วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายจราจร ตามนโยบายการบริหารราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการกวดขันและเสริมสร้างวินัยจราจรอย่างจริงจัง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าเทียม และโปร่งใส โดยเฉพาะ ความผิดฐานเมาแล้วขับ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยย้ำชัดเจนว่า จะไม่มีมาตรการตักเตือนก่อนปรับ หากตรวจพบการกระทำผิดจะดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีในทันที
รอง ผบ.ตร. ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งพบผู้ขับขี่รถยนต์รายหนึ่งมีอาการมึนเมาอย่างหนัก โดยผู้ก่อเหตุได้ปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พยายามขับรถหลบหนี และก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร
ภายหลังถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย พบว่าสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา และทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการส่งฟ้องตามขั้นตอนทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับบทลงโทษทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ระบุโทษของการเมาแล้วขับไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:
- กรณีฝ่าฝืนเมาแล้วขับ (ความผิดครั้งแรก): โทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้
- กรณีก่อเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต: โทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที
- กรณีกระทำผิดซ้ำ (ภายใน 2 ปี): โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท พร้อมสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
กรณีปฏิเสธการเป่า ตรวจวัดแอลกอฮอล์: กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ขับรถในขณะมึนเมา จะต้องรับโทษเทียบเท่าข้อหาเมาแล้วขับ และอาจถูกแจ้งข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติม
ทางด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาร่วมรณรงค์ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ยึดหลัก เมาไม่ขับ อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความสูญเสียบนท้องถนน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนอดกลั้น และยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างมืออาชีพแม้จะถูกทำร้ายร่างกายก็ตาม
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน หากพบเห็นอุบัติเหตุ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางจราจร สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 หรือ สายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


