สัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกพรรคการเมืองต่างเร่งเดินสาย หาเสียงตามเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์ และเปิดเวทีปราศรัยสรุปนโยบายสำคัญ เพื่อเรียกคะแนนเสียงส่งท้าย
การเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันด้วยอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยหลายปัญหาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนจะถึงจุดวิกฤติพลิกฟื้นกลับมาไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ ตลาดทุนไทยที่สภาพคล่องหดหาย เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ผลตอบแทนติดลบ 9.20%
ทั้งนี้ ‘พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง’ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยมากที่สุด เพราะตลาดหุ้นต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น มีเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อดึงดูดการลงทุน และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลต่อรายได้ – กำไรของบริษัทจดทะเบียน THE STANDARD WEALTH สรุปฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง SET จะไปทางไหน หุ้นกลุ่มใดได้รับผลประโยชน์บ้าง พร้อมกลยุทธ์การลงทุน
อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์ เชิงกลยุทธ์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หลังการเลือกตั้ง บล.ทิสโก้มองการเมืองในประเทศจะมีความชัดเจน โดยไม่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้เวลานานเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวก (Post-election Rally) อิงจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2%- 2.3% และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform ตลาดหลังการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ประเมินฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งและทิศทา งการตอบสนองของตลาดออกเป็น 3 ฉากทัศน์
ฉากทัศน์ที่ 1: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้
มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด คาดว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 2 อย่างพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และน่าจะจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ง่ายกว่า
ผลตอบรับตลาดหุ้น
คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวกมากกว่ากรณีที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยตลาดคาดหวังความต่อเนื่องของโนบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่อาจล่าช้า น่าจะบริหารจัดการได้ ให้มีความล่าช้าไม่น่าเกิน 3 เดือน
ฉากทัศน์ที่ 2: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ
มีโอกาสเกิดขึ้นปานกลาง หากพรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียง มากที่สุด แต่ไม่ถึง 250 เสียง จะต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อจัดตั้ง รัฐบาล โดยจะใช้เวลาต่อรองช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมือง
ผลตอบรับตลาดหุ้น
ตลาดอาจไม่ตอบสนองทางบวกมากนัก เนื่องจากนโยบายของพรรคประชาชนส่วนใหญ่เน้นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จะเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2027 มีความล่าช้า เพิ่มแรงกดดันให้ตลาดอาจกลับมาผันผวนได้ง่าย
ฉากทัศน์ที่ 3: พรรคภูมิใจไทยพลิกล็อกชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด แต่คาดว่าจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความราบรื่น จับขั้วได้ง่าย ทำให้ได้รัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 2/2569
ผลตอบรับตลาดหุ้น
คาดกรณีนี้ตลาดจะตอบสนองทางบวกมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีความต่อเนื่องของนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลน่าจะมีเสถียรภาพมากด้วย นอกจากนี้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีน่าจะออกมาโดยคำนึงถึงการทำงานตามนโยบายมากกว่าโควต้าของ พรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองตลาดหุ้นไทยจะค่อยๆ ตอบรับเชิงบวกเมื่อภาพ การเมืองหลังการเลือกตั้งมีความชัดเจน ผสานกับเงินต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้น เอเชียจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของทรัมป์
3 ธีมหุ้นน่าลงทุนระยะสั้น เก็งผลเลือกตั้ง
- หุ้นเก็งผลเลือกตั้งรับรัฐบาลใหม่ แนะนำ BJC, MTC, STECON, WHA
- หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาอยู่ในโซนต่ำรับกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะนำ CRC, TRUE
- กลุ่มหุ้นปันผลดี (SETHD) AP, BBL ดังนั้นหุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำ ในเดือน กุมภาพันธ์ คือ AP, BBL, BJC, CRC, MTC, STECON, TRUE และ WHA
ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้านสำคัญ ที่ 1,350 จุด และ 1,380-1,400 จุด ตามลำดับ
ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินฉากทัศน์การเมืองหลังการเลือกตั้ง และลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มี 4 ฉากทัศน์ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: Inevitable พรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 70%)
หากนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,450-1,480 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ ได้ประกาศต่อสาธารณชนว่าไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน
ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุน จากพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาด้วย ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆ ได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบาย ที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ ของไทยจะยังได้ประโยชน์
ฉากทัศน์ที่ 2: Grand Compromise พรรคภูมิใจไทย+พรรคประชาชน (ความเป็นไปได้ 20%)
หากนายกรัฐมนตรี คือ อนุทิน หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,420-1,450 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต แต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล
เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่เอาพรรคการเมือง บางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัว ฉากทัศน์นี้ก็มีความเป็นไปได้
ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณีปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่
ฉากทัศน์ที่ 3: Reconcile พรรคประชาชน+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 10%)
หากนายกรัฐมนตรี คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ยศชนัน วงสวัสดิ์ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,380-1,420 จุด อย่างไรก็ตามฉากทัศน์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง หากพรรคประชาชนเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้
ทั้งนี้ ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ฉากทัศน์พิเศษ: เลื่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งโมฆะ
เป็นไปได้ยาก แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะ หรือเลื่อนออกไป เพราะภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี SET Index โดยมีเป้าหมายที่ 1,100-1,200 จุด
ทั้งนี้ มุมมองของ บล.ฟิลลิป ที่มองว่าตลาดจะตอบสนองเชิงบวกมากที่สุด หากพรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล สอดคล้องกับผลสำรวจของ บล.บัวหลวงที่พบว่า นักลงทุนกว่า 36% เลือกสูตรจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมองว่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นมากที่สุด โดยคาดเป้าหมายดัชนี SET Index ตรงกันที่ 1,450-1,480 จุด
หุ้นแนะนำรับผลการเลือกตั้ง
- การเงิน : MTC, KTC, SAWAD
- ธนาคาร : KTB, KBANK, KKP, TISCO
- การบริโภคในประเทศ : CPAXT, MOSHI, CBG, OSP
- นิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA
- อสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, SIRI, SC
- ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง : CENTEL, ERW, BA, CPN
- ก่อสร้าง : STECON, CK, UNIQ


