ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานเสวนา ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ โดยระบุว่า “การเลือกตั้งใน (วันที่ 8) กุมภาพันธ์นี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีผลในการเปลี่ยนประเทศไทยได้ และประเทศไทยต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอัตราการเติบโตของเราจะตกต่ำลง ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ฉะนั้นทุกคนเหมือนจะพูดตรงกันว่า เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นไปต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
นอกจากนี้ “เรายังตั้งชื่องานเสวนานี้ว่า ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ เพื่อให้รู้ว่า ในโลกความเป็นจริงไม่มีของอะไรฟรี ทุกนโยบายต้องมีที่มาของเงิน ฉะนั้นแล้วเงินไม่เคยฟรี” ดร.สมเกียรติ
พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและการหลอกลวงออนไลน์ในวงกว้าง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงประมาณ 65% ของ GDP ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะลดแหลก-แจก-แถม โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศ พรรคการเมืองทั้งหลายจึงควรตระหนักถึงปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ และควรนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ
เปิดชุดนโยบาย 6 ด้าน ทั้งระยะสั้น-ยาว
คณะผู้วิจัยของ TDRI ยังนำเสนอนโยบาย 6 ด้านที่เห็นว่า มีความสำคัญ แบ่งเป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในระยะเวลา 1 ปีหลังจากได้รัฐบาลใหม่ และนโยบายที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ “นโยบายทั้ง 6 ด้านที่นำเสนอนั้นล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อประเทศ แม้บางนโยบายจะดำเนินการได้ไม่ง่ายในทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มดำเนินการเลย ปัญหาของประเทศก็จะพอกพูนและแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันหลายนโยบายก็น่าจะสามารถใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง”

ด้านที่ 1: ลดคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์
ปัญหาคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์ (สแกมเมอร์) มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและในบางกรณีมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีรายงานว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึง 20–30% ของมูลค่าโครงการ และมีข่าวอื้อฉาวการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจากเครือข่ายพนันออนไลน์ ตลอดจนมีคดีการหลอกลวงออนไลน์ในปี 2568 มากกว่า 3.2 แสนเรื่อง สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้เพียง 1% (ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)\
รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้เพื่อบรรเทาความเสียหายและเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เกิดประสิทธิผลในระยะยาว นอกเหนือจากการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ป.ป.ช. ก.ล.ต. และ ปปง. เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาก่อนการยุบสภา เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และสามารถกำกับธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการรับสินบนและฟอกเงิน
- ร่วมมือกับนานาประเทศโดยเฉพาะ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม” (Scam Center Strike Force) ของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวงออนไลน์ และรีบผลักดันให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการแก่คนไทยมีหน้าที่ติดตามและปิดกั้นการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
- ประกาศให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่าสูงทุกโครงการต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) หรือโครงการ “ความโปร่งใสในการก่อสร้างของรัฐ” (CoST) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสจากการเปิดเผยข้อมูลและการมีผู้สังเกตการณ์ ควบคู่ไปกับการเพิ่มงบประมาณให้กรมบัญชีกลางมีทรัพยากรอย่างเพียงพอรองรับการดำเนินการดังกล่าว
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มคะแนน “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” (CPI) ของไทยจาก 34 จากคะแนนเต็ม 100 ให้ใกล้เคียง 63 คะแนน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD และ “ดัชนีหลักนิติธรรม” (WJP Rule of Law) จาก 0.5 จากคะแนนเต็ม 1 ให้ใกล้เคียง 0.74 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยเร่งปฏิรูปการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อลดการติดสินบน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการปฏิรูปกิจการตำรวจตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดต่าง ๆ อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การแต่งตั้งและโยกย้ายมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
- เร่งปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงในไทยโดยตั้งเป้าให้ไทยได้รับการประเมิน “ดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก” (Global Organized Crime Index) ด้านความรุนแรงของอาชญากรรมจาก 6.37 จากคะแนนเต็ม 10 ในปัจจุบัน ให้ลดลงใกล้เคียงกับ 4.91 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด การค้ามนุษย์ และสแกมเมอร์ โดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ด้านที่ 2: แก้ปัญหาปากท้องประชาชน
ปัญหาปากท้องของคนไทยมีสองด้านที่เชื่อมโยงกันคือ รายได้ไม่เพียงพอ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในงานทักษะต่ำ และการมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกับนโยบาย 4 ด้านที่ทำงานเสริมกัน ซึ่งรัฐบาลใหม่ควรดำเนินการคือ (1) การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการสร้าง “งานดี” (Good Jobs) ที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคงพอสมควร (2) การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปลดล็อกให้ธุรกิจลงทุนและสร้างงาน (3) การพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อให้คนไทยเข้าถึง “งานดี” ที่เกิดขึ้นได้ และ (4) การช่วยปลดประชาชนออกจาก “วงจรหนี้” ด้วยการปรับพฤติกรรมและความรู้ทางการเงิน
ส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี”
รัฐบาลควรปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนโดยเน้นส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี” จำนวนมากและเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แทนการเน้น “มูลค่าการลงทุน” โดยกำหนดให้ BOI ดำเนินการดังต่อไปนี้
- ปรับกลไกส่งเสริมการลงทุนโดยลดการให้แรงจูงใจพื้นฐาน (Base Incentives) ที่ยึดตามประเภทกิจการลง และเพิ่มมาตรการจูงใจบนพื้นฐานของการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย (Merit-based) จากการสร้าง “งานดี” การมีความร่วมมือกับภาควิชาการในการพัฒนาเทคโนโลยีและฝึกทักษะกำลังคน ภายใน 1 ปี
- สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างนักลงทุนกับซัพพลายเออร์และภาควิชาการในด้านการฝึกทักษะแรงงานไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ภายใน 4 ปี
ปลดล็อกกฎระเบียบในการประกอบอาชีพ
ไทยมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจของประชาชนมากมาย รัฐบาลจึงควรดำเนินการอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น โดยตัดลดกฎหมายที่กำหนดให้มีใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคเหล่านั้น (2) ปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น (3) พัฒนาหน่วยงานอิสระที่มีขีดความสามารถสูงเพื่อประเมินผลกระทบของกฎระเบียบต่างๆ โดยเปิดให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็น และ (4) พัฒนาระบบทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการแทนการพิจารณาแบบรายฉบับแยกแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากกฎระเบียบหลายด้านมักมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- ตัดลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอให้ได้อย่างน้อย 70% โดยใช้กลไกของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน และปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น
- ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ ที่ค้างการพิจารณาในรัฐสภา โดยร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่วันประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อเร่งนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” (Super License) ในกฎหมายดังกล่าวมาใช้แทนระบบใบอนุญาตหลายใบในปัจจุบัน
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- พัฒนาระบบการทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาหน่วยงานอิสระประเมินผลกระทบกฎระเบียบที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นทำหน้าที่ทบทวนกฎระเบียบ
- พัฒนาระบบ One Stop Service แบบเบ็ดเสร็จครอบคลุมการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบ “ใบอนุญาตหลัก”
พัฒนาทักษะแรงงาน
แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีทักษะไม่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะสมัยใหม่ แม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะตั้งเป้าพัฒนากำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจาก (1) ไม่มีส่วนร่วมของภาคธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงาน ทำให้การพัฒนาทักษะถูกขับเคลื่อนจากด้านอุปทาน (Supply Driven) ตามความถนัดของสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม แทนความต้องการที่แท้จริง (2) ได้รับการจัดสรรงบไม่เพียงพอและต่อเนื่อง และมีโครงการกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และ (3) การศึกษาพื้นฐานมีความอ่อนแอเนื่องจากหลักสูตรล้าสมัย ไม่เน้นการพัฒนาสมรรถนะที่สามารถต่อยอดเป็นทักษะแรงงานได้
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสนับสนุนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเข้มข้น รวมทั้งวางระบบให้มีกลไกทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางให้ทันโลกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทบทวนในทุก 5 ปี
- ส่งเสริมให้เกิดคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทักษะในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานความต้องการทักษะแรงงานของภาคธุรกิจ และทำงานกับหน่วยงานดังกล่าวในการพัฒนาทักษะร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- จัดตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
- ร่วมกับ กกร. ในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะที่สะท้อนด้านอุปสงค์ (Demand Driven) โดยให้กลไกคูปองการเรียนรู้แก่ประชาชนในลักษณะคล้ายกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ทั้งนี้อาจเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการว่างงาน หรือถูกทดแทนด้วย AI
แก้หนี้ที่ต้นเหตุ
ครัวเรือนไทยมีหนี้ในระดับสูงประมาณ 90% ของ GDP แม้สาเหตุหลักคือการที่รายได้เพิ่มช้า และมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่ประชาชนใช้จ่ายจนก่อหนี้มากเกินไป ที่ผ่านมานโยบายการแก้หนี้ของเกือบทุกรัฐบาลมักเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การพักหรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหากทำในวงกว้างก็จะสร้างปัญหาการลดความระมัดระวัง (moral hazard) ในการก่อหนี้ลง และจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต
รัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ โดยเพิ่มมิติด้านการปรับพฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้ทางการเงินของประชาชน ทั้งก่อนเป็นหนี้และหลังเป็นหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกว่ามาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปีและต่อเนื่องไปตลอด 4 ปี
- ทบทวนนโยบายหนี้ที่กำลังทำอยู่และหยุดหรือยกเลิกโครงการที่ไม่ได้ผลคุ้มเงินงบประมาณ
- สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาสังคม เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาควิชาการและชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรมด้านการเงิน โดยรัฐให้การอุดหนุนด้านงบประมาณในการดำเนินการ

ด้านที่ 3: รับมือกับโลกรวนและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับตัว (adaptation) เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของประเทศ
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดต่อไป จากที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับมลพิษทางอากาศได้ดีขึ้น และพัฒนาระบบตรวจจับการเผาในที่โล่งแบบ real-time
- เร่งผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
- เร่งผลักดันกฎหมายยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับการบริหารจัดการภัยธรรมชาติอย่างบูรณาการ
- ถอดบทเรียนน้ำท่วม โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ตลอดทั้ง life cycle ของเหตุการณ์ ตั้งแต่ภาวะปกติไปจนถึงระยะสิ้นสุดการฟื้นฟู โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อให้ได้ข้อมูลจริง และเร่งจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีความแม่นยำในพื้นที่เสี่ยง
- จัดทำรายงานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนจัดทำแผนแม่บทรายจังหวัด/ลุ่มน้ำ ในการเตรียมความพร้อมและกรอบงบประมาณที่ต้องใช้
- เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ซึ่งล่าช้ามานาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2050 ของประเทศ ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม
- กำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง โดยให้สิทธิแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และทดลองนำร่องในบางเขตอุตสาหกรรม
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และมีหน่วยงานในระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำที่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย ที่รับมือกับภัยพิบัติได้จริง
- เพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 5 เท่าของปี 2024 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม RE100 และเปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงในทุกเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนเตรียมระบบจัดการซากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์และแบตเตอรี่

ด้านที่ 4: สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ในขณะเดียวกันการผลิตล้นเกินของจีนก็ทำให้เกิดการไหลทะลักของสินค้าราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทย และส่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการดังนี้
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- เร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2569 โดยมุ่งรักษาอัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บจริง (average effective tariff rate) ต่อประเทศไทยไม่ให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน (ประมาณ 16.5%) โดยเพิ่มรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และวางหลักเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิให้ชัดเจนเพื่อให้สินค้าที่ผลิตในไทยไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง
- แสวงหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ โดยเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปภายใน 1 ปี ตลอดจนเริ่มการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) ให้รวมประเด็นการค้าและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
- ใช้ข้อแลกเปลี่ยนจากการเจรจาการค้าในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เช่น การเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ด้านการค้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มการแข่งขันที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการของไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรใช้มาตรฐานคุณภาพสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี
- เร่งยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
- กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น การก่อสร้างที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยอาจเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่
- เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้าคุณภาพต่ำ โดยเน้นตรวจสินค้าจากประเทศที่มักไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ
- เร่งออกกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจคัดกรอง และถอดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- ขยายการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่ยังไม่มีความตกลงกัน เช่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา
- เร่งเตรียมการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยดำเนินการให้บรรลุเงื่อนไขการเป็นสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศ เพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและการเข้าถึงองค์ความรู้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ในการเจรจาต่างๆ รัฐบาลควรปรึกษากับภาคเอกชนและประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมจัดทำกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถปรับตัวได้

ด้านที่ 5: จัดสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย
ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว ทำให้มีคนวัยทำงานลดลง มีผู้สูงอายุที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ตลอดจนมีผู้สูงอายุอยู่ในภาวะติดบ้าน ติดเตียง หรือเจ็บป่วยระยะท้ายเพิ่มขึ้น
แม้ปัญหาสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพผู้สูงวัยมักถูกมองเป็นปัญหาระยะยาว แต่หากไม่เร่งดำเนินการอย่างเหมาะสม จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รวมทั้งการสูญเสียแรงงานจำนวนมากจากการต้องดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระดับสูงมาก และการที่สำนักงานประกันสังคมจะไม่มีเงินบำนาญชราภาพเหลือพอจ่ายให้แก่คนวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีในปัจจุบัน
รัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนให้เกิด (1) การดูแลระยะยาวที่บ้าน (Long-Term Care) ที่ดี ซึ่งจะลดโอกาสที่ผู้สูงอายุจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานสามารถออกไปทำงานหารายได้ได้เต็มที่ (2) การดูแลแบบประคับประคองผู้เจ็บป่วยระยะท้าย (Palliative Care) ซึ่งช่วยลดภาระและความเครียดของครอบครัว (3) การจ้างงานผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งจะให้เกิดการดูแลระยะยาวที่บ้าน และช่วยจ้างงานแรงงานทักษะน้อยที่อาจจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (4) การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ (5) การลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะผู้ป่วยในของทั้ง 3 สวัสดิการ (ข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง) โดยควรดำเนินการดังนี้
มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี
- ช่วยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลระยะยาวที่บ้านที่ดี โดยปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ day care สำหรับผู้สูงอายุ
- ปรับอายุขั้นต่ำในการรับบำนาญเป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคม และเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายรองรับ โดยควรออกกฎหมายให้ได้ภายใน 2 ปี
- จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยควรสามารถประกาศอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในให้สอดคล้องกันทั้ง 3 สวัสดิการใน 2 ปี
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี
- มีบริการดูแลระยะยาวที่บ้านในทุกชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเข้าถึงสิทธิได้ทุกคน
- ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงสิทธิการดูแลแบบประคับประคองทุกคน
- แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้นโยบายที่เสนอมาข้างต้นล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สูง ในขณะที่ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ด้านที่ 6: รักษาความยั่งยืนทางการคลัง
รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ใช้นโยบายขาดดุลการคลังเฉลี่ยเกิน 3% ของ GDP ต่อเนื่องมานับทศวรรษ โดยขาดดุลอย่างมากในช่วงเกิดวิกฤติต่าง ๆ และในช่วงที่ใช้นโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ (งบล้างท่อ) ในขณะเดียวกัน ก็มีการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ทำให้เกิดปัญหาด้านรายรับ
เมื่อมองไปในอนาคตระยะยาว ประเทศไทยยังจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการต้องเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง และภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณ ที่สูงขึ้นเช่นกัน
หากรัฐบาลไทยในอนาคตยังขาด ‘วินัยทางการคลัง’ เช่นนี้ต่อไป ประเทศก็จะมีความเสี่ยงด้านการคลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล โดยหากรัฐบาลถูกลดอันดับเครดิต ธุรกิจทั้งหมดก็จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงควรดำเนินการหาเสียงโดยตระหนักถึงปัญหานี้ และกำหนดนโยบายที่ใช้หาเสียงอย่างมี ‘ความรับผิดชอบ’ ทางการคลัง ไม่มุ่งใช้จ่ายที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว
รัฐบาลใหม่ควรดำเนินมาตรการเร่งด่วนในระยะ 1 ปี ดังนี้
- ยึดมั่นตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการขาดดุลการคลัง และควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบ
- เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังให้สาธารณะรับรู้ ทั้งภาระทางการคลังทั้งที่เกิดแล้วและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นได้ (contingent liability) จัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (tax expenditure) ต่าง ๆ รวมทั้งรายจ่ายภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรฐานสากลทุกปี
- ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและจำเป็นเท่านั้น โดยให้สำนักงบประมาณปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณตามหลักความคุ้มค่า ลดแรงจูงใจในการใช้งบล้างท่อ และจำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จในระยะ 4 ปี ได้แก่
- ริเริ่มทดลองระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและบริการจาก ด้านผลลัพธ์ (outcome) ไม่เน้นราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
- เพิ่มรายได้ภาษีและรายรับอื่น ๆ ผ่านการขยายฐานและการปรับอัตราภาษี โดยควรให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปด้วย เช่น
- เพิ่มภาษีฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีกำไรจากการลงทุน
- ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีกำหนดเวลาชัดเจน และมีการคืนภาษี (VAT tax rebate) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง (political earmark)
- เพิ่มความก้าวหน้า (progressivity) ให้แก่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านการกำหนดค่าลดหย่อนให้เหมาะสม
- ยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Parliamentary Budget Office: PBO) ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเทียบเท่าฝ่ายบริหาร และได้รับงบประมาณเพียงพอที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความชำนาญสูง
- ปรับแก้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพื่อ
- ให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวม ก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณ
- ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญที่ติดตามงบประมาณตลอดเวลาแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญที่แต่งตั้งใหม่ทุกปี
- ให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่พิจารณางบประมาณ
- ยกระดับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง โดย
- ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน
- ให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ โดยให้สำนักงบประมาณประจำรัฐสภาทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

TDRI ยังทิ้งท้ายว่า เมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. แล้ว คณะผู้วิจัยของทีดีอาร์ไอก็จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่เคยได้จัดทำในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา
ภาพ: Albert Karimov/500px/Getty Images


