 

 

สำหรับ TIBE ถือเป็นงานเทศกาลหนังสือที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ที่มีการจัดแสดงผลงาน และการซื้อขายลิขสิทธิ์ตลอดทั้งงาน ในทางหนึ่งจึงเป็นพื้นที่ที่สำนักพิมพ์ นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง 

 

ในปีนี้ ประเทศไทยมีการพานักเขียนและนักวาดภาพประกอบไทยมากกว่า 10 คน มาพบผู้อ่านไต้หวันโดยตรง อาทิ ชญาภรณ์ พัวพานิช, ธนาพร ตั้งเจริญมั่นคง, ปองพล อดิเรกสาร, กนกวลี พจนปกรณ์, รัตนา โพธิรัชต์, สรรประภา วุฒิวร, อามุลิน, ปราปต์, คาลิ และ ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด 

 

พร้อมกันนั้น ยังมีการเปิดตัวหนังสือของนักเขียนไทยที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์ในไต้หวันอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมคณะเรี่ยราด, สิ่งมีชีวิตคิดโฆษณา, พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ, สิงสาลาตาย รวมถึง The Almost Prime Minister 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และ จักรกฤต โยมพยอม กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ Avocado books ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ที่มีผลงานหนังสือถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่าหนังสือไทยกำลังยืนอยู่ตรงไหนบนเวทีโลก พร้อมทั้งสะท้อนข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือไทยในอนาคต

 

Guest of honor มีความสำคัญอย่างไร? ต่ออุตสาหกรรมหนังสือไทย

 

“ทุกวันนี้มีหนังสือไทยจำนวนมากถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลในต่างประเทศ ได้รับการจัดแสดงในงานหนังสือระดับนานาชาติ หรือถูกพูดถึงในแวดวงหนังสือต่างชาติเป็นเสมอ”

 

“การที่หนังสือไทยสามารถก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของงานอย่างชัดเจน และสะท้อนว่าผลงานของนักเขียนไทยมีฝีมือและมีศักยภาพเพียงพอ ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ”

ณัฐกรชี้ให้เห็นว่า การได้รับเชิญในฐานะ Guest of Honor เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงสถานะประเทศไทยในฐานะพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมหนังสือกับไต้หวัน และเป็นการยืนยันว่าหนังสือไทยมีตัวตนในเวทีระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

“การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติในครั้งนี้ นอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนภายในแล้ว ยังเป็นผลจากความร่วมมือที่สั่งสมกันมาต่อเนื่องระหว่างไทยและไต้หวัน ทั้งในรูปแบบของการเจรจาซื้อ-ขายลิขสิทธิ์หนังสือ และการผลัดกันเป็นแขกรับเชิญในงานหนังสือ โดยเอเจนซี่ด้านลิขสิทธิ์ของไต้หวันได้เข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิด” ณัฐกรกล่าว

 

ทางด้านของจักรกฤตก็ได้ให้ความเห็นว่า การที่ผลงานของนักเขียนและสำนักพิมพ์ไทยได้มาอยู่ในงานนี้ เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าโลกกำลังหันมาจับตามองงานวรรณกรรมไทยมากขึ้น 

 

โดยเขาได้อธิบายว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มีวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าหนังสือไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวสู่ตลาดโลก จึงผลักดันให้มีการนำ Thailand Pavilion เข้าร่วมงานหนังสือนานาชาติอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

 

“การเข้าร่วมงานอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะช่วยสร้างการรับรู้แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้วงการหนังสือไทยได้สร้างเครือข่ายกับสำนักพิมพ์ เอเจนซีลิขสิทธิ์และผู้จัดงานหนังสือนานาชาติในหลายประเทศ รวมถึงได้นำเสนอผลงานให้ตลาดต่างชาติได้เห็นถึงความหลากหลายของวรรณกรรมไทย” 

 

สำหรับกรณีของไต้หวัน จักรกฤตระบุว่า เมื่อไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานในฐานะ Guest of Honor เหตุการณ์นี้ถือเป็นเกียรติยศและก้าวสำคัญของวงการหนังสือไทยอย่างมาก

 

“สถานะดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้รับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่กว่า 400 ตารางเมตร ซึ่งแตกต่างจากการเข้าร่วมงานในรูปแบบบูธทั่วไปในอดีต และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ชมจากนานาชาติได้เข้ามาทำความรู้จักว่า ประเทศไทยมีอะไรบ้างที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงานวรรณกรรม”

 

ความท้าทายในการผลักดันหนังสือไทยสู่เวทีโลก

 

ณัฐกรมองว่า ความท้าทายสำคัญคือ ‘ต้นทุนในการแปลภาษา’ เนื่องจากผู้อ่านในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ ทำให้การเข้าถึงงานเขียนไทยมีความจำกัด หลายครั้งจำเป็นต้องอาศัยการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศก่อน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ว่าหนังสือไทยมีเนื้อหาน่าสนใจเพียงใด

 

“การแปลหนังสือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับทั้งสำนักพิมพ์และนักเขียน ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ เพราะหากลงทุนในการแปลไปแล้วแต่ไม่สามารถขายลิขสิทธิ์ได้ เงินที่ลงไปก็อาจสูญเปล่า ในขณะที่หากไม่ลงทุนแปล ก็ไม่สามารถนำหนังสือออกไปขายในตลาดต่างประเทศได้ ความเสี่ยงนี้จึงเป็นอุปสรรคหลักในการผลักดันหนังสือไทยออกสู่ตลาดโลก” ณัฐกรกล่าว

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ด้วยเหตุนี้สมาคมฯ จึงพยายามผลักดันให้มีเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยในกระบวนการแปล โดยยกตัวอย่างว่าหลายประเทศมีระบบสนับสนุนในลักษณะดังกล่าว 

จักรกฤตเห็นด้วยกับประเด็นนี้ พร้อมกับยกตัวอย่างประสบการณ์ของสำนักพิมพ์ตนเองที่ทำการลงทุนแปลงานหลายเล่มเป็นภาษาอังกฤษ แม้อาจจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูง เนื่องจากเมื่อมีการเจรจาซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ เขาสามารถส่งไฟล์ฉบับภาษาอังกฤษให้คู่เจรจาอ่านได้ทันที ช่วยให้การตัดสินใจสะดวกและรวดเร็วขึ้น

 

“ในปีที่แล้ว ประเทศไทยเริ่มมีทุนสนับสนุนการแปลงานไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในยุคของ THACCA ซึ่งทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผลงานได้รับการสนับสนุนทั้งหมด 15 เล่ม ครอบคลุมทั้ง fiction, non-fiction และหนังสือสำหรับเด็ก” 

 

“นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลักดันงานเขียนไทยออกสู่เวทีนานาชาติ และในปีล่าสุด ทุนดังกล่าวได้ขยายขอบเขตให้สามารถแปลเป็นภาษาอื่นได้ด้วย หากมีการลงนามสัญญาลิขสิทธิ์อย่างเรียบร้อย” จักรกฤตกล่าว

 

มองงานหนังสือที่ไต้หวัน เพื่อนำไปต่อยอด

 

สำหรับไต้หวันเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือไทยไปจำนวนมาก และยังมีการนำผลงานไปดัดแปลงเป็นซีรีส์อีกมากมาย

เมื่อถูกถามถึงหนังสือไทยที่กำลังได้รับความนิยมเป็นพิเศษในตลาดไต้หวัน ณัฐกรให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่เป็น นิยายวาย (BL) และยูริ (GL) ซึ่งถือเป็นหมวดที่ประเทศไทยส่งออกลิขสิทธิ์ได้มากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยณัฐกรยังชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญ (Hub) ของงานเขียนในแนวนี้ สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงการหนังสือไทย ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ทางด้านของจักรกฤตมองว่า งานหนังสือนานาชาติไม่ได้เปิดโอกาสเพียงการขายลิขสิทธิ์หนังสือเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่สื่อรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์ ละคร หรือซีรีส์ โดยยกตัวอย่างงานหนังสือในต่างประเทศที่มีการจัดกิจกรรม pitching เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตในสายโปรดักชันเข้ามาฟังการนำเสนอจากผู้ทำหนังสือโดยตรง 

 

ประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานหนังสือต่างประเทศยังทำให้จักรกฤตเห็นแนวทางการพัฒนาวงการหนังสือไทยในมิติอื่น ๆ เช่น งานหนังสือแฟรงก์เฟิร์ตที่มีฮอลล์เฉพาะสำหรับนิยายแนวต่างๆ พร้อมกับมีโซนแนะแนวการศึกษา ที่เชิญคณะและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการเขียนและธุรกิจสิ่งพิมพ์ (Publishing Management) มาร่วมออกบูธ เนื่องจากนักอ่านจำนวนมากเป็นเด็กมัธยมปลายที่กำลังจะเข้ามหาลัย 

 

จักรกฤตระบุว่า สัปดาห์งานหนังสือของไทยปีนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ นั่นคือจะมีคณะและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการเขียนและวรรณกรรมเข้ามาร่วมออกบูธ เพื่อโชว์หลักสูตรและแสดงผลงานของนิสิตในคณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนที่อาจจะสนใจสายอาชีพนี้

ในอีกก้าวของการต่อยอด จักรกฤตเผยแผนผลิตรายการซึ่งจะเล่าเรื่องหนังสือไทยที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลและเผยแพร่ในต่างประเทศ ชื่อรายการว่า ‘เล่มนี้ที่โลก Read’ (ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์) โดยรูปแบบจะเป็นการพาผู้ชมไปสำรวจงานหนังสือจากทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพูดคุยกับบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับหนังสือไทยที่ได้ก้าวสู่ตลาดนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักแสดงที่ต้องรับบทเป็นตัวละครจากหนังสือเหล่านั้น หรือผู้ทำงานด้านการขายลิขสิทธิ์ โดยมีกำหนดเผยแพร่ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

 

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

 

ณัฐกร ฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง งานหนังสือจะเน้นการนำเสนอหนังสือใหม่มากกว่าการลดราคา ขณะที่ในประเทศไทย ผู้เข้าชมจำนวนมากยังคาดหวังเรื่องราคาที่ถูกเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบริบทด้านการอ่านที่ไม่เหมือนกัน

 

“ประเด็นนี้ต้องย้อนกลับไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการอ่านของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องห้องสมุดและการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก ผมเชื่อว่าหลายคนเข้าสู่วงการหนังสือหรือเป็นคนที่รักการอ่าน เพราะในวัยเด็กเติบโตมากับห้องสมุดที่ดี หรือมีผู้ใหญ่ในบ้านสนับสนุนการอ่าน หากมีการสามารถพัฒนาห้องสมุดให้เข้าถึงง่าย และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่าน เด็กๆจะเติบโตมากับหนังสือ และช่วยให้วงการหนังสือมีนักอ่านหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง” ณัฐกรกล่าว

 

ณัฐกรจึงมีข้อเสนอแนะไปถึงภาครัฐว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างห้องสมุดที่มีคุณภาพ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงหนังสือได้ง่าย เพื่อวางรากฐานให้วัฒนธรรมการอ่านของไทยให้เติบโตในระยะยาว

 

“พฤติกรรมการอ่านของผู้คนในไต้หวันมีความเข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจากภาครัฐ แต่ในหลายประเทศ การส่งเสริมการอ่านกลับไม่ค่อยถูกผลักดันอย่างจริงจัง เนื่องจากไม่ใช่นโยบายที่หาเสียงได้ง่ายหรือเห็นผลในระยะสั้นเหมือนนโยบายประชานิยมอื่นๆ ทั้งที่ถือเป็นการพัฒนาสติปัญญาของชาติ และเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว”

 

ณัฐกรอธิบายว่า ปัญหาหลายอย่างในวงการหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือราคาแพง หนังสือขายไม่ดี หรือคนอ่านน้อย ทุกอย่างล้วนมีปัจจัยหลักมาจากจำนวนผู้อ่านที่ลดลง เมื่อฐานคนอ่านน้อยลง จำนวนคนที่ซื้อหนังสือในระบบก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างผู้อ่านรุ่นใหม่ ด้วยการทำให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น จากห้องสมุดที่มีประสิทธิภาพ

 

“ห้องสมุดในต่างประเทศเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานในชีวิตประจำวัน มีทั้งกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว ขณะที่ห้องสมุดไทยกลับไม่ใช่พื้นที่ที่คนคุ้นเคยนัก การเพิ่มงบประมาณให้กับห้องสมุดจึงช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน ทั้งการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชน การกระจายรายได้ และการทำให้ราคาหนังสือลดลงตามกลไกตลาด เพราะหากห้องสมุดทั่วประเทศสามารถจัดซื้อหนังสือในปริมาณมาก ก็จะช่วยให้ต้นทุนการพิมพ์ลดลงและผู้ผลิตสามารถอยู่ได้”

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ทางด้านของจักรกฤต เห็นว่าทุนสนับสนุนการแปล ทั้งการแปลผลงานไทยออกไปสู่ต่างประเทศ และการแปลงานจากต่างประเทศเข้ามา เป็นสิ่งที่ควรมีอย่างต่อเนื่องและควรเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้งานไทยได้เผยแพร่ในเวทีสากล รวมถึงเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการพัฒนาห้องสมุด โดยมองว่าห้องสมุดที่ดีและมีคุณภาพจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ จักรกฤตระบุว่าหากภาครัฐมีนโยบายที่ส่งเสริมการอ่านมากขึ้น จะช่วยทำให้หนังสือมีราคาถูกลงได้

 

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้หนังสือมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน มาจากการที่สำนักพิมพ์ต้องลดจำนวนการพิมพ์ต่อครั้ง จากเดิมที่เคยพิมพ์หลักหมื่นเล่ม ต้องลดเหลือเพียงประมาณ 2,000-3,000 เล่ม ซึ่งเป็นกลไกปกติของการผลิตสินค้าที่เมื่อผลิตน้อย ราคาต่อหน่วยก็สูงขึ้น และเมื่อคนซื้อหนังสือน้อย สำนักพิมพ์ก็ยิ่งต้องผลิตน้อยลงตามไปด้วย” 

 

หากสามารถทำให้คนซื้อและอ่านหนังสือมากขึ้น จะช่วยให้สำนักพิมพ์เพิ่มจำนวนการผลิต และทำให้ราคาหนังสือต่อเล่มลดลงในที่สุด

 

อ้างอิง

 

ภาพ: ครรชิตรวัส สมโชค

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising