ภาคธุรกิจโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินผลการเลือกตั้งว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงเกินความคาดหมาย เข้าข่าย “หักปากกาเซียน” ด้วยจำนวน ส.ส. เกือบ 200 เสียง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการรวมเสียงเกิน 300 เสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมือง
อีกทั้งเร่งเดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ประธานหอการค้าไทย มองว่า บรรยากาศตลาดหุ้นในวันนี้ สะท้อนสัญญาณเชิงบวก
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับว่า ภาคธุรกิจเอกชนประเมินผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า เป็นผลลัพธ์ที่ออกมา “หักปากกาเซียน” เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีตัวเลข เกือบแตะ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่า จำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 150-160 เสียงแต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพลและกระแสข่าวในช่วงก่อนเลือกตั้ง

เมื่อถูกถามถึงปัจจัยหรือ “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึง ความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอกซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ที่ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีการทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาภาคธุรกิจ
สำหรับแคมเปญ “3 วันสุดท้าย เลือกภูมิใจไทย มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ” ถูกมองว่าเป็นแคมเปญที่มีพลังและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเหมาะสม เพราะสามารถสร้างภาพของความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการบริหารประเทศได้อย่างชัดเจน
เกรียงไกร ระบุอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงแค่การเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้กับประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว
ในฐานะผู้นำภาคธุรกิจเอกชน ได้ฝากข้อเสนอถึงอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า การได้รับเสียงสนับสนุนในระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมี เสถียรภาพทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก
อีกประเด็นหนึ่งที่ภาคธุรกิจเห็นว่าเป็นจุดแข็ง คือ ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้เปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น ไม่ใช่ได้มาเพียงครึ่งทีมหรือบางส่วนเท่านั้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก ภาคธุรกิจยอมรับว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยหลายสำนัก รวมถึง IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของไทยไว้เพียงราว 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด
นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ภาคเอกชนย้ำว่า การปราบปรามคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือน “รูรั่ว” ที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปจนไม่เกิดผลอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
ปัญหาขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก ต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกและไม่ได้มาตรฐาน ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก โดยขณะนี้มีอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบแล้วกว่า 24 จาก 48 กลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 30 กลุ่ม หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง
“เพราะฉะนั้นถ้ารัฐจะใส่เงิน งบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว”
ท้ายที่สุด ภาคธุรกิจ มองและอยากเห็น การจัดตั้งรัฐบาลควรยึดหลักสำคัญ 2 ประการ คือ
1. รวมเสียงให้ได้เกิน 300 เสียงเพื่อสร้างเสถียรภาพ
2. เป็นการรวมพรรคที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมย้ำว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้รับอำนาจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ใช้อำนาจนั้นบริหารประเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
หอการค้าไทยแสดงความยินดี เลือกตั้งผ่านพ้นด้วยความเรียบร้อย หนุนเร่งจัดตั้งรัฐบาล ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโดยด่วน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความยินดีที่การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีอุปสรรคสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ขณะนี้ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน
การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ
ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่ “รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที” รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ
หอการค้าไทยยังคงเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ไขปัญหาทุนสีเทาอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์มีการฟื้นตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
หอการค้าไทย ขอแสดงความยินดี กับ พรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มที่จะได้รับรองเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนและร่วมมือภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน และโปร่งใส
ภาพ: NurPhoto / Getty images
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


