TDRI ตั้งข้อสังเกต ‘ในภาพรวม’ ต่อการใช้งบประมาณทำนโยบายของ 5 พรรคใหญ่ โดยมองว่า วงเงินที่ใช้จริงอาจสูงกว่าที่พรรคการเมืองคาดการณ์มาก นอกจากนี้นโยบายจำนวนมากยังคงเน้น ‘ประชานิยม’ ไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในระยะยาว และยังทำลายกลไกตลาด พร้อมแนะกกต. ควรให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง
วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยบทความ ข้อสังเกต ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงินจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง’ จากการวิเคราะห์เอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต.ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดยตั้ง ข้อสังเกต ‘โดยรวม’ มา 4 ประการ ได้แก่
- ประการแรก: วงเงินที่ใช้ในการทำนโยบายในความเป็นจริง ‘อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก’
- ประการที่ 2: นโยบายจำนวนมากยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ ‘ประชานิยม’ ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง
- ประการที่ 3: พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
- ประการที่ 4: หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด
ทั้งนี้ คณะผู้วิจัย TDRI ได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของส.ส.มากพอที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายของประเทศ ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ ‘เป็นหลัก’
ข้อสังเกตประการที่ 1
โดยจากการวิเคราะห์เอกสารพบว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้
- พรรคประชาชน 741,835 ล้านบาทต่อปี
- พรรคประชาธิปัตย์ 531,050 ล้านบาทต่อปี
- พรรคกล้าธรรม 440,558 ล้านบาทต่อปี
- พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาทต่อปี
- พรรคภูมิใจไทย 148,326 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม
แต่ ‘ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุ’ ดังต่อไปนี้
- มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด ‘รัฐบาลผสม’ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค
- หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ
- หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง
- หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง
ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65.7% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ 70% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ 2% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ข้อสังเกตประการที่ 2
นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง
นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน
ข้อสังเกตประการที่ 3
พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ขณะที่นโยบาย ‘ลดแลกแจกแถม’ กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี
ข้อสังเกตประการที่ 4
หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น
TDRI เปิดข้อเสนอแนะต่อ กกต. : ก้าวหน้าแต่ยังไม่พอ!
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยังระบุว่า การมีบทบัญญัติทางกฎหมายให้พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งให้แก่ กกต. ทั้งวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ตลอดจนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย และการที่ กกต. ได้พยายามตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวในเบื้องต้น ถือเป็น ‘ความก้าวหน้า’ ของการเลือกตั้งที่มุ่งสู่การแข่งขันทางนโยบาย โดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการแข่งขันด้านนโยบายเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และผู้ออกเสียงเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา
พรรคใหญ่อุบ ‘แหล่งเงินทุน’ ห่วงข้อมูลไม่ครบ-ส่อ ‘นับซ้ำ’ เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลัง
อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน หรือได้นำเสนอหลายนโยบายที่ใช้งบประมาณมาก แต่ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ เช่น ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ และต้นทุนต่อหน่วยของนโยบายประชานิยมหรือสวัสดิการต่าง ๆ
นอกจากนี้หลายพรรคการเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการระบุแหล่งที่มาของวงเงินในการดำเนินนโยบายว่าจะมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การตัดลดงบที่ไม่จำเป็น การให้เอกชนร่วมทุน ตลอดจนการหารายได้เพิ่ม
แต่ไม่ได้ระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการไม่มีงบประมาณในการดำเนินการที่เพียงพอเพราะมีการ ‘นับซ้ำ’ ส่วนที่คาดว่าจะได้จากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และการตัดลดงบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น
เสนอเกณฑ์ใหม่ บังคับพรรคการเมืองส่งข้อมูลล่วงหน้า 30 วัน
TDRI กล่าวต่อว่า ดังนั้น กกต. จึงควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
- ประการแรก: ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์และต้นทุนต่อหน่วย
- ประการที่ 2: ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร
- ประการที่ 3: ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


