วันนี้ (27 มีนาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ
แพทองธารยืนยันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่เท่ากับคาสิโน เนื่องจากมีแค่ 10% ส่วนอีก 90% จะเป็นฮอลล์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ อินดอร์สเตเดียมขนาดใหญ่ที่ยังสามารถรองรับการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ได้
นอกจากนี้ยังมีโรงแรม ร้านอาหาร สวนน้ำ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ 119,000-238,000 ล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี มีการจ้างงาน และเกิดอาชีพใหม่ในประเทศ ซึ่งรัฐบาลสามารถเก็บภาษีจากคาสิโนและธุรกิจอื่นๆ เพื่อมาพัฒนาประเทศต่อได้ ขณะเดียวกันก็จะมีกฎหมายในการควบคุมและดูแลอย่างเคร่งครัด อาทิ ธุรกิจจัดคอนเสิร์ต ซึ่งรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายว่าต้องการที่จะจัดการคอนเสิร์ตในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหรือผู้จัดเองก็ชื่นชอบประเทศไทย แต่สถานที่ในปัจจุบันยังไม่ใหญ่พอที่จะรองรับคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ได้ จนทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไป ดังนั้นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จึงเป็นจุดเริ่มต้น
แพทองธารกล่าวอีกว่า สถานบันเทิงครบวงจรต้องมองภาพใหญ่ เพราะยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย และอยากให้มีการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี
ส่วนคนที่ยังเห็นต่างนั้นแพทองธารกล่าวว่า ต้องอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยังไม่อยากพูดสามารถจัดการได้ทั้งหมด ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น รวมถึงยินดีที่จะตอบด้วย พร้อมย้ำว่าได้มีการหารือประเด็นนี้กับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ในส่วนของประเด็นวงเงิน 50 ล้านบาทของผู้ที่จะมาเล่นการพนันนั้นจะต้องไปว่ากันในสภาอีกครั้ง
ด้าน จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวยังคงมีหลักการตามที่ ครม. อนุมัติไว้ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
- กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายร่วมกัน (เดิมกำหนดให้เป็นนายกรัฐมนตรี)
- เพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบาย ในการพิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเสนอ ครม. เช่น เสนอแนะนโยบายการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือการกำหนดพื้นที่ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เพื่อประกอบการ พิจารณาของ ครม.
- แก้ไขกลไกการได้มาซึ่งผู้อำนวยการ โดยให้ คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้ง (จากเดิม คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของ ครม.)
- กำหนดกรอบนโยบายสถานบันเทิงครบวงจรที่ คณะกรรมการนโยบายเสนอแนะต่อ ครม. อย่างน้อยต้องประกอบด้วย
– การกำหนดจำนวนใบอนุญาต
– พื้นที่ที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานบันเทิงครบวงจร
– หลักเกณฑ์การพิจารณาร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน
– มาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
– กำหนดเพิ่มเติมให้พื้นที่ที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วย
– (กำหนดใหม่) ให้กำหนดสัดส่วนพื้นที่ของคาสิโน โดยเฉพาะสถานที่จัดให้มีการเล่นพนันซึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินหรือพื้นที่ใช้สอยของอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิงครบวงจร แล้วแต่กรณีใดจะน้อยกว่ากัน
– (กำหนดใหม่) กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานบันเทิงถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับการก่อสร้างและใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามประเภทธุรกิจที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และให้ถือว่าผู้ได้รับใบอนุญาตที่จัดให้มีคาสิโนเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
– (กำหนดใหม่) กำหนดให้คณะกรรมการนโยบาย กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมการประกอบการคาสิโนโดยต้องมี (8.1) การจัดให้มีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (8.2) ระบบควบคุมคาสิโน ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ (8.3) มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากคาสิโน (เดิมไม่มี)
– กำหนดให้บุคคลสัญชาติไทยซึ่งจะเล่นพนันในคาสิโนต้องมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการบริหารกำหนด (เดิมกำหนด ห้ามเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยซึ่งยังมิได้ลงทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมตามที่คณะกรรมการกำหนด)
– (กำหนดใหม่) ห้ามผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดจ้างหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดแก่บุคคลอื่น หรือเพิ่มยอดหรือจำนวนคนเล่นพนันในคาสิโน หรือเพื่อเพิ่มจำนวนเงินที่ใช้จ่ายในการเล่นพนันในคาสิโน (เดิมไม่มี).
– เพิ่มเติมมาตรการปรับเป็นพินัย เช่น ผู้รับใบอนุญาตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการที่สั่งให้ปฏิบัติข้อกำหนด และปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลต้องห้ามเข้าไปในคาสิโน
– เพิ่มเติมลักษณะการกระทำความผิดที่จะได้รับโทษทางอาญา เช่น การจัดให้มีการเล่นพนันในคาสิโนผ่านการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือถ่ายทอดการเล่นพนันในคาสิโน และกระทำการที่เป็นการเพิ่มยอดหรือเพิ่มจำนวนคนเล่นพนันหรือเพิ่มจำนวนเงินที่ใช้จ่ายในการเล่นพนันในคาสิโน
จิรายุกล่าวอีกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมาแล้ว 3 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยครั้งที่ 4 ได้ดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2568 รวมเวลา 15 วัน มีผู้แสดงความคิดเห็น 71,289 คน มีผู้เห็นด้วยร้อยละ 80 จำนวน 57,000 คน
ทั้งนี้ ได้นำความเห็นและข้อสังเกตของที่ประชุมที่เน้นให้ความสำคัญกับการกำหนดโครงสร้างของกฎหมายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐบาล การสร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลและการป้องกันผลกระทบเชิงลบด้านสังคม การกำหนดพื้นที่สถานที่ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรให้มีความเหมาะสม การกำหนดผู้รักษาการร่วมตามร่าง พ.ร.บ. เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
การพิจารณาความคุ้มค่าในการจัดตั้งสำนักงานกำกับสถานบันเทิงครบวงจร ความยืดหยุ่นในหน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร ความเหมาะสมขององค์ประกอบคณะกรรมการบริหาร การบูรณาการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการสร้างการรับรู้ต่อสังคมในวงกว้างต่อไป
จิรายุยังกล่าวอีกด้วยว่า ที่ประชุม ครม. ยังได้เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอ และให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป เพื่อพิจารณาในวาระรับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา และแปรญัตติภายในระยะเวลาที่สภาฯ กำหนด
จิรายุยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนส่งเสริมในส่วนของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่จะส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศเป็นหลัก โดยจะไม่เน้นเรื่องคาสิโนที่มีอยู่เพียงแค่ 10% และจะดำเนินการตาม พ.ร.บ. อย่างเคร่งครัด