สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/tdri/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 27 Jul 2026 09:06:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ https://thestandard.co/tdri-chadchart-evaluation-first-term/ Mon, 27 Jul 2026 09:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1235618 ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (27 กรกฎาคม) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( […]

The post TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (27 กรกฎาคม) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยรายงานประเมินผลการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก (ชัชชาติ 1) พร้อมวิเคราะห์ความท้าทายที่รออยู่ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

 

 
 

โดยภาพรวมพบว่า ผู้ว่าฯ กทม. ประสบความสำเร็จและมีผลงานที่จับต้องได้ชัดเจนในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนระดับเส้นเลือดฝอย หรือปัญหาใกล้ตัวของประชาชน ทว่ายังมีจุดอ่อนสำคัญคือ การดำเนินงานหลายโครงการยังมุ่งวัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรม มากกว่าผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจริงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

รายงานฉบับนี้ได้ทำการประเมินเชิงลึกและครอบคลุมนโยบายใน 6 ด้านหลัก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลงานเด่นและข้อจำกัดที่ กทม. ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้

 

ด้านปากท้องของประชาชน: มีผลงานเด่นในการสร้างแพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต Next Learn (กว่า 680 หลักสูตร) และการจัดหาพื้นที่ค้าขายทดแทน (Hawker Center) แต่มีข้อจำกัดตรงที่ขาดการติดตามผลลัพธ์ว่าผู้ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ขณะที่พื้นที่ค้าขายทดแทนบางแห่งอยู่ในทำเลที่ลูกค้าน้อยและยังมีจำนวนไม่เพียงพอ

 

ด้านการเดินทางและขนส่ง: ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสัญญาณไฟปรับตามสภาพจราจร ปรับปรุงทางเท้ากว่า 1,100 กิโลเมตร และชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถสายสีเขียว แต่การแก้ปัญหายังมีลักษณะแยกส่วน ขาดแผนแม่บทเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ และการออกแบบถนนยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าความปลอดภัยของคนเดินเท้า

 

ด้านการลดคอร์รัปชัน: มีความคืบหน้าในการเปิดเผยข้อมูล Open Data กว่า 1,400 ชุด เปิดระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์ และใช้ Traffy Fondue รับแจ้งเบาะแส อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบทุจริตยังเป็นเชิงรับและล่าช้า โครงการจัดซื้อจัดจ้างกว่าร้อยละ 93 ยังใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความเสี่ยง และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ยังคืบหน้าน้อย

 

ด้านสิ่งแวดล้อม: สามารถปลูกต้นไม้ทะลุเป้าหมายกว่า 2 ล้านต้น พัฒนาสวน 15 นาที จำนวน 389 แห่ง และลอกท่อระบายน้ำทะลุเป้า แต่พบว่าต้นไม้ที่ปลูกถึงร้อยละ 45 เป็นเพียงไม้พุ่มหรือไม้เลื้อย ปริมาณขยะยังสูงถึง 13,254 ตันต่อวัน และน้ำเสียเกินครึ่งยังไม่ได้รับการบำบัด

 

ด้านการศึกษา: มีนโยบายลดภาระงานเอกสารของครูและนโยบายเรียนฟรีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังเผชิญวิกฤตด้านสมรรถนะของนักเรียนที่มีทักษะการอ่านและคิดวิเคราะห์ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ ป.6 ถึง ม.1

 

ด้านสุขภาพ: โดดเด่นด้วยโครงการตรวจสุขภาพฟรีล้านคน และการสร้างฐานข้อมูล Health Map แต่ กทม. ยังคงเป็นเพียงผู้ให้บริการ มากกว่าผู้จัดการระบบสุขภาพ โดยงบประมาณด้านสาธารณสุขมีเพียงร้อยละ 6 และการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงยังอยู่ในระดับต่ำ

 

บทสรุปและก้าวต่อไปของ ‘ชัชชาติ 2’

 

สถาบัน TDRI สรุปทิ้งท้ายว่า ความท้าทายหลักของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอย ไปสู่การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเส้นเลือดใหญ่อักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีความซับซ้อนและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกิจกรรมผิวเผิน

 

กทม. จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ การประสานงานร่วมกับสภากรุงเทพมหานครและรัฐบาลกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการจัดการกับปัญหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เช่น การปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และการจำกัดพื้นที่รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลอย่างยั่งยืนต่อไป

 

The post TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องงบ ‘บัตรคนจน’ ย้อนหลัง 5 ปี มาถูกทางหรือไม่? เมื่อมีคนไทยแห่ลงทะเบียนประกาศตนเป็น ‘คนจน’ พุ่งเฉียด 20 ล้านคน https://thestandard.co/welfare-card-budget-inequality/ Mon, 13 Jul 2026 10:54:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1230182 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจำนวนผู้ลงทะเบียนที่พุ่งสูง

ในการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบ […]

The post ส่องงบ ‘บัตรคนจน’ ย้อนหลัง 5 ปี มาถูกทางหรือไม่? เมื่อมีคนไทยแห่ลงทะเบียนประกาศตนเป็น ‘คนจน’ พุ่งเฉียด 20 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจำนวนผู้ลงทะเบียนที่พุ่งสูง

ในการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบล่าสุด มีผู้ลงทะเบียนรวมกว่า 19.17 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรไทย 65.8 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Rate) ของไทย ซึ่งมีไม่ถึง 5 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ จึงนำมาสู่คำถามว่า เหตุใดผู้สมัครขอรับสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่จึงมีจำนวนมากถึงระดับนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

พร้อมจับตา ครม. เคาะเกณฑ์วันอังคารนี้ ก่อนจะประกาศผู้ได้รับสิทธิ วันที่ 17 กรกฎาคมนี้

 

ไทยมีคนจนกี่คน?

 

ตามรายงานการตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประเมินว่า อัตราความยากจน (Poverty Rate) ของประเทศไทยลดลงเหลือ 7.1% ในปี 2568 จากระดับ 8.2% ในปี 2567

 

โดยธนาคารโลกระบุว่า โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน ‘Digital Wallet’ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความยากจนในไทยปี 2568 ลดลงจากปี 2567 ซึ่งหากไม่มีโครงการดังกล่าว ธนาคารโลกมองว่า อัตราความยากจนไทยจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างยังคงอ่อนแอ

 

โดยอัตราความยากจนดังกล่าวอิงตามเส้นความยากจนระหว่างประเทศสำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ที่ 8.30 ดอลลาร์สากลต่อคนต่อวัน ณ ระดับราคาปี 2021 (2021 PPP) หรือคิดจากประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 8.30 ดอลลาร์สากลต่อวันเมื่อปรับด้วยภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อแล้ว

 

ทั้งนี้ ตามประกาศของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนประชากรทั่วประเทศไทย มีทั้งหมด 65.8 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับเดียวกัน ธนาคารโลกยังประเมินอีกว่าราว 40% ของประชากรไทยกำลังอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ระหว่าง เส้นความยากจนระหว่างประเทศสำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ที่ 6.85 ดอลลาร์สากล/คน/วัน (2017 PPP) แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Threshold for Economic Security) ที่ระดับรายได้ 15.00 ดอลลาร์สากล/คน/วัน

 

ดังนั้น ตัวเลขคนจนในไทยปี 2568 ตามประมาณการของธนาคารโลกจะอยู่ที่ประมาณ 4,606,630 ล้านคน แต่มีประชากรในกลุ่มเปราะบางอยู่ที่ 26,323,604.4 ล้านคน

 

ขณะที่ตามรายงานสถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำปี 2567 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ไทยมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีระดับ 3.41% ของประชากรทั้งประเทศ โดยอิงเส้นความยากจนในปี 2567 ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

 

วิเคราะห์ทำไมคนลงทะเบียน ‘สูงกว่า’ คนอยู่ใต้เส้นความยากจน

 

ดร. นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เหตุผลที่มีจำนวนผู้ขอเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ มากกว่าจำนวน ‘คนจน’ ตามหลักวิชาการ มาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน ดังนี้

 

1. นิยามคนเปราะบางของรัฐ เปิดกว้างกว่า นิยามเส้นความยากจน

 

เนื่องจากคนจนตามนิยามวิชาการนั้น จะต้องเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนสากล หรือมีรายได้ประมาณไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน หรือเทียบเท่า 36,000 บาทต่อปี ขณะที่ เกณฑ์ (Criteria) ของภาครัฐในการจัดทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ได้นิยามผู้ที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการไว้ว่า จะต้องมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี

 

ด้วยเหตุนี้ คนที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ไม่ถึง 100,000 บาท จึงสามารถเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

 

2. ความแม่นยำในการคัดกรอง

 

ดร.นณริฏชี้ว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้คนจนที่แท้จริงไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ เช่น การไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียน การอ่านหนังสือไม่ออก การอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น ตามตะเข็บชายแดน หรือแม้แต่การไม่มีบัตรประชาชน ก็ทำให้หลุดจากการสำรวจของรัฐได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันกระบวนการคัดกรองสามารถรวบรวมรายชื่อผู้เปราะบางได้กว่า 19 ล้านคนแล้ว แต่ดร.นณริฏระบุว่า ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ ผู้อยู่ภายใต้เส้นความยากจนยังคงตกหล่นอยู่กว่า 50-60% ของคนจนทั้งหมด

 

นอกจากกลุ่มคนยากจนแล้ว ดร.นณริฏยังกล่าวว่า มีกลุ่มคนรายได้สูงจำนวนไม่น้อยที่อยากเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะต้องการสวัสดิการ เนื่องจาก การลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการสามารถทำได้ง่าย และแทบไม่มีต้นทุนให้เสียเลย นอกจากต้นทุนเวลาในการลงทะเบียน ขณะที่ภาครัฐต้องรับต้นทุนในการตรวจสอบ แต่กลับไม่มีบทลงโทษกลุ่มคนที่ละเมิดเกณฑ์เข้ามา

 

ส่องงบบัตรคนจนย้อนหลัง 5 ปี ‘เพิ่มขึ้นแทบทุกปี’ แต่ดัชนีความเหลื่อมล้ำไทยยังรั้งท้าย?

 

ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละปี มีการตั้งงบประมาณสำหรับ กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพิ่มขึ้นแทบทุกปี และยังมีการเบิกใช้งบกลางเพื่อสนับสนุนกองทุน ดังนี้

 

  • 2565: 30,000 ล้านบาท
  • 2566: 35,500 ล้านบาท + งบกลาง 2,644 ล้านบาท
  • 2567: 50,000 ล้านบาท + งบกลาง 3,500 ล้านบาท
  • 2568: 50,400 ล้านบาท + งบกลาง 2,900 ล้านบาท
  • 2569: 30,000 ล้านบาท + งบกลาง 2 ครั้ง (4,799 + 1,667.68) ล้านบาท + พ.ร.ก. กู้เงิน 18,800 ล้านบาท
  • 2570: 42,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ จำนวนงบประมาณที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อน จำนวนผู้มีสิทธิในโครงการที่เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นรูปแบบสวัสดิการที่มีการปรับเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

 

ขณะที่รายงานความเหลื่อมล้ำโลก 2026 (World Inequality Report) ของศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำโลก (World Inequality Lab) ที่เผยแพร่ในช่วงธันวาคม 2568 ซึ่งใช้งานวิจัยจากนักวิชาการกว่า 200 คนทั่วโลกชี้ว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด และมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย โดยวัดผลจากการแสดงอัตราส่วนเฉลี่ยระหว่างรายได้ของกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% บน (Top 10%) และจนที่สุด 50% ล่าง (Bottom 50%) ของประเทศ

 

ผลปรากฏว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างผู้มีรายได้สูงสุด 10% และกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% กว้างขึ้นจาก 42% เป็น 47% ระหว่างปี 2014 และ 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ในมิติของรายได้ (Income) ผู้มีรายได้สูงสุด 10% บนของไทย ยังครอบครองรายได้สูงถึง 52% ขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำสุด 50% ล่างมีเพียง 11% และในมิติของความมั่งคั่ง (Wealth) ผู้มั่งคั่งที่สุด 10% บนของไทย ถือครองความมั่งคั่งทั้งหมด 65% และผู้มั่งคั่งที่สุด 1% ถือครองมากถึง 32%

 

สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ออกมาในปี 2568 ซึ่งสรุปในทำนองเดียวกัน

 

ในรายงานดังกล่าว สภาพัฒน์อิงข้อมูลจาก World Inequality Database ที่ระบุว่าในช่วงปี 2554 – 2566 ไทยมีค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) เฉลี่ยที่ 0.626 ซึ่งใกล้เคียงกับการคำนวณของสภาพัฒน์ที่ 0.612 ในปี 2564

 

ทั้งนี้ ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) เป็นเครื่องมือในการวัดความไม่เท่าเทียมในรูปของสัดส่วน (Gini Ratio) ซึ่งค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ยิ่งค่าเข้าใกล้ 1 มากเท่าไร แสดงว่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ยิ่งมีมากขึ้น

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและจำนวนผู้ลงทะเบียนที่พุ่งสูง 1

 

ต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลไทยมีรายได้ไม่พอจ่ายสวัสดิการ

 

ทั้งนี้ ดร.นณริฏแนะนำว่า การจัดทำมาตรการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควรดำเนินการแบบมุ่งเป้า (Targeted) และให้การช่วยเหลืออย่างแม่นยำ ผ่านการแบ่งคนยากจนออกเป็น 2 กลุ่ม เช่น กลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ และกลุ่มที่ดูแลตัวเองไม่ได้

 

หากรัฐเลือกให้เงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และเน้นการเพิ่มศักยภาพ (Empowering) ส่งเสริมให้มีงานทำให้กลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ ก็จะทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณได้ดีกว่าการช่วยเหลือแบบเบี้ยหัวแตก

 

สำหรับปัญหาในการจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการ ดร.นณริฏระบุว่า มีปัญหาที่ภาพใหญ่ 3 ด้านด้วยกัน ดังนี้

 

  • 1. รัฐจัดเก็บรายได้ไม่มากพอ โดยไทยจัดเก็บได้เพียงประมาณ 14% ต่อ GDP เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการจัดสรรสวัสดิการ ขณะที่ประเทศรัฐสวัสดิการส่วนใหญ่ มีการจัดเก็บภาษีประมาณ 30-40% หรือสูงกว่า
  • 2. ภาครัฐขาดศักยภาพในการใช้จ่าย เนื่องจากไทย มีงบประมาณหลายส่วนที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสถานะการคลังในภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบบุคลากร งบสวัสดิการข้าราชการ งบสวัสดิการประชาชน ซึ่งมีรายจ่ายไม่สอดคล้องกับรายได้ อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏระบุว่า ปัญหาไม่ได้เป็นเพราะมีการแจกจ่ายสวัสดิการจำนวนมาก แต่เป็นเพราะไทยเก็บรายได้ภาษีเพียงพอเอง

 

“ถ้าไทยต้องการเป็นรัฐสวัสดิการ แปลว่า เราต้องเก็บภาษีให้ได้เยอะๆ ไม่อย่างนั้นเราจะมีรายได้ไม่พอรายจ่าย” ดร. นณริฏ กล่าว

 

  • 3. หนี้สาธารณะที่เริ่มรัดคอ เนื่องจากภาครัฐก่อหนี้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 30-40% ต่อ GDP และขยับขึ้นมาอยู่ที่ 60% ในช่วงโควิด-19 และปัจจุบันกำลังเข้าสู่ระดับ 70% ทำให้ประเทศไทยมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งจะยิ่งบีบรัดงบประมาณให้จำกัดมากขึ้น ท่ามกลางการจัดเก็บภาษีที่ยังไม่สูงพอ ซึ่งภาครัฐจะต้องรักษาสมดุลในการจัดสรรสวัสดิการให้ดี

 

แนะการแก้จนอย่างยั่งยืน

 

ดร.นณริฏกล่าวต่อว่า การลดจำนวนคนจนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องให้ประชาชนมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากรายได้ทางตรง ถึงแม้อย่างนั้น ในช่วงหลัง ภาครัฐกลับมีการเพิ่มสวัสดิการมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนว่างงาน ตลอดจนมาตรการคนละครึ่ง

 

ดร.นณริฏระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องมีระบบภาษีที่ยั่งยืน หากต้องการคงสวัสดิการอย่างยั่งยืน แต่ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยกำลังเผชิญอุปสรรคจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ จนเริ่มเห็นปัญหาที่ตามมาได้จาก การลดงบสวัสดิการ การลดงบลงทุนในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีแนวโน้มซ้ำเติมให้คนจนอาจสูงเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“การมีรายได้อย่างยั่งยืนควรเกิดจากความสามารถในการสร้างรายได้ของตัวบุคคลหรือธุรกิจ รวมถึงผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากสลากออมทรัพย์ ไม่ใช่พึ่งพาเงินโอนจากภาครัฐเป็นหลัก จุดอ่อนของการวัดจำนวนคนจนในปัจจุบัน คือในช่วงหลังรัฐเพิ่มสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน หรือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในวาระต่างๆ ซึ่งแทบมีอยู่ในทุกรัฐบาล ในทางเศรษฐศาสตร์ รายได้ลักษณะนี้เป็นรายได้ที่เกิดจากนโยบายภาครัฐ หรือ man-made income ซึ่งจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีระบบภาษีและฐานรายได้ที่เข้มแข็งเพียงพอรองรับภาระงบประมาณในระยะยาว” ดร.นณริฏกล่าว

 

อ้างอิง:

 

The post ส่องงบ ‘บัตรคนจน’ ย้อนหลัง 5 ปี มาถูกทางหรือไม่? เมื่อมีคนไทยแห่ลงทะเบียนประกาศตนเป็น ‘คนจน’ พุ่งเฉียด 20 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร https://thestandard.co/thailand-oecd-membership-reform/ Thu, 25 Jun 2026 08:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1222768 ธงชาติไทยคู่กับโลโก้ OECD

บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศอย่าง CNA เปิดเหตุผลสำคัญถึ […]

The post เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติไทยคู่กับโลโก้ OECD

บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศอย่าง CNA เปิดเหตุผลสำคัญถึงประเด็นที่ว่า ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ (OECD) โดยชี้ให้เห็นว่า การเสนอตัวในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแสวงหาการยอมรับเพื่อเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำ แต่เป็นความพยายามที่จะใช้มาตรฐานระดับโลกมาเป็น ‘ตัวเร่ง’ บังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้าง ที่ไทยพยายามแก้ไขมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว

 

 
 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ แรงกดดันจากการแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคอาเซียน หรือที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาไปก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบ สร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานประเทศให้ทันสมัย เพื่อก้าวให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และรักษาความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

 

การผลักดันของรัฐบาลไทย

 

ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลใหม่ของไทยนำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้เดินหน้าดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศและริเริ่มความพยายามที่จะแก้ไขระบบเศรษฐกิจของไทยผ่านการเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าที่คอยกำหนดมาตรฐานนโยบายระดับโลก

 

โดยประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศผู้สมัคร (Accession Country) ของ OECD ในเดือนมิถุนายน 2024 และเริ่มต้นกระบวนการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ (Accession Kick-off) ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานด้านกฎหมายและเศรษฐกิจของไทยอย่างเต็มรูปแบบ

 

ปัจจุบันการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD กลายเป็นวาระสำคัญลำดับต้นๆ ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยได้อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูแลกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการบรรลุผลสำเร็จภายในปี 2028 (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า อาจใช้ระยะเวลายาวนานกว่านั้น)

 

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเริ่มทำงานร่วมกับ OECD จากการเข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ของ OECD ในปี 2000 จนถึงขณะนี้ ความร่วมมือกับ OECD ได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมในองค์กรย่อยของ OECD แล้ว 10 แห่ง และภาคยานุวัติในตราสารทางกฎหมายของ OECD อีก 11 ฉบับ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกในสาขาหลักๆ เช่น การสำรวจภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน การต่อต้านการทุจริต สถิติ การบริหารจัดการภาครัฐ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

รัฐบาลหวังว่า การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความทันสมัยของประเทศ ทั้งในด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต และช่วยลบภาพลักษณ์เชิงลบของประเทศ

 

ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร

 

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า การสมัครเข้าร่วมองค์การระหว่างประเทศอย่าง OECD แสดงให้เห็นว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพยายามใช้มาตรฐานระดับโลก เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุน และรักษาสถานะการปฏิรูปภายในประเทศ

 

ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปกฎระเบียบหลากหลายมิติในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ความคืบหน้าก็ ‘ยังมีจำกัด’

 

นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือสูงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า ประเทศไทยกำลังพยายามใช้การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ครั้งนี้ เพื่อบังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศที่ไทยพยายามจะทำด้วยตนเองมาอย่างยาวนาน

 

รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แสดงความเห็นกับ CNA โดยกล่าวว่า เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับรากฐานความสามารถในการแข่งขัน ไทยพยายามอย่างเต็มที่แต่ก็ยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โดย ‘เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่’ ของไทยคือ หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศ เมื่อคนงานและธุรกิจยังอยู่นอกระบบที่เป็นทางการ ก็จะยิ่งสร้างความท้าทายให้รัฐในการจัดเก็บภาษี ให้การคุ้มครองพวกเขา และจัดการกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

 

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงของไทยเป็นหนึ่งในหลายอาการที่บ่งชี้ถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายหวังว่า การปฏิรูปในรูปแบบและแนวทางของ OECD จะช่วยแก้ไขประเด็นเหล่านี้ได้

 

บทวิเคราะห์สื่อนอกนี้ยังอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยระบุว่า การเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ร้อยละ 1.6 ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นสมาชิก

 

วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในไทย (JFCCT) ให้ความเห็นผ่านบทวิเคราะห์ของ CNA ว่า การผลักดันเพื่อเข้าสู่ OECD ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ประเทศไทยพร้อมที่จะแข่งขัน เราไม่ได้อยู่ในยุคการผลิตเมื่อ 40 ปี หรือ 50 ปีที่แล้ว การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าประเทศไทยต้องการเข้าร่วม พวกเขาจะต้องทำการปฏิรูป จะต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ เช่น การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างแพร่หลาย

 

อาจารย์อาชนัน ยังเน้นย้ำว่า ประเทศไทยสามารถใช้กระบวนการของ OECD เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมีความจริงจังในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การเข้าเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยสร้างความมั่นใจว่า การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะหากรัฐบาลล้มเหลวในการทำตามสัญญา ผลสะท้อนกลับก็อาจรุนแรงได้พอๆ กัน ซึ่งนั่นคือ ‘ดาบสองคม’

 

อาเซียนกับการสมัครเป็นสมาชิก OECD

 

อินโดนีเซีย เป็นเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังดำเนินการสมัครเพื่อขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน โดยแผนงานของอินโดนีเซียได้รับการตอบรับจาก OECD ในเดือนพฤษภาคม 2024 หลังจากผ่านการหารือมานาน 3 เดือนในฐานะผู้สมัครประเทศแรกของอาเซียน

 

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเคยกล่าวไว้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การที่อินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิก OECD คาดว่าจะช่วยนำทางให้อินโดนีเซียผ่านความไม่แน่นอนหรือสภาพแวดล้อมแบบหลายขั้วอำนาจในปัจจุบันได้

 

ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า อินโดนีเซียได้บรรจุแผนการเข้าร่วม OECD เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะกลางปี 2025 ถึง 2029 โดยมีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายให้เสร็จสิ้นการประเมินทางเทคนิคที่จำเป็นภายในทศวรรษนี้

 

อาจารย์อาชนันยังให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ เป็นปัจจัยสำคัญในระดับภูมิภาคที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวของรัฐบาลต่างๆ ในการยกระดับเศรษฐกิจของตน เนื่องจากการเป็นสมาชิก OECD มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์มากกว่าการแข่งขันกันในเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลงทุน

 

นอกจากไทยและอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และเวียดนามก็แสดงความสนใจที่จะพิจารณาการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของเวียดนามอาจต่างออกไป โดย ชยันต์ เมนอน นักวิจัยอาวุโสสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์มองว่า เวียดนามยังคงดึงดูดการลงทุนหลักได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งนั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (SOE) ที่ต้องใช้เวลาอีกนาน และต้องปฏิรูปอีกมาก เพื่อให้ได้เป็นสมาชิก

 

ท้ายที่สุดแล้ว การเสนอตัวเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแข่งขันเพื่อไขว่คว้าโอกาส ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบครั้งใหญ่’ ว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางการเมืองและจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศได้จริงหรือไม่

 

เพราะหากทำสำเร็จ สิ่งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน แต่หากล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเวทีโลก ความพยายามนี้ก็อาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นได้เช่นกัน ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ของความมุ่งมั่นในการปฏิรูป ให้กลายเป็น ‘การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง’ ซึ่งนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถสัมผัสผลลัพธ์นั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีจริง’ แต่รัฐไม่ควรละเลยปัญหาตกหล่น แนะใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ กับเด็ก ใช้ระบบ ‘ลูกผสม’ กับผู้สูงอายุ https://thestandard.co/tdri-poverty-screening-universal-hybrid/ Mon, 08 Jun 2026 13:04:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1216024 ภาพข้อความ: การคัดกรอง ‘คนจน’ ที่สมบูรณ์ ‘ไม่มีจริง’ แต่รัฐไม่ควรละเลย ‘ปัญหาตกหล่น’

นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ […]

The post นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีจริง’ แต่รัฐไม่ควรละเลยปัญหาตกหล่น แนะใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ กับเด็ก ใช้ระบบ ‘ลูกผสม’ กับผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความ: การคัดกรอง ‘คนจน’ ที่สมบูรณ์ ‘ไม่มีจริง’ แต่รัฐไม่ควรละเลย ‘ปัญหาตกหล่น’

นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีจริง’ แต่ย้ำรัฐไม่ควรละเลยปัญหาตกหล่น พร้อมแนะรัฐควรใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ ในกลุ่มเด็กเล็ก และใช้ระบบ ‘ลูกผสม’ สำหรับผู้สูงอายุ ควบคู่การใช้ข้อมูลสถิติจัดสรรงบประมาณรายพื้นที่ แก้ปัญหา ‘พื้นที่คนจนมากได้เงินน้อย พื้นที่คนจนน้อยได้เงินมาก’

 

 
 

จากกรณีเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำหนดว่าหากบุตรนำชื่อพ่อแม่ไปยื่นขอลดหย่อนภาษี จะส่งผลให้พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิ์ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม วันนี้ (8 มิถุนายน) ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ระบบการคัดกรองที่ใครควรได้รับการช่วยเหลือ ใครจนหรือไม่จน ไม่เคยทำได้สมบูรณ์แบบ หรือแม้กระทั่งใกล้สมบูรณ์แบบ (Perfect or Near-Perfect Targeting) ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้

 

ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า ระบบการคัดกรองดูว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือในทุกโครงการทั่วโลกยังคงมี Exclusion Error (การตกหล่น) และ Inclusion Error (การรั่วไหล) ในสูงระดับหลายสิบเปอร์เซนต์เสมอ

 

นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบคัดกรองในปัจจุบัน แม้จะมีการนำฐานข้อมูลหลากหลายแหล่งมาเชื่อมโยงกัน หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย แต่สามารถลดความผิดพลาดได้เพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และที่สำคัญคือเกือบทุกระบบมักมีการแลกเปลี่ยน (Trade-off) เสมอ

 

“เกือบทุกครั้งจะมี trade-off ว่าลด error หนึ่งจะทำให้อีก error หนึ่งสูงขึ้น เช่นกรณีลดหย่อนพ่อแม่นี้ จะลดรั่วไหลได้ แต่จะเพิ่มการตกหล่น” ดร.สมชัยกล่าว

 

แนะรัฐใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ กับเด็กและ ‘ลูกผสม’ กับผู้สูงอายุ

 

ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า ระหว่างที่รอ Near-Perfect Targeting ซึ่งรอมาหลายทศวรรษและไม่รู้เมื่อไรจะมีได้ เราจะออกแบบนโยบายสาธารณะอย่างไรว่านโยบายไหนควรเป็นแบบเจาะจง (Targeting) และแบบไหนควรเป็นแบบถ้วนหน้า เนื่องจาก นโยบายถ้วนหน้ามีข้อดีคือการตกหล่นเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ แต่การ ‘รั่วไหล’ ก็สูงสุดและใช้งบประมาณมากสุด จึงควรใช้วิธีนี้สำหรับนโยบายที่การตกหล่นมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด

 

ดร.สมชัยจึงเสนอว่า นโยบายการดูแลเด็กและเยาวชนควรเป็นแบบถ้วนหน้า เพราะ (1) เด็กเป็นอนาคตของประเทศจึงการตกหล่นมีต้นทุนสูงมาก (2) เด็กมีจำนวนลดลงเร็วมาก ต้นทุนการ ‘รั่วไหล’ ถ้าใช้แบบถ้วนหน้าจะไม่มากและลดลงเรื่อย ๆ

 

ส่วนนโยบายอื่นที่แม้จะสำคัญเช่นกัน ดร.สมชัยมองว่า ควรเป็นแบบ ‘ลูกผสม’ เช่นเบี้ยผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันเป็นแบบถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2552 แต่มีการเรียกร้องให้เพิ่มเบี้ยให้มากกว่านี้มาก เช่นเป็น 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน (ประมาณเส้นความยากจน ซึ่งจะใช้งบประมาณหลายแสนล้าน) ควรเป็นแบบลูกผสม คือคงความเป็นถ้วนหน้าที่ระดับผลประโยชน์เท่าหรือมากกว่าปัจจุบัน (600-1000 บาทต่อเดือน) เพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันการตกหล่นของคนแก่ยากจน (ซึ่งชีวิตน่าสงสารมากถ้าตกหล่นแบบไม่ได้ซักบาท) แล้วไปเพิ่มให้คนแก่ยากจนเป็นพิเศษจนใกล้ 3,000 หรือต่ำกว่าเล็กน้อย โดยยอมให้มีการคัดกรองในส่วนเพิ่มนี้ที่อาจจะเข้มงวดหน่อย เพื่อให้แน่ใจว่าภาระงบประมาณไม่สูงเกิน ในขณะที่การตกหล่นจากการคัดกรองที่จะยังมีอยู่ (ดูข้อ 1 และ 2 ข้างต้น) จะไม่ก่อความเสียหายมากนักเพราะยังได้ถ้วนหน้าระดับพื้นฐานรองรับอยู่ ไม่ใช่ไม่ได้เลยซักบาท

 

แนะ 5 วิธีรัฐบาลแก้ ‘ตกหล่น’

 

ดร.สมชัยระบุต่อว่า รัฐบาลปัจจุบันดูจะเน้นเรื่องการลดการรั่วไหลมากเป็นพิเศษ คงเพราะห่วงภาระงบประมาณ แต่ไม่อยากให้ละเลยปัญหาตกหล่น

 

“ไม่อยากให้ละเลยปัญหาตกหล่น รัฐบาลบอกว่าจะมีนโยบายแก้ปัญหาการตกหล่นตามมา คาดว่าจะใช้ฐานข้อมูลคนยากจนและเปราะบางจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. ซึ่งคงต้องรอดูรายละเอียดต่อไป”

 

ดร.สมชัยจึงเสนอให้คนออกแบบมาตรการแก้ตกหล่น ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งในไทยและในต่างประเทศด้วยว่าควรใช้วิธีใดที่เหมาะที่สุดกับบริบทไทย

 

ดร.สมชัยเสนอต่อว่า การแก้ปัญหาตกหล่น อาจใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน

 

  • การใช้ฐานข้อมูลคนยากจนและเปราะบางแบบที่รัฐบาลกำลังจะทำ
  • เอาข้อมูลจาก 1 เพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูลที่เจ้าตัวมารายงาน อย่างที่รับจดทะเบียนอยู่ตอนนี้
  • ส่งข้อมูลให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีคนจนตัวจริงตกหล่นไม่อยู่ในรายชื่อใน 2 หรือไม่ ถ้ามีให้เพิ่มเข้ามา โดยอาจมีการตรวจสอบจากหน่วยราชการกลางในลักษณะ Spot Check ว่าจนจริง เมื่อแน่ใจว่าจนจริง ก็สรุปเพิ่มเข้ามาเลย
  • ต้องไม่ไปบอกให้เขามาจดทะเบียนเอง แบบที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ เพราะคนตกหล่นจำนวนไม่น้อยตกหล่นเพราะเขาไม่กล้าหรือไม่สะดวกมาจดทะเบียน เรื่องนี้ต้องทำแบบ Active ไม่ใช่ Passive
  • กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ข้อ 1-4 ต้องหมั่นทำทุกปี หรือถ้าบ่อยกว่านั้นได้จะยิ่งดี เพราะสถานะความยากจนอาจเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่คิด

 

แนะใช้ข้อมูลสถิติจัดสรรงบประมาณรายพื้นที่

 

ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า อีกข้อเสนอหนึ่งที่เคยเสนอเกือบ 20 ปีแล้วเช่นกัน (และเจอทีหลังว่ารัฐบาลจีนใช้อยู่) คือการใช้ข้อมูลการสำรวจที่ตรงตามหลักสถิติ เช่นของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมด้วยในการจัดสรรงบประมาณไปถึงคนจน คนเปราะบาง โดยใช้ข้อมูลแบบนี้ในการกำหนดงบประมาณรายพื้นที่ เพราะแม่นยำเชิงพื้นที่กว่าทุกวิธีที่พูดถึงมาทั้งหมด แล้วค่อยใช้ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ในการจัดสรรงบประมาณ ‘ภายใน’ พื้นที่ ซึ่งสภาพัฒน์เคยรายงานว่าการใช้งบประมาณแก้จนของเราไม่ว่าจะผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือ TPMAP มีความบิดเบี้ยวในระดับพื้นที่ คือพื้นที่คนจนมากได้เงินน้อย พื้นที่คนจนน้อยได้เงินมาก

The post นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีจริง’ แต่รัฐไม่ควรละเลยปัญหาตกหล่น แนะใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ กับเด็ก ใช้ระบบ ‘ลูกผสม’ กับผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน https://thestandard.co/ev-fire-thailand-hub-law-tech/ Tue, 26 May 2026 06:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1211033 ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสา […]

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก แต่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังมีโจทย์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภค

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

กรณีของ ‘Volvo’ ในไทย ยิ่งสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาด EV วันนี้ อาจไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายหรือเทคโนโลยี แต่สังคมกำลังตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย

 

โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเร่งตัวเองสู่ ‘ฮับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค’ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ ฝันใหญ่ของไทยครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากแค่ไหน แต่คือ ไทยพร้อมหรือไม่? กับบททดสอบอุตสาหกรรม EV ที่ ‘ซับซ้อน’ กว่ารถยนต์สันดาปแบบเดิม

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 1

 

EV ไทยโตแรง แต่ ‘กฏหมาย-มาตรฐาน’ ยังวิ่งตามไม่ทัน

 

ณัฐพร บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับวิกฤตซากแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยกำลัง ‘เร่งตัว’ อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและนโยบายผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

แต่เบื้องหลังภาพของ ‘พลังงานสะอาด’ อย่ามองรถ EV แค่สะอาดตอนใช้ แต่ความเสี่ยงแบตเตอรี่ และซากขยะ มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการซากแบตเตอรี่ และกฎหมายที่ยังตามเทคโนโลยียังตามไม่ทัน

 

ปัจจุบันไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถ EV ตามเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากภาคขนส่งและภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ

 

“เราเห็นยอดจดทะเบียนรถ EV เติบโตเร็วมาก เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12.56% ภายในเวลาไม่กี่ปี มูฟเมนต์ยอดจองรถ EV ยอดขายในงานมอเตอร์โชว์” ณัฐพร กล่าว

 

แต่หากดูตัวเลขสัดส่วนการเติบโต ถือว่ายัง ‘กระจุกตัว’ อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รย.) ขณะที่รถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังเติบโตต่ำกว่าที่ควร แม้จะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันและปล่อยมลพิษสูง

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ TDRI ตั้งข้อสังเกต คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจไม่ได้ ‘สะอาดจริง’ หากระบบผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“ถ้าไฟฟ้าที่เอามาชาร์จ EV ยังมาจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ มันอาจเป็นแค่การย้ายบัญชีการปล่อยคาร์บอน จากภาคขนส่งไปอยู่ภาคพลังงานเท่านั้นหรือไม่”

 

โดย Green Transition ต้องเป็น ‘Sustainable Transition’ ด้วย ไม่ใช่สะอาดเฉพาะปลายทางการใช้งาน แต่สร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 2

 

ไทยยังใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ EV เดิม แต่โลกไปไกลแล้ว

 

ด้าน อติชาติ โรจนกร เป็นนักวิชาการด้านนโยบายพลังงานและนักวิจัยของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ กรรมการบริหารของ สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) (Thailand Energy Storage Technology Association) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า ไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยรถ EV โดยใช้ มอก. 3026-2563 ซึ่งอ้างอิงจาก UNR100 Revision 2 (สำหรับรถยนต์) และ มอก. 2952-2561 อ้างอิง UNR136 (สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า)

 

แต่ปัญหาคือ ไทยยังใช้มาตรฐาน UNR100 Revision 2 ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปขยับไปใช้ Revision 3 แล้ว และจีนกำลังใช้มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

“Revision 3 จะเพิ่มระบบ Active Safety เช่น ระบบ BMS (Battery Monitoring/Management System) ที่สามารถแจ้งเตือนก่อนแบตเตอรี่เกิด Thermal Runaway หรือไฟไหม้” อติชาติ กล่าว

 

ขณะที่จีนมีมาตรการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle (NEV) Battery Recycling Policy) มี digital identity ซึ่งมีผล 1 เมษายน 2569 และกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบการเก็บคืนและรีไซเคิลผ่านระบบติดตาม Traceability Platform

 

ล่าสุดยังมีมาตรฐานใหม่ของจีนจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ กำหนดว่า หลังเกิดความเสียหาย แบตเตอรี่ต้องไม่ลุกไหม้หรือระเบิดภายใน 2 ชั่วโมง

 

“ไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานให้ทันเทคโนโลยี และไม่ควรยึดติดว่ามาตรฐานใดมาจากประเทศไหน หากช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้”

 

บทเรียนไฟไหม้รถ EV กำลังสะท้อน Ecosystem พฤติกรรมผู้ใช้

 

อติชาติ ระบุถึงว่า บทเรียนสาเหตุไฟไหม้รถ EV กรณีเคสดังล่าสุดว่า แม้ไม่อาจทราบถึงปัญหาที่แน่ชัด แต่หากมองภาพปัญหา อาจเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งไม่ได้เกิดจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบชาร์จไฟ และพฤติกรรมการใช้งาน

 

เช่น การใช้หัวชาร์จไม่ได้มาตรฐาน การชาร์จด้วยกำลังไฟสูงเกินกว่ารถรองรับ หรือการนำรถไปชาร์จกับระบบไฟบ้านเก่าที่ไม่รองรับโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่

 

อธิชาติ ยกตัวอย่างว่า บ้านจำนวนมากในไทยยังเป็นระบบไฟเก่า แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยซื้อรถ EV มาแล้วเสียบชาร์จกับปลั๊กบ้านทันที

 

“คืนแรกที่ชาร์จรถ EV ในบ้าน คือคืนวัดใจของระบบไฟบ้านกันทีเดียว”

 

ฉะนั้น หลายกรณีที่เกิดเพลิงไหม้จริง อาจไม่ได้เกิดจากตัวรถโดยตรง แต่เกิดจากระบบไฟหรืออุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
11 ก.ค. 2567 | 10:57
เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง
26 ต.ค. 2566 | 19:36
ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน
18 พ.ค. 2569 | 13:29
ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง
25 มี.ค. 2564 | 19:53

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ’Data Transparency’ หรือความโปร่งใสด้านข้อมูลแบตเตอรี่ โดยปัจจุบันข้อมูลสุขภาพแบตเตอรี่และระบบควบคุมต่างๆ อยู่ในมือผู้ผลิตรถเป็นหลัก ผู้บริโภคหรือหน่วยงานอิสระยังเข้าถึงข้อมูลได้จำกัด

 

“วันนี้ค่ายรถเป็นทั้งผู้ถือข้อมูล และเป็นคนอธิบายว่าตัวเองผิดหรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐควรมี ‘หน่วยงานกลาง’ บูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบตเตอรี่และเหตุเพลิงไหม้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรม EV ในระยะยาว”

 

‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ กับทางแพร่งอุตสาหกรรม EV ไทย

 

เหตุการณ์รถ EV ไฟไหม้ไม่ควรถูกใช้เพื่อสร้างความตื่นตระหนก หรือผลักให้สังคมย้อนกลับไปใช้รถน้ำมัน แต่ควรเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ

 

ทั้งการอัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับการขนส่งแบตเตอรี่ การดูแลซากแบตเตอรี่หลังหมดอายุ และการสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส

 

“คำถามไม่ใช่ว่า EV ดีหรือไม่ดี แต่คือไทยพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับเทคโนโลยีที่กำลังโตเร็วกว่ากฎหมาย”

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ในไทยยังไม่ใช่มาตรฐานบังคับโดยตรง

 

ณัฐพรกล่าวว่า ปัจจุบันกรณี แบตเตอรี่ Power Bank ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ยังถูกบังคับให้ต้องมีมอก. แต่แบตเตอรี่รถ EV ซึ่งมีขนาดใหญ่และความเสี่ยงสูงกว่า กลับใช้วิธี ‘บังคับอ้อม’ ผ่านเงื่อนไขการจดทะเบียนรถ

 

“Power Bank ยังเป็น มอก.บังคับ แต่แบตรถ EV ที่ใหญ่กว่าและเสี่ยงกว่า กลับยังไม่ใช่”

 

ไทยควรยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ให้เป็นมาตรฐานบังคับสำหรับรถทุกประเภท รวมถึงรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถที่ไม่ต้องจดทะเบียน

 

ซากแบตเตอรี่ EV ‘ระเบิดเวลา’ ลูกใหม่ของไทย

 

นอกจากประเด็นความปลอดภัยระหว่างใช้งาน นักวิชาการยังเตือนถึง ‘ภูเขาซากแบตเตอรี่’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ EV มีอายุเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี แต่ในความเป็นจริงอาจเสื่อมเร็วกว่านั้น โดยเฉพาะรถใช้งานหนัก รถน้ำท่วม หรือรถที่เกิดอุบัติเหตุ รถที่ไม่อยู่ในระบบมีอีกมาก

 

ณัฐพร ระบุว่า ไทยยังไม่มี Roadmap ชัดเจนในการจัดการซากแบตเตอรี่ EV ทั้งระบบ ทั้งการติดตาม การรีไซเคิล และความรับผิดชอบของผู้ผลิต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 3

 

“ยุโรปมี Battery Passport (EU Battery Regulation) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงการรีไซเคิลและการใช้วัสดุหมุนเวียน แต่ไทยยังไม่มีแม้แต่ฐานข้อมูลซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจน”

 

หากไม่มีระบบจัดการที่ดี ไทยอาจเผชิญปัญหาขยะอันตรายขนาดใหญ่ในอนาคต เพราะแร่สำคัญในแบตเตอรี่ EV เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ล้วนเป็นสารที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและไทยพึ่งพาการนำเข้า 100% ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความปั่นป่วนของนโยบายโดนัล ทรัมป์ ที่แสวงหาแหล่งผลิตแร่หายาก ซึ่งอนาคตอาจหายาก แพง และไม่แน่นอน

 

“เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

พร้อมเสนอให้ไทยใช้กฎหมาย ‘EPR’ (Extended Producer Responsibility) ยึดหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้ผู้ผลิตต้องรับคืนและจัดการซากแบตเตอรี่ที่ขายออกไป

 

“อย่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อนค่อยแก้มาตรฐาน ไม่อยากให้รัฐสะดุดขาตัวเอง”

 

นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่า ปัญหาสำคัญของไทย คือ “เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย ตอนนี้เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

ดังนั้นหลังจากนี้ เสนอให้รัฐเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย EV เพิ่มความโปร่งใสด้านข้อมูล ตรวจสอบได้

 

ขอให้คณะทำงานบอร์ด EV ซึ่งมีหลายหน่วยงาน อาทิ BOI กระทรวงอุตสาหกรรม มองถึงประเด็นนี้ให้มากขึ้น และวางระบบจัดการซากแบตเตอรี่ครบวงจร ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

 

พร้อมย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่การต่อต้าน EV แต่คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ปลอดภัยและยั่งยืนจริง

 

“อย่าให้ EV สะอาดแค่ตอนใช้ แต่สกปรกตอนจบ แล้วกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต” ณัฐพร กล่าว

 


ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 4

 

กูรูยานยนต์มองบทพิสูจน์ ‘ความเชื่อมั่น’ แบรนด์

 

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า สืบเนื่องจากกรณีรถยนต์วอลโว่ รุ่น EX30 (รถยนต์ไฟฟ้า) และ XC 60 (รถปลั๊กอินไฮบริด) เกิดเหตุไฟไหม้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นกับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

“ผมมองว่าเป็นการเรียกความเชื่อมั่นการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเมื่อมีปัญหาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทางบริษัทวอลโว่ ก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการแก้ปัญหาประกาศเรียกรถในประเทศไทยทั้งหมด 1,668 คัน เพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ โดยจะเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นไปทันที ชี้ให้เห็นว่า ไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาเกิดนาน”

 

กรณีความกังวลประเด็นสังคม อยากให้นิติบุคคล หรืออาคารต่างๆ นึกถึงข้อเท็จจริงด้วย ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ไม่มีรถไฟฟ้า ในส่วนของรถน้ำมันก็เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้

 

“เรื่องนี้เกิดความบกพร่องขึ้นได้ ไม่ได้เกิดแค่ประเทศไทย ประเทศอื่นก็มี สิ่งสำคัญ คือ เกิดเหตุแล้วแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วหรือไม่”

 

รู้จัก Volvo จากรถหรูสวีเดนสู่ลมใต้ปีกทุนจีนค่าย Geely

 

แรกเริ่มเดิมที Volvo เป็นรถยนต์สัญชาติสวีเดน และต่อมาก็มี Ford เป็นเจ้าของและถือหุ้นใหญ่ เคยเป็นบริษัทแม่และเจ้าของแบรนด์รถยนต์ Volvo (ในส่วนธุรกิจรถยนต์นั่ง)

 

โดยฟอร์ดได้ซื้อกิจการมาในปี 1999 แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจขายกิจการ Volvo ให้กับกลุ่มบริษัท Geely ค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เข้ามาถือหุ้น ในปี 2010

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 5

 

กระทั่งปี 2019 Volvo พัฒนา EX40 เป็นรถ SUV ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรก ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจาก XC40 ที่ขายดีที่สุด และเป็นวอลโว่รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบสาระบันเทิงแบบใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบแอนดรอยด์

 

ขณะที่ พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีหนังสือแจ้งมาตรการเชิงป้องกันกรณีแบตเตอรี่อาจเกิดความร้อนสูง

 

“หากชาร์จเกิน 70% ของความจุแบตเตอรี่ พร้อมแจ้งลูกค้าให้ปรับการชาร์จไม่เกิน

 

70% เป็นการชั่วคราว”

 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ระงับการจำหน่าย Volvo EX30 ชั่วคราว และมีผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องทุกข์ที่ สคบ. แล้ว 45 ราย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เริ่มดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้า Volvo EX30 ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยตั้งเป้า 3 เดือนเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ลูกค้า EX30 ครบทุกคัน

 

ภาพ: Shutterstock AI, Marcelo.mg.photos, wasanajai/ Shutterstock

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก https://thestandard.co/thailand-unlocks-8-foreign-investment-sectors/ Thu, 14 May 2026 05:45:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1207099 ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้กฎหมา […]

The post ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว ปลดล็อก 8 ธุรกิจให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตนั้น มีการรายงานข่าวออกมาจากแวดวงภาคธุรกิจว่า เหตุผลสำคัญหนึ่งน่าจะมาจากการที่ทีมไทยแลนด์ซึ่งมีศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีม อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในประเด็นที่ประเทศไทยกำลังถูกสหรัฐฯ ไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐฯ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษีเพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจากมาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’ ดังนั้นการแก้กฎหมายดังนี้เพื่อเป็นการเปิดทางเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขแลกดีลภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ทำได้ง่ายขึ้น

 

เปิดมติ ครม. แก้กฏหมายปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนสะดวกขึ้น

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวมทั้งอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ….

 

ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขประเภทธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2556

 

โดยยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด เป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

 

ขณะที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่

 

  • ธุรกิจบริการโทรคมนาคม
  • ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
  • ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ
  • ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน และเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท
  • ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม
  • ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

 

ทั้งนี้ กำหนดให้เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

 

พาณิชย์แจงปมแก้ กม.ต่างด้าว ปลดล็อก 8 ธุรกิจย้ำแค่ ‘ลดความซ้ำซ้อน’ ดึงดูดการลงทุน ไม่ใช่การเปิดเสรี

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตให้ 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ ยืนยันไม่ใช่การเปิดเสรีแบบไร้การควบคุม แต่เป็นการ ‘ลดความซ้ำซ้อน’ ของขั้นตอน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว หวังยกระดับความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงเข้าไทย

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” อธิบายถึงที่มาที่ไปของมติ ครม.ดังกล่าวว่า การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในไทยนั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีบัญชีแนบท้าย 3 บัญชี โดยกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการต้องทบทวนประเภทธุรกิจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ 2 ด้าน คือการส่งเสริมดึงดูดการลงทุน และการกำกับดูแลธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ล่าสุดได้มีการประเมินและเห็นสมควรให้นำ 8 ธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้ายที่ 3 คือกลุ่มธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ซึ่งปกติจะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการฯ

 

ไม่ใช่ปลดล็อกเสรี แต่หั่นขั้นตอนลดความซ้ำซ้อน

 

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ‘ไม่ได้เป็นการเปิดเสรี หรือปลดล็อกใดๆ แต่เป็นเพียงการลดความซ้ำซ้อนและลดขั้นตอนเท่านั้น’

 

สาเหตุเป็นเพราะธุรกิจทั้ง 8 ประเภทนี้ ล้วนมีหน่วยงานภาครัฐเฉพาะด้านเป็นผู้กำกับดูแล และมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจโทรคมนาคม ต้องขออนุญาตจาก กสทช.
  • ศูนย์บริหารเงิน ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • การขุดเจาะปิโตรเลียม ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน
  • การให้กู้ยืมเงิน ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 1

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

ที่ผ่านมากระบวนการทำงานมีความซับซ้อน กล่าวคือนักลงทุนต่างชาติจะต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทางให้ผ่านก่อน จากนั้นจึงนำใบอนุญาตนั้นมายื่นขอใบประกอบธุรกิจคนต่างด้าวกับกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งเมื่อกระทรวงพาณิชย์เห็นใบอนุญาตจากหน่วยงานตรงแล้ว ก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้นอกจากต้องอนุญาตตาม การแก้กฎหมายในครั้งนี้จึงเป็นการตัดขั้นตอนที่ต้องมาขออนุญาตซ้ำซ้อนกับกระทรวงพาณิชย์ออกไป โดยต่างชาติเพียงแค่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ในขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเท่านั้น

 

ดึงดูดเม็ดเงิน-ยกระดับ Ease of Doing Business

 

เป้าหมายสำคัญของการปรับลดขั้นตอน คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางประเมินของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ดีและมีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อันจะนำไปสู่การจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศในระยะยาว

 

นอกเหนือจาก 8 ธุรกิจดังกล่าวแล้ว ครม. ยังได้พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาอีก 1 ฉบับ ที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างด้าวสามารถเข้ามาทำธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าผ่านศูนย์ซื้อขาย หรือตลาด TFEX ได้

 

พูนพงษ์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยจะเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาด ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อขายกระดาษ (ออเดอร์) และรองรับการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริงในคลังสินค้าได้ด้วย การแก้กฎหมายในส่วนนี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือเพื่อลดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนการขออนุญาตนั่นเอง

 

การขยับตัวของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการทลายข้อจำกัดที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ทางเอกสาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก ท่ามกลางภาวะที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) อย่างดุเดือด

 

‘อนุทิน’ ชี้แจงเป็นการแก้กฎหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อน ระบุต่างชาติยังต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต

 

ขณะที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวระบุว่า เป็นการลดขั้นตอนตามนโยบายลดความซ้ำซ้อน เช่น หากเป็นคนต่างชาติจะขอประกอบธุรกิจในไทย จะต้องขออนุญาตที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปขอซ้ำที่กระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งเป็นดำริของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะมันซ้ำซ้อน กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่จดทะเบียนการค้าให้ ส่วนใบอนุญาตจะไปทำธุรกิจต่าง ๆ หน่วยงานที่เป็นเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก็ไปดำเนินการได้เลย

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 2

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

แต่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคงแถลงสั้นและสรุปข่าวว่า คนต่างชาติมาประกอบธุรกิจที่เมืองไทยไม่ต้องขอใบอนุญาต อันนี้ไม่ใช่ ต้องขออนุญาต ยืนยันว่าไม่ใช่เลย เพราะต้องไปขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต โดยไม่ต้องไปขอใบอนุญาตที่กระทรวงพาณิชย์ เราพยายามลดขั้นตอนความซ้ำซ้อน พยายามให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายอำนวยความสะดวกตนต้องขออภัยด้วย

 

หนุนเปิดเสรี ‘โทรคมนาคม’ แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก

 

ล่าสุด ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยประเมินว่า มาตรการดังกล่าวมีทั้งข้อดีที่ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็จำเป็นต้องมีมาตรการดูแลธุรกิจในประเทศควบคู่ไปด้วย เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีบริบทและผลกระทบที่แตกต่างกัน

 

หนุนหลักการเปิดรับต่างชาติ เพื่อกระตุ้นการแข่งขันในระยะยาว

 

ดร.นณริฏ ให้ความเห็นในเชิงวิชาการว่า โดยหลักการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใด ประโยชน์สูงสุดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตลาดมีการแข่งขัน การปิดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาแข่งขันเลย ย่อมส่งผลให้การแข่งขันในประเทศลดน้อยลง ดังนั้น ในระยะยาวจึงเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เห็นการแข่งขันเกิดขึ้นในทุกๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้นั้น ‘ต้องมีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน’ ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงและอาจไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติได้

 

สาเหตุหลักเป็นเพราะต่างชาติที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุน มักเป็นบริษัทชั้นนำที่เก่งในประเทศของตนเอง และมีความพร้อมอย่างมากทั้งในด้านเทคโนโลยีและสายป่านทางการเงิน ดร.นณริฏ จึงเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องมองข้ามช็อตไปถึงการแข่งขันในระยะยาว ไม่ใช่เปิดเสรีแล้วปล่อยให้เกิดการผูกขาดโดยต่างชาติ เพราะหากเปิดตลาดแล้วธุรกิจไทยต้องล้มหายตายจากไปจนหมด ตลาดก็จะตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ และท้ายที่สุดก็จะไม่เกิดการแข่งขันตามเป้าหมายที่วางไว้

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 3

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ด้วยเหตุนี้ การปลดล็อกทั้ง 8 ธุรกิจจึงต้องพิจารณาในรายละเอียดเชิงลึกว่า สถานการณ์ปัจจุบันของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร และจุดที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน ดร.นณริฏ ได้ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 2 กลุ่ม ได้แก่

 

  • อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ควรเปิดรับการแข่งขัน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันกลับมีผู้เล่นหลักเหลือเพียง 2 ราย ซึ่งเริ่มสะท้อนภาพของการขาดการแข่งขัน ดังนั้น หากเปิดให้ต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมได้ ก็จะช่วยให้เกิดภาพการแข่งขันในระยะยาวที่ดีขึ้น
  • อุตสาหกรรมภาคการเงิน อาจต้องสงวนสิทธิ์ไว้ก่อน ซึ่งในทางกลับกัน ธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดการเงิน เป็นธุรกิจที่อาศัยเงินทุนสูง ‘ยิ่งหนายิ่งได้เปรียบ’ หากต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนการเงินระดับโลกจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีต้นทุนการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งมาก ธุรกิจไทยต่อให้เก่งแค่ไหนก็อาจจะสู้ในเรื่องของสเกล (Scale) ไม่ได้ ดังนั้น การปิดกั้นหรือปกป้องธุรกิจภาคการเงินเอาไว้ก่อน อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนต่างชาติ

 

ดร.นณริฏ ได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของนโยบายนี้ เราต้องการเห็นการแข่งขันที่ยั่งยืน

 

“อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการแข่งขันได้และเป็นการแข่งขันที่ยั่งยืน ไม่ใช่ว่าแข่งขันในระยะสั้น พอเข้ามาเสร็จปุ๊บ ธุรกิจไทยหายตายจากไป เหลือแค่ต่างด้าวมาครองตลาด อันนี้เราก็ไม่อยากเห็นครับ” ดร.นณริฏ ระบุทิ้งท้าย

 

‘สฤณี’ มองช่วยลดความซ้ำซ้อน หนุนอันดับ Ease of Doing Business แต่แนะสังคมจับตา ‘หน่วยงานกำกับดูแล’

 

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth โดยมองว่ามติดังกล่าวเป็นผลดีในการลดความซ้ำซ้อนของข้อกฎหมาย แต่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่สังคมต้องหันมาจับตาตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะด้านให้มากขึ้น

 

สฤณี ระบุว่า ในตอนแรกข่าวที่ออกมาอาจทำให้หลายคนสับสนว่าต่างชาติไม่ต้องขออนุญาตใดๆ เลย แต่แท้จริงแล้วเป็นการยกเว้นเฉพาะในส่วนของการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เท่านั้น ซึ่งโดยรวมถือเป็นเรื่องที่ดีและช่วยขจัดความซ้ำซ้อน เนื่องจาก 8 ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น ล้วนเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนและมีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะคอยควบคุมอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมกำกับโดย กสทช., ธุรกิจหลักทรัพย์กำกับโดย ก.ล.ต. หรือศูนย์บริหารเงินที่กำกับโดย ธปท. การปลดล็อกนี้จะช่วยให้ชาวต่างชาติไม่ต้องวุ่นวายกับการขอใบอนุญาตซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงาน และให้ไปขออนุญาตที่หน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงเพียงแห่งเดียว

 

ในเชิงผลประโยชน์ของประเทศ การลดความซ้ำซ้อนนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อการประเมินอันดับ Ease of Doing Business (ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ) ของไทยให้ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุน รวมถึงอาจส่งผลดีต่อเนื่องไปยังการยื่นสมัครเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เนื่องจากความสะดวกในการประกอบธุรกิจถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 4

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน

 

กฎหมายต่างด้าวคือ ‘ล็อกชั้นที่ 2’ ที่อาจไม่จำเป็น

 

สำหรับข้อกังวลในสังคมถึงความเสี่ยงต่างๆ สฤณี อธิบายว่า คำตอบของเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ ความมั่นใจในประสิทธิภาพการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเราไม่ไว้ใจหน่วยงานอย่าง ธปท., กสทช. หรือ ก.ล.ต. สังคมก็อาจจะกังวลและคาดหวังให้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเหมือน ‘ล็อกชั้นที่ 2’ ที่ช่วยบันทึกข้อมูลและตรวจสอบเอาผิดกรณีการตั้งนอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม การคงล็อกชั้นที่ 2 ไว้กลับสร้างความยุ่งยากซ้ำซ้อนให้กับผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจ ในมุมมองส่วนตัวของสฤณี มองว่าการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว และหากสังคมมีความกังวลเรื่องการควบคุมดูแล ก็ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปเรียกร้องประสิทธิภาพจากหน่วยงานเฉพาะด้านเหล่านั้นโดยตรงจะดีกว่า

 

ข้อสังเกต ‘ธุรกิจที่ 8’ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อาจไร้คนคุม

 

สฤณี ได้ตั้งข้อสังเกตถึงธุรกิจลำดับที่ 8 ที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งระบุถึงธุรกิจการเป็นตัวแทน ผู้ค้า หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า “ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546” โดยมองว่าถ้อยคำดังกล่าวสร้างความสับสน เพราะหากเป้าหมายคือการอำนวยความสะดวก ก็ควรระบุแค่ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ไปขึ้นตรงกับ ก.ล.ต. ก็น่าจะเพียงพอ การเขียนพ่วงท้ายว่าตัวแปรอ้างอิงไม่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ (เช่น อาจเป็นสินค้าเกษตรหรืออื่นๆ) ทำให้เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจกลุ่มนี้ และรัฐจะสามารถกำกับได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวล

 

ปัญหา ‘นอมินี’ และการแข่งขันที่อาจไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

 

ประเด็นเรื่องการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) หรือฟอกเงินนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่มีในทุกธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดแค่ 8 ธุรกิจนี้ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามยกระดับการตรวจจับนอมินี รวมถึงเอาผิดนักบัญชีที่เป็นตัวกลาง โดยเริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับมากขึ้น ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี

 

ส่วนในแง่การส่งเสริมการแข่งขัน สฤณีประเมินว่า การปลดล็อกครั้งนี้ อาจไม่ได้มีนัยสำคัญในการเพิ่มการแข่งขันหรือล้มการผูกขาดมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจโทรคมนาคม แม้จะปลดล็อกฝั่งกฎหมายต่างด้าว แต่ตราบใดที่ กสทช. ยังเป็นหน่วยงานกำกับดูแล การจะมีผู้ให้บริการรายใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กสทช. อยู่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการแก้ไขกฎหมายนี้

 

การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่สังคมควรหันมาติดตาม และ ‘จับตา’ หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่ง ว่าสามารถทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประกอบกิจการ ทั้งของชาวต่างชาติและคนไทย ได้อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

 

นักกฎหมายตั้งข้อสังเกต ทำไมประกาศกะทันหัน ห่วงกระทบธุรกิจคนไทย

 

ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ประเมินภาพ รวมว่ามีหลายเรื่องในการปลดล็อกครั้งนี้ที่เป็นสิ่งที่แวดวงนักกฎหมายรอคอยกันมานานและสมควรจะทำอยู่แล้ว เช่น การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสามารถค้ำประกันหนี้ของบริษัทย่อยในประเทศไทยได้ ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่การประกอบธุรกิจ จึงไม่ควรต้องเสียเวลาไปขออนุญาตตั้งแต่แรก

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือการเปิดกว้างใน ‘ธุรกิจบริการ’ บางประเภทที่อาจจะกว้างเกินไปและไม่มีความจำเป็นต้องเปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำแบบไร้เงื่อนไข เพราะหัวใจสำคัญของการควบคุมธุรกิจเหล่านี้คือการปกป้องธุรกิจของคนไทยที่อาจจะยังไม่มีความสามารถในการแข่งขันหรือต้องการเงินทุน หากจำเป็นต้องเปิด ควรมีเงื่อนไขกำกับ เช่น อนุญาตเฉพาะการให้บริการระหว่างบริษัทในเครือของต่างชาติด้วยกันเองเท่านั้น เพราะการเปิดโดยไม่มีเงื่อนไขเลยอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคนไทยได้จริง

 

จับตา ‘โทรคมนาคม’ ปลดล็อกสายฟ้าแลบ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

 

ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ‘ธุรกิจโทรคมนาคม’ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ถูกปกป้องมาอย่างยาวนานและมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ในอดีตกลุ่มทุนใหญ่ในไทยก็มีท่าทีปกป้องธุรกิจนี้อย่างหนักและไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ง่ายๆ

 

การที่รัฐบาลประกาศปลดล็อกแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างกะทันหัน โดยไม่มีการหารือล่วงหน้า (Sounding) ทำให้เกิดความประหลาดใจและตั้งข้อสงสัยถึงแรงกดดันเบื้องหลัง ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสันนิษฐานว่า การปลดล็อกครั้งนี้อาจมีปัจจัยหลายประการ ได้แก่

 

  • อาจเกิดจากแรงกดดัน (Pressure) จากสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป (EU)
  • อาจเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับธุรกรรม (Transaction) สำคัญบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • อาจเป็นการตีความกฎหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Data Center
  • อาจเป็นความตั้งใจบริสุทธิ์ของรัฐบาลที่อยากเปิดกว้างทางธุรกิจจริงๆ

 

หอการค้าไทยหนุนรัฐปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ ชี้ช่วยทลายผูกขาด

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า เห็นด้วยกับมติของ ครม. ในครั้งนี้ เนื่องจากทิศทางดังกล่าวเป็นไปตามกรอบสากลของการค้าเสรีที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ซึ่งการเปิดกว้างในส่วนนี้จะส่งผลดีอย่างยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการทำให้การเจรจาข้อตกลงต่างๆ ในเวทีโลก รวมถึงความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศมหาอำนาจและกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป สามารถดำเนินการพูดคุยเจรจาได้ง่ายและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อถามถึงข้อกังวลของสังคมที่ว่า การเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 8 ธุรกิจดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและผู้ประกอบการไทยหรือไม่ ดร.พจน์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกอบการในประเทศ

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 5

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

ดร.พจน์ กล่าวต่อว่า การปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ จะเป็นผลดีที่ช่วยลดการผูกขาดของตลาดในประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ดร.พจน์ ยังให้มุมมองเพิ่มเติมในตอนท้ายด้วยว่า แท้จริงแล้วเงื่อนไขการเปิดกว้างในธุรกิจเหล่านี้ เป็นข้อเสนอที่กลุ่มนักลงทุนและต่างชาติได้ร้องขอมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงดึงเรื่องหรือกั๊กนโยบายนี้ไว้มาโดยตลอด การตัดสินใจของภาครัฐในครั้งนี้จึงถือเป็นการปลดล็อกที่สอดรับกับบริบทของเวทีการค้าโลก

 

ASCO ระบุปัจจุบันธุรกิจหลักทรัพย์ในไทยเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว ไม่ได้มีการปิดกั้น

 

ส่วนพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTHต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ระบุว่า เบื้องต้นตนยังไม่เห็นรายละเอียดเชิงลึกของมติ ครม. ที่ออกมาล่าสุด

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงและธรรมชาติของธุรกิจหลักทรัพย์ในปัจจุบัน จะพบว่าประเทศไทยมีการเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว โดยไม่ได้มีการปิดกั้นแต่อย่างใด

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 6

พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO)

 

“จริงๆ แล้วธุรกิจโบรกเกอร์ มันสามารถเปิดโดยให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของในสัดส่วน 100% ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังคงต้องไปดำเนินการขอใบอนุญาต (License) ตามปกติ เหมือนกับที่โบรกเกอร์ไทยต้องขอใบอนุญาตเช่นกัน” พิเชษฐกล่าว

 

ภาพ: Ton Ponchai, alexkich / Shutterstock

The post ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ Fri, 08 May 2026 08:37:02 +0000 https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo […]

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 วงเสวนาหัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown การศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ดร. สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสนทนา ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

วางแผนการศึกษาแบบไหน ‘ใช่’ กับลูกที่สุด

 

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมการศึกษา และมุมมองด้านการวางแผนการเรียนให้กับบุตร โดย ดร. การดีมองว่า การเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีข้อดีสำคัญคือเรื่องภาษาต่างประเทศที่จะเรียนรู้ได้เร็ว และจะได้รับมุมมองของการเป็น Global Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงคาดหวังจากโรงเรียน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองถ่ายทอดให้ด้วย

 

ขณะที่ ดร. สันติธารมองในมุมกลับว่า โจทย์ของตนเองคือทำให้ลูกมีรากของความเป็นไทย เนื่องจากเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศมาตลอด จึงได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้โอกาสลูกสัมผัสสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่า การเรียนรู้คือระบบนิเวศที่มี 3 ส่วนประกอบกัน คือ โรงเรียน บ้าน และเพื่อน ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ดี

 

ด้านพริษฐ์มองว่า ตราบใดที่คำถามว่า ‘ยังต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่’ ถือเป็นความปวดใจ เพราะเป้าหมายของตนเองในทางการเมืองคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนสะดวกใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะจะสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมีคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเสนอแนวทางเฉพาะหน้า อย่างการส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ในโรงเรียนรัฐ และรัฐต้องช่วยผู้ปกครองให้มีสภาพที่เอื้อในการดูแลลูกอย่างเต็มที่

 

Future Ready Skill ที่ต้องมีวันนี้คืออะไร

 

ดร. สันติธารเปรียบเทียบความรู้ในยุคใหม่เสมือน 3 เครื่องดื่ม ประกอบด้วย ‘นม’ คือความรู้ ซึ่งหาง่ายและมีทั่วไป แต่หากอยู่นอกตู้เย็นจะบูดเร็ว เหมือนความรู้ที่ต้องอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ ต่อมาคือ ‘วิสกี้’ สุราที่ต้องบ่มนาน เหมือน Human-Centered Skills เช่น Critical Thinking, Empathy ที่ต้องฝึกซ้อม ทำแล้วทำอีกเป็นเวลานาน และ ‘น้ำเปล่า’ คือการสะท้อนตนเองว่าเป็นคนแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

ในปัจจุบันสิ่งที่มีประโยชน์คือวิสกี้และน้ำเปล่า เช่น หากลูกจะทำกิจกรรมเสริมอะไร มักจะตั้งคำถามก่อนว่า กิจกรรมนี้ได้วิสกี้หรือน้ำเปล่าอะไร ยกตัวอย่างหากเล่นบาสเก็ตบอล เล่นเก่งหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่า เขารู้จักแพ้ชนะหรือเปล่า เขาล้มแล้วลุกขึ้นยืนเป็นหรือไม่ เขารู้จักทีมเวิร์คหรือไม่

 

จากนั้น ดร. การดียอมรับว่า แม้จะมีความลำบากใจในฐานะของคุณแม่ที่ยังคงต้องทำงานในภาคเอกชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาเด็กยกข้อดีว่า การพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของคุณแม่จะส่งผลที่ดีต่อลูก โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกคือ ต้องทำให้ลูกรักการเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องเปิดประตูให้กับลูกให้เยอะที่สุด

 

การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองให้เยอะที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนชอบหรือไม่ชอบ ดีกว่าที่เขาไม่มีโอกาสได้ลองมากพอ และจะเกี่ยวข้องกับเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ไม่ประสบปัญหาว่า เลือกวิชาเรียนโดยไม่รู้ว่าเรียนไปเพราะอะไร หรือเลือกผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าลูกชอบอะไร นั่นคือต้องให้ได้ลองมากที่สุด และต้องเคารพในความชอบที่แตกต่างของลูก

 

ตามด้วยพริษฐ์ที่ให้แง่คิดเรื่องการเรียนเสริมหรือกวดวิชา โดยชี้ว่ามีเหตุผลหลักจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และอีกสาเหตุคือข้อสอบที่ออกไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน จึงกลับไปที่การแก้ไขคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ อีกทั้งรัฐควรสนับสนุนให้เด็กได้มีเวลาและโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่า ชอบหรืออยากทำอาชีพอะไร

 

หากมีโอกาสเช่นนั้น ก็จะช่วยให้เด็กมีไฟหรือความอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น แต่ทุกวันนี้หากไปถามเด็กจะเห็นว่า ตารางชีวิตแทบไม่มีอะไรที่เลือกเองได้เลย เพราะในโรงเรียนก็ต้องเรียนตามวิชาที่กำหนดไว้ และยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้


💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!
ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱
ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

 

🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)
📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่
👉 https://bit.ly/4wj3OzA

 

✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)
Talent Stage | Exhibition | Play Space

 

🎤 Main Stage
สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป
รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

 

🧠 Workshop
เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง
👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

 

หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง
Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม
ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

 

 

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/tdri-reveals-issues-surrounding-aots-impending-increase-in/ Thu, 07 May 2026 12:29:27 +0000 https://thestandard.co/tdri-reveals-issues-surrounding-aots-impending-increase-in/ TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อ […]

The post TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศในสนามบิน 6 แห่ง เป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ อ้างรองรับต้นทุนในอนาคต ‘ทั้งที่มีกำไรมหาศาล’ แต่ AOT ยังไร้การชี้แจงต้นทุนที่ชัดเจน จึงห่วงว่า การขึ้นค่าสนามบินที่ขาดความโปร่งใสเช่นนี้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคนไทย

 

 

การเดินทางไปต่างประเทศกำลังจะแพงขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ได้มีมติเห็นชอบให้ท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) ระหว่างประเทศใน 6 สนามบินหลัก ประกอบด้วย สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงราย จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้น 53% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งใหม่นี้นับว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในอดีตมีการปรับขึ้นจาก 500 บาทเป็น 700 บาทในปี 2550 และในอีก 7 ปีถัดมาหรือในปี 2567 ปรับเป็น 730 บาท เพื่อรองรับระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าบริการ PSC ของประเทศไทยมีอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละสนามบินตามลักษณะผู้ดำเนินการสนามบิน ซึ่งอัตราในประเทศจะต่ำกว่าอัตราระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเที่ยวบินในประเทศแต่อย่างใด

 

TDRI เปิดปม AOT ขึ้นค่าบริการทั้งที่มีกำไรมหาศาล แต่ยังไร้การชี้แจงต้นทุนที่ชัดเจน

 

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่บทความที่ระบุว่า AOT ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฎรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต

 

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของ AOT ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคน ถึง 290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 AOT มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท

 

TDRI ตั้งข้อสังเกตขึ้นค่า PSC อาจเพื่อชดเชยสนามบินในประเทศที่ขาดทุน

 

นอกจากนี้ TDRI ยังตั้งข้อสังเกตหากพิจารณาผลประกอบการรายสนามบินพบว่า สนามบินหลักอย่าง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่มีกำไรจากการดำเนินการ ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังคงประสบกับภาวะขาดทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจจะไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้ขาดทุน ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงทำให้มีกำไร รวมถึงอาจมีการพึ่งพารายได้ของเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยในส่วนที่สนามบินขาดทุนอีกทางหนึ่ง

 

ถอดบทเรียน การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบินทั่วโลก ทำอย่างไรถึงโปร่งใส

 

สนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ทั้งสนามบินที่ดำเนินการโดยรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจ/เอกชน (Privatization) เข้ามาบริหาร ส่วนรัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล ไม่ว่าสนามบินจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงานด้านอื่น ๆ เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างแข่งขันกันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการสนามบินมีโอกาสที่จะกำหนดราคาที่สูงเกินจริง หรือบริหารการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

 

ในต่างประเทศมักจะมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใสและชัดเจน ทั้งการติดตามผลการดำเนินงาน คุณภาพของบริการ และความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลการปรับราคา

 

ในสหราชอาณาจักร: การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบิน Heathrow อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Civil Aviation Authority (CAA) ซึ่งทบทวนเป็นระยะทุก 5 ปี

 

โดยข้อมูลสำคัญที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ต้นทุนการดำเนินงาน โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งบลงทุนและโครงการพัฒนาซึ่งจะพิจารณาทั้งแผนการลงทุนในอนาคตและความคืบหน้าของโครงการที่ได้ผูกพันไว้ ข้อมูลปัจจัยการเงินและฐานสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงตัวชี้วัดคุณภาพบริการอย่าง ระยะเวลารอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดพื้นที่ เป็นต้น

 

ข้อมูลเหล่านี้ CAA จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการ พร้อมทั้งจัดทำรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ

 

ในออสเตรเลีย: ใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่าสหราชอาณาจักร โดยเปิดให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) ที่ติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานของสนามบินอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้การให้บริการทั้งบริการการบินและรายได้เชิงพาณิชย์อื่น ๆ อัตรากำไรการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ความเพียงพอของสิ่งอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วในการจัดการผู้โดยสาร เป็นต้น (ACCC, 2025)

 

ดังนั้น แม้ ACCC จะไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

 

TDRI ห่วงกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคนไทย

 

เมื่อพิจารณากลับมายังประเทศไทย AOT เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้น 70%) และบริษัทจดทะเบียน อาจสร้างความท้าทายของการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจที่ต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ

 

แม้ว่า AOT จะได้นำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ครั้งที่ 3/2568 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร

 

นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการจะปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเช่นเดียวกัน ภาครัฐก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน

 

“การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน” ดร.สุเมธ องกิตติกุล และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าว

 

อ้างอิง:
https://tdri.or.th/2026/04/psc-policy-transparency/

The post TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์’ 1 ล้านล้าน คุ้มค่าจริงหรือ เมื่อตัวเลขเศรษฐศาสตร์จากสองหน่วยงานรัฐยังสวนทาง ? https://thestandard.co/land-bridge-economic-worth-conflict/ Tue, 05 May 2026 11:39:42 +0000 https://thestandard.co/land-bridge-economic-worth-conflict/ ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง

เมกะโปรเจกต์ ‘แลนด์บริดจ์’ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท กำล […]

The post ‘เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์’ 1 ล้านล้าน คุ้มค่าจริงหรือ เมื่อตัวเลขเศรษฐศาสตร์จากสองหน่วยงานรัฐยังสวนทาง ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง

เมกะโปรเจกต์ ‘แลนด์บริดจ์’ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทว่าคำถามที่ใหญ่กว่าการเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ คือความคุ้มค่าที่แท้จริง เมื่อตัวเลขและมุมมองจากสองหน่วยงานรัฐกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ด้านหนึ่งประเมินถึงศักยภาพในการร่นระยะเวลาและสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่อีกด้านกลับชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่คุ้มทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การผลักดันโปรเจกต์นี้อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อระบบนิเวศภาคใต้ที่ยังขาดการประเมินระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ตลอดจนความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ หากการประเคนสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดทุนข้ามชาติแปรสภาพพื้นที่ให้กลายเป็น ‘กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ’

 

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ชี้โอกาสและความเสี่ยงของโครงการแลนด์บริดจ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ โดยย้ำว่าต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานเดิม ระบุหน่วยงานรัฐขัดแย้งความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลประโยชน์ทับซ้อนคือทุจริตเชิงนโยบาย และหากวางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดีอาจกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงของมหาอำนาจ

 

โครงการแลนด์บริดจ์ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ และได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยกระทรวงคมนาคมได้ผลักดันเต็มที่ผ่านทางรัฐมนตรีคมนาคม อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 1ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 2

 

ที่มา : ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุว่าโครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้าจากการประหยัดต้นทุนและเวลา คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วันเมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา และสนข. ประเมินอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนเมื่อเทียบกับอัตราพื้นฐานของภาครัฐที่ 12% และประเมินว่าจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา

 

ผลศึกษาโครงการมูลค่าติดลบ-รายได้ไม่พอทำกำไร

 

ขณะที่รายงานของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้าม โดยสรุปภาพรวมว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง เนื่องจากใช้เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ครอบคลุมท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ระนองและชุมพร, รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และระบบท่อขนส่งพลังงาน

 

สิ่งนี้ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ( Net Present Value : NPV) ติดลบ เพราะเงินลงทุนมหาศาลต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ขณะที่รายรับทยอยมาในอนาคต

 

รายงานระบุว่า รายได้อาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจากการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา เพราะหากตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม นอกจากนี้ สินค้าส่วนใหญ่อาจเป็นเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่าไม่มากพอที่จะทำกำไร รวมถึงมีต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาในระดับโลก (World Class) ที่สูงมาก

 

เกิดความเสี่ยง ‘กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ’ ในมิติความมั่นคง?

 

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า เมื่อตัวโครงการไม่สามารถสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุน รัฐบาลก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไปแลกกับการลงทุน แต่สิทธิประโยชน์เหล่านี้ต้องไม่ทำให้พื้นที่บริเวณแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้กลายสภาพเป็น ‘กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ’ หรือเกิด ‘สิทธิสภาพนอกอาณาเขต’

 

หากรัฐบาลไปเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเช่าและถือครองที่ดิน 99 ปี, การพัฒนาที่ดินโดยยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับ, ตลอดจนการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ประเทศมหาอำนาจผ่านทุนข้ามชาติอาจบังคับใช้กฎหมายของตนเองเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในประเทศไทยได้ ซึ่งจะกลายเป็นความอ่อนไหวทางด้านการเมืองและความมั่นคง

 

 

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 3
ภาพ : สัดส่วนจำนวนเรือ จำแนกตามรูปแบบการเดินเรือ

ที่มา : ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องประเมินด้วย SEA

 

ผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของโครงการนี้สูงมาก โดยจะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร, พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อนขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศบริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร รวมถึงอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี

 

รายงานของสภาพัฒน์และจุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมามักทำเพียงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการประเมินภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง ประเด็นดังนี้

 

  • ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) มีความกังวลว่าเมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศและขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้
  • ความขัดแย้งกับชุมชน โดยคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง

 

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 4

ภาพ : รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี

 

ข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายและการศึกษาเพิ่มเติม

 

เนื่องจากผลการศึกษาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง รศ. ดร. อนุสรณ์ จึงเห็นควรว่าควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม รวมถึงควรเพิ่มเติมการศึกษาในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงจากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มูซ หรือสถานการณ์ที่อินโดนีเซียอาจเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาในอนาคต

 

ก่อนเดินหน้าการดำเนินการ จำเป็นต้องทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบาย และภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย โดยใช้ Open Data เพื่อส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Policy Design) ภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ

 

ทั้งนี้ โครงการนี้หากดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่มีการทุจริต จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทย พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า การยืนยันในหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องไม่ใช่เพียงวาทกรรม (Discourse) เพื่อต่อต้านการลงทุนซึ่งเป็นการถ่วงการพัฒนา

 

นอกจากนี้ การทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจผูกขาดแบบไทยก็ยังเป็นเรื่องที่ยากมาก

 

‘ความคุ้มค่าของโครงการ’ คำถามใหญ่ใน ‘เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์’

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา Facebook ของ TDRI โพสต์ข้อความระบุว่า ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นายกอนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินหน้าพิจารณาโครงการดังกล่าว

 

สอดรับกับ รมว.คมนาคม ที่ระบุว่าเตรียมเรียกดูข้อมูลผลการศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรที่เคยดำเนินการเอาไว้ และเร่งสรุปเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี ในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปีนี้นี้ โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคม

 

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าโครงการดังกล่าวที่รัฐบาลไฟเขียวเดินหน้านี้ ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในเอกสารนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นต่อกกต.ก่อนการเลือกตั้ง อีกทั้งยังไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแต่อย่างใด

 

ทีดีอาร์ไอ ชวนหาคำตอบกับดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ที่พาไปสำรวจผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้ง 2 ฉบับ ที่มีผลสรุปออกมาแตกต่างกันสุดขั้วถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กับคิดยกกำลังสอง: จะลุยทำแลนด์บริดจ์คิดดี ๆ (ออกอากาศครั้งแรกช่วงเดือนมกราคม 2567)

 

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวคิดคิดยกกำลังสอง ในช่อง ThaiPBS ระบุว่า แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์คือการสร้างเส้นทางเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก (ฝั่งอ่าวไทย) เพื่อเป็นทางเลือกให้เรือขนส่งสินค้าจำนวนมากไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างแออัด รัฐบาลมองว่านี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่

 

ดร. สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ระดับ ‘อภิมหาโปรเจกต์’ โดยส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว ไม่ว่าจะสร้างไม่สำเร็จ สร้างช้ากว่ากำหนด หรือใช้งบประมาณบานปลายกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สาเหตุหลักๆ มักมาจาก 2 ประการ คือ ‘การมองโลกในแง่ดีเกินจริง’ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่อยากเห็นโครงการที่มีประโยชน์เกิดขึ้น และอีกสาเหตุคือ ‘ผู้มีอำนาจใช้พลังบิดเบือนตัวเลขให้สวยงาม’ ทั้งที่รู้ว่าโครงการนั้นอาจไม่ดีจริง

 

หัวใจสำคัญของการทำให้โครงการใหญ่สำเร็จคือ ‘การวางแผนที่ดี’ ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) อย่างรอบคอบ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและความคุ้มค่า ก่อนจะนำไปสู่การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ ต่อไป

 

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 5

ภาพ : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ผลศึกษาที่ ‘สวนทาง’ ความจริงที่ต้องทบทวน

 

สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมีอยู่ กลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก

 

  • ผลการศึกษาของกระทรวงคมนาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีใช้ในการตัดสินใจ เห็นว่าโครงการจะมีมูลค่าปัจจุบันเป็นบวก หรือ มีกำไร และให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม
  • แต่ ผลการศึกษาที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษามา กลับมองโลกในแง่ร้ายกว่ามาก โดยระบุว่าโครงการนี้จะ ‘ขาดทุน’ และต่อให้รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ แล้ว ก็ยังให้ผลตอบแทนไม่สูงนัก เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ควรดำเนินการ และควรหาวิธีอื่นแทน

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 6

 

ก่อนหน้านี้ สภาพัฒน์ฯ ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทำการศึกษา และได้ผลสรุปว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และไม่เหมาะที่จะลงทุน

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังมีเสียงไปในทิศทางที่ว่าแลนด์บริดจ์อาจไม่ตอบโจทย์ของประเทศ และอาจเพิ่มต้นทุนให้สายเดินเรือและการค้า ทำให้ภาคเอกชนอยากให้ทำโครงการอื่นมากกว่า สมเกียรติ ย้ำว่าความแตกต่างของข้อมูลเหล่านี้ ‘ควรนำมาสู่การทบทวนอย่างจริงจัง’ ว่าตัวเลขประมาณการถูกต้องหรือไม่

 

บทเรียนจากอดีต รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

 

บทเรียนจากอดีตที่ยังไม่จางหายคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 14% และตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความพร้อมสูงกว่า รัฐบาลยังได้ช่วยอุดหนุนในวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท ทว่าผ่านมา 4 ปีหลังเซ็นสัญญากับเอกชน โครงการนี้ก็ยังไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเลย นี่เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า แม้ผลตอบแทนจะดูดีและมีแรงหนุนจากภาครัฐ โครงการใหญ่ก็ยังติดขัดได้

 

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 7

ข้อเสนอแนะ ‘คิดช้า’ เพื่อ ‘ทำเร็ว’ และเห็นภาพใหญ่ของประเทศ

 

TDRI เน้นย้ำว่าโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ‘ต้องคิดช้าถึงจะทำเร็ว’ หากเร่งรีบในการวางแผน ผลักดัน และนำเสนอขาย สุดท้ายอาจไม่สามารถปฏิบัติได้จริงและไม่เกิดประโยชน์ตามที่คาดฝัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ‘วางแผนให้ดี’ โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ที่ต้องระวังไม่ให้มองโลกในแง่ดีเกินจริง ตัวเลขรายได้ที่แตกต่างกันมากในผลการศึกษาควรนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง

 

 

ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์และตัวเลขความคุ้มค่าที่สองหน่วยงานรัฐประเมินสวนทาง 8

ดร. สมเกียรติ เชื่อว่าการพัฒนาภาคใต้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริง แต่หากจะดำเนินโครงการใดๆ รัฐบาลควรมอง ‘ภาพใหญ่’ ก่อนว่าประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร และจะเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย อย่างไร จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาว่าจะทำโครงการอะไร ‘อย่าเพิ่งกระโดด’ ทำโครงการใดโครงการหนึ่งโดยที่ยังไม่เห็นภาพใหญ่ของการเชื่อมโยงทั้งประเทศ

 

หากโครงการเป็นโครงการที่ดีจริง แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยบ้าง ก็สามารถนำทรัพยากรที่เกิดขึ้นไปช่วยเหลือประชาชนได้ ในทางตรงกันข้าม หากโครงการมีปัญหาและไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีพอ นอกจากรัฐบาลจะขาดทุนแล้ว ประชาชนยังอาจเดือดร้อนด้วย

 

ภาพปก: La Terase/ Shutterstock

The post ‘เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์’ 1 ล้านล้าน คุ้มค่าจริงหรือ เมื่อตัวเลขเศรษฐศาสตร์จากสองหน่วยงานรัฐยังสวนทาง ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ https://thestandard.co/electricity-price-tdri-sme-burden/ Fri, 01 May 2026 07:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1203040 มือถือบิลค่าไฟ แสดงตัวเลขและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระเงินและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชา […]

The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือบิลค่าไฟ แสดงตัวเลขและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระเงินและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน

 

 
 

รัฐบาลปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟบ้าน เดินหน้าหนุนประชาชน ตั้ง Solar Rooftop

 

โดยเห็นชอบอัตรา ‘ค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า’ (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569

 

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ประกอบด้วย

 

การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing

 

เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

 

รวมถึงมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

 

TDRI มองรัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัด เตือนอย่า ‘หว่านแห’

 

ต่อกรณีดังกล่าว อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า

 

กลุ่มที่ได้ประโยชน์: มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%)

 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท

 

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่า ‘การหว่านแห’ โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง

 

สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน

 

SME ไทยกำลังอยู่ในภาวะ ‘แรงบีบสองด้าน’ Double Squeeze

 

อารีพร กล่าวต่อไปอีกว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะ สร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี

 

ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร ‘เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา’ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่

 

หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน

 

สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด

 

ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

 

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ภาพรวม SME ไทยขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะ “แรงบีบสองด้าน” หรือ Double Squeeze อย่างชัดเจน โดยต้นทุนพุ่งขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่

 

โดยย้ำว่า SME ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

 

เอกนัฏเคลียร์ชัด มาตรการ ‘ค่าไฟ’ งวดใหม่ ใครจ่ายเท่าไรกันแน่?

 

ด้านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุล่าสุดว่า กรณีผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า

 

“ในการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป มีผลเฉพาะบ้านเรือน ไม่นับรวมกิจการ ร้านอาหาร ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่”

 

เอกนัฏ ย้ำว่า การคิดคำนวณในอัตราก้าวหน้าของค่าไฟในโครงสร้างใหม่นี้ ‘ยังมีความเข้าใจผิด ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย’

 

โดยยืนยันว่า ค่าไฟเฉลี่ย “หากบ้านไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟอยู่ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน จะมีค่าไฟที่ถูกลง และมีผู้ได้รับประโยชน์ 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างค่าไฟใช้ตลอด 4 ปี หรือตลอดวาระ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. นี้

 

จึงมีคำถามตามมาแล้วอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.) ที่ กกพ. ประกาศไปล่าสุดหน่วยละ 3.95 บาท ปรับขึ้นมาหน่วยละ 7 สตางค์ เทียบกับงวดปัจจุบันหน่วยละ 3.88 บาท (ม.ค.-เม.ย.) ค่าไฟจะเป็นเท่าไรกันแน่!

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. นี้ ยังเป็นอัตราที่ กกพ. ประกาศไปก่อนหน้านี้ ที่ ‘อัตราเฉลี่ยหน่วยละ 3.95 บาท’

 

บิลงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. ยังไม่ได้ปรับตามนโยบาย กพช. ล่าสุด เนื่องจาก กกพ. และ 2 การไฟฟ้า กฟภ. และ กฟน. อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบอัตราบันไดค่าไฟใหม่ ก่อนเสนอ รมว.พลังงาน และ กพช. ภายใน มิ.ย. นี้ ตามนโยบายของ กพช.

 

ส่วนจะมีผลต่อรอบบิล และแนวทางการคำนวณค่าไฟในช่วงก่อนหน้าหรือไม่ ต้องรอสรุปหลักเกณฑ์และการพิจารณาร่วมกันกับ 2 การไฟฟ้าก่อน

 

The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป https://thestandard.co/social-security-thai-reform-challenges/ Thu, 30 Apr 2026 07:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202713 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคม […]

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันรายได้ของแรงงานไทยหลายสิบล้านคน ปัจจุบันระบบดังกล่าว กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากหลายทิศทาง ทั้งข้อจำกัดของโครงสร้างระบบการเงินการคลังและการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ตลอดจนข้อจำกัดทางการเมือง ที่ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีต้นทุนสูง”

 

 
 

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงินหรือการปรับอัตราสมทบเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งทางด้านสถิติและ บริบทเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงดำเนินโครงการการศึกษาความยั่งยืนและรูปแบบความเป็นไปได้ของระบบประกันสังคมในอนาคต ซึ่งจะนำเสนอผ่านบทความ 3 ตอน

 

โดยตอนที่หนึ่งนี้ เป็นการสำรวจ 3 ความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทย ตอนที่ 2 ความยั่งยืนทางการเงิน และตอนที่ 3 บริบททางสังคมการเมืองที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

 

ความท้าทายที่ 1 การบริหารจัดการกองทุน: โครงสร้างที่ซับซ้อน ประสิทธิภาพที่ต้องยกระดับ

 

กองทุนประกันสังคมไทยจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเริ่มให้ความคุ้มครองในปี 2534 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และความคุ้มครองด้านสังคมแก่แรงงานในระบบ ซึ่งในปี 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 2.85 ล้านล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญประการแรกที่ไม่อาจมองข้ามคือ “ความท้าทายจากการบริหารจัดการกองทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของกองทุนที่เกี่ยวข้องทั้งโครงสร้างระบบ ความยั่งยืนทางการเงิน และธรรมาภิบาล

 

1. โครงสร้างที่ซับซ้อนและความทับซ้อนของสิทธิประโยชน์

 

ระบบประกันสังคมของไทย เป็นหลักประกันทางสังคมที่มีความซับซ้อนจากการรวม 7 สิทธิประโยชน์ไว้ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนประกันสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และว่างงาน ซึ่งแม้สะท้อนความครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความซับซ้อนในการบริหารจัดการ

 

นั่นหมายความว่าความเสี่ยงทางสังคม 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านรายได้ผู้สูงอายุ ถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียวที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสามด้าน อีกทั้งการให้สิทธิประโยชน์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงบางประเภทมีลักษณะใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับระบบอื่นของรัฐ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบบำนาญของไทยที่กระจายอยู่ในหลายกองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ละระบบมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิก การสมทบ และสูตรคำนวณผลประโยชน์ต่างกัน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกลุ่มต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน ด้านหลักประกันสุขภาพ ประเทศไทยมีทั้งระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีโครงสร้างการจ่ายเงินและคุณภาพบริการแตกต่างกัน การมีหลายระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ไม่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้ต้นทุนการบริหารสูง และเสี่ยงที่จะขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง

 

2. การปรับโครงสร้างที่ล่าช้าและผลต่อความยั่งยืน

 

ตลอดอายุของกองทุนที่ก่อตั้งมามากกว่า 30 ปี การปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ส่วนมากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือช่วยเหลืออุทกภัยในบางพื้นที่เท่านั้น มาตรการที่ใกล้เคียงที่สุดในปัจจุบันคือการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนสูงสุดสำหรับการสมทบ ซึ่งจะมีเพดานสูงสุดที่ 23,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบที่ 1,150 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราสมทบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการทบทวนสูตรคำนวณบำนาญ อายุเกษียณ หรือแนวทางบริหารสินทรัพย์อย่างรอบด้าน ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนระยะยาวย่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การไม่ปรับโครงสร้างตั้งแต่ช่วงที่กองทุนยังมีฐานะการเงินแข็งแรง อาจทำให้ภาระการปฏิรูปในอนาคตทำได้ยากและมีต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าเดิม

 

3. ประสิทธิภาพการลงทุนและธรรมาภิบาล

 

ประเด็นที่มีการตั้งคำถามกันมาก คือประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีสินทรัพย์ลงทุนในระดับล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในหลายปีที่ผ่านมาน้อยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนขนาดใหญ่และโอกาสการลงทุนในตลาดทุนปัจจุบัน แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงนโยบายและกรอบการลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ย่อมสะท้อนคำถามเรื่องความสามารถเชิงสถาบันและกลไกกำกับดูแล

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 1

ผลตอบแทนสุทธิของกองทุนประกันสังคมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ในอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องภาพลักษณ์และปัญหาธรรมาภิบาลที่ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้จ่ายเบี้ยประกันสังคมในทุกเดือน จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่ถูกตั้งคำถามเช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณสูง การลงทุนในสินทรัพย์ หรือโครงการที่มีข้อสงสัยด้านความคุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส แม้ในทุกกรณีสำนักงานประกันสังคมจะยืนยันว่ากิจกรรมถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อ “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นทุนสำคัญของระบบประกันสังคม

 

เมื่อความเชื่อมั่นลดลง การยอมรับการปรับเพิ่มอัตราสมทบ หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างย่อมทำได้ยากขึ้น ผู้ประกันตนอาจรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่าย แต่ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกองทุน

 

ความท้าทายที่ 2 บริบทโลกในปัจจุบัน: สังคมสูงวัยและแรงงานรูปแบบใหม่

 

นอกจากความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในแล้ว ประกันสังคมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสองประเด็นสำคัญคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน

 

ประการแรก ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์” และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเวลาไม่นาน สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนมาหลายปี ส่งผลให้ “อัตราการพึ่งพิงวัยชรา” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากในอดีต คนวัยทำงานประมาณ 6–7 คน สามารถช่วยกันเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือราว 3–4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าอาจลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อ 1 คน

 

ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันโดยตรงต่อกองทุนบำนาญของประกันสังคม ที่มีลักษณะการจ่ายผลประโยชน์แน่นอน (Defined Benefit: DB) ซึ่งอาศัยเงินสมทบจากคนทำงานในปัจจุบันไปจ่ายให้ผู้รับบำนาญ หากจำนวนผู้จ่ายลดลง แต่ผู้รับเพิ่มขึ้น ความสมดุลทางการเงินย่อมเกิดปัญหาตามมา จนมีแนวโน้มที่ผู้ประกันตนที่ทำงานส่งเงินให้กองทุนในปัจจุบันเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินเมื่อถึงคราวที่ตนเองเกษียณอายุจากการทำงาน เนื่องจากภาระในการจ่ายบำนาญของกองทุนที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (15 – 19 ปี) ลดต่ำกว่าสัดส่วนผู้ประกันตนในช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงอายุ 30 – 44 ปี ซึ่งเป็นช่วงหลักของการทำงานก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 2

สัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

 

ประการที่สอง รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แรงงานจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (GIG Economy) เป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้รับจ้างอิสระ ซึ่งไม่มีนายจ้างประจำ อย่างไรก็ตาม ระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบันถูกออกแบบโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานของ “แรงงานประจำ” ที่มีนายจ้างร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน แรงงานรูปแบบใหม่จึงอาจเข้าถึงระบบได้จำกัด หรือเลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตราที่ให้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการของแรงงานกลุ่มนี้แตกต่างจากแรงงานประจำ เช่น ต้องการความยืดหยุ่นในการส่งเงินสมทบตามรายได้ที่ผันผวน ต้องการความคุ้มครองกรณีรายได้หายในทันทีหากไม่มีงานในแพลตฟอร์ม หรือความคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่สอดคล้องกับลักษณะงานเฉพาะทาง หากเงื่อนไขของกองทุนไม่ปรับตัวให้ทัน ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานผู้สมทบที่กำลังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความท้าทายที่ 3 แนวคิดระบบบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทยในระยะยาวคือเรื่องของ “บำนาญ” ที่ปัจจุบันทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของระบบบำนาญสำหรับแรงงานจากระบบผลประโยชน์กำหนดแน่นอน (Defined Benefit: DB) ไปสู่ระบบเงินสมทบกำหนดแน่นอน (Defined Contribution: DC) หรือระบบผสม (Hybrid Systems) ซึ่งเกิดจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ในระบบ DB แบบดั้งเดิม ภาระความเสี่ยงด้านการลงทุนและอายุยืน (Longevity Risk) อยู่ที่กองทุนหรือรัฐ โดยผู้รับบำนาญทราบสูตรคำนวณชัดเจน เช่น คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยช่วงท้ายและจำนวนปีทำงาน ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นที่นิยมเนื่องจากเงินบำนาญถูกคิดเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนในการทำงาน และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำงานอยู่กับบริษัทในระยะยาว แต่เมื่อโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการจ้างงานเปลี่ยนไป ระบบ DB กลับเป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาวจากจำนวนผู้รับบำนาญที่สูงขึ้น และไม่สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่จ่ายเบี้ยประกันสังคมในปัจจุบัน

 

สถิติแผนบำนาญส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยในช่วงปี 1975 แผน DB ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนมากกว่า DC ประมาณ 3 เท่า แต่แนวโน้มกลับด้านในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และในปี 2021 แผน DC ครอบคลุมแรงงานเอกชนเกือบ 115 ล้านคน เทียบกับ DB เพียงราว 32 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการถ่ายโอน “ความเสี่ยง” จากระบบบำนาญไปสู่ผู้สมทบเอง จากการที่เงินเกษียณขึ้นกับผลตอบแทนของกองทุน โดยไม่มีภาครัฐมารับประกันเช่นในประเทศไทย ทั้งนี้แรงงานต้องตัดสินใจอัตราออม การจัดพอร์ตลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณ

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 3

จำนวนผู้เข้าร่วมในแผนบำนาญ แยกตามประเภทของแผน ปี 1975–2021 (หน่วย: พันคน)

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่ DC เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มพัฒนาไปสู่ระบบผสมที่ผสานข้อดีของทั้งสองแบบ เช่น การใช้กลไกอัตโนมัติ (Auto-Enrollment) กองทุนเป้าหมายตามอายุ (Target Date Funds) และการเพิ่มทางเลือกด้านรายได้หลังเกษียณ เพื่อลดภาระการตัดสินใจของผู้สมทบ ขณะเดียวกันยังรักษาวินัยการคลังของระบบโดยไม่สร้างหนี้สินสะสมแบบ DB ดั้งเดิม

 

สวีเดนเป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปบำนาญเชิงโครงสร้าง โดยการใช้ระบบผสมผสานข้อดีของ DB และ DC ซึ่งมีลักษณะเป็นบัญชีสะสมบำนาญส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน โดยประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ

 

1. บำนาญภาครัฐ (National Public Pension)

 

  • Income Pension: เป็นระบบสมทบแบบบัญชีสมมติ (Notional Defined Contribution: NDC) ใช้เงินสมทบของคนทำงานจ่ายให้ผู้รับบำนาญปัจจุบัน ประมาณ 16% ของรายได้ (หลักการเดียวกับกองทุนประกันสังคมไทย) แต่บันทึกสิทธิของแต่ละคนเป็นบัญชีส่วนบุคคลตลอดช่วงชีวิต กลไกนี้ทำให้สิทธิสะท้อนการสมทบจริง และปรับตัวตามภาวะประชากรอัตโนมัติ

 

  • Premium Pension (funded DC): เงินสมทบประมาณ 2.5% ของรายได้จะถูกนำไปลงทุนจริงในกองทุนที่ผู้ประกันตนเลือก หรือกองทุนเริ่มต้นของรัฐหากไม่เลือกเอง ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจได้ด้วยตนเองของผู้ประกันตน

 

  • Guarantee Pension: บำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือแทบไม่มีรายได้ตลอดชีวิตซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการสมทบให้

 

2. บำนาญจากนายจ้าง (Occupational Pension)

 

แรงงานส่วนใหญ่มีสิทธิจากข้อตกลงแรงงานแบบรวมกลุ่ม (การตกลงระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงาน) ซึ่งมักเป็นมีการกำหนดสูตรของเงินบำนาญที่แน่นอน (DC) หรือเป็นแบบผสม ทั้งนี้เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้ใกล้เคียงรายได้ก่อนเกษียณ

 

3. การออมส่วนตัว (Private Savings)

 

แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบำนาญส่วนบุคคลถูกยกเลิกในปี 2016 แต่ประชาชนยังสามารถออมเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น

 

ข้อสังเกตสำคัญของระบบบำนาญสวีเดนข้างต้นคือ การผสมระหว่างระบบการสมทบแบบบัญชีสมมติ (NDC) ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณในปัจจุบันแต่ยังคงเปิดช่องให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตนเองในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงระหว่างรัฐ นายจ้าง และประชาชน พร้อมทั้งมีการใช้กลไกกึ่งอัตโนมัติช่วยรักษาความยั่งยืนในระยะยาว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องพิจารณาในบริบทการปฏิรูปประกันสังคมเช่นกัน

 

“จากความท้าทายทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าประกันสังคมไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการปฏิรูป ที่ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเพิ่มสิทธิอะไร” หรือ “จะลดภาระใคร” แต่เป็นคำถามเชิงระบบว่า โครงสร้างปัจจุบันยังสอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ตลาดแรงงาน และแนวคิดบำนาญสมัยใหม่หรือไม่ รวมถึงเพียงพอต่อการรองรับภาระในอีก 20–30 ปีข้างหน้าหรือไม่”

 

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สถานะทางการเงินของกองทุนมีความมั่นคงเพียงใด หากแนวโน้มประชากรและเศรษฐกิจเดินต่อไปในทิศทางเดิม

 

ติดตามซีรีส์บทความนับถอยหลังกองทุนประกันสังคม ตอนที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ สำรวจ “โมเดลความยั่งยืนทางการเงิน” ของกองทุนอย่างเป็นระบบว่าตัวเลขในปัจจุบันกำลังสะท้อนสัญญาณใด ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และมีทางเลือกเชิงนโยบายใดบ้างที่สามารถทำได้ ก่อนที่ปัญหาเงินไม่พอจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะแก้ไข

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดข้อเสนอแก้วิกกฤตพลังงาน ‘ระยะสั้น-ยาว’ https://thestandard.co/tdri-energy-crisis-solutions-reform/ Mon, 06 Apr 2026 06:51:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1195122 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ พร้อมนักวิชาการ TDRI เสนอทางออกวิกฤตพลังงานระยะสั้น-ยาว โดยมีภาพโรงกลั่นเป็นฉากหลัง

TDRI เปิดข้อเสนอแก้วิกกฤตพลังงานทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’ และ […]

The post TDRI เปิดข้อเสนอแก้วิกกฤตพลังงาน ‘ระยะสั้น-ยาว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ พร้อมนักวิชาการ TDRI เสนอทางออกวิกฤตพลังงานระยะสั้น-ยาว โดยมีภาพโรงกลั่นเป็นฉากหลัง

TDRI เปิดข้อเสนอแก้วิกกฤตพลังงานทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’ และ ‘ระยะยาว’ เช่น อุดหนุนค่าไฟแก่ครัวเรือนรายได้น้อย อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ ‘คนละครึ่ง’ และลดผูกขาดโรงกลั่น! เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า-น้ำมัน เลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ย้ำความสำเร็จของรัฐบาลในวิกฤตพลังงาน ไม่ใช่การ ‘ตรึงราคา’ ให้นานที่สุด แต่คือ ‘การแปลงวิกฤติเป็นโอกาส’ และ ‘การปฏิรูป’

 

วันนี้ (6 เมษายน) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิด “ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง” ที่ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลาง และระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง

 

“วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว” บทความ TDRI ระบุ

 

ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก

 

เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก ‘การอุดหนุนราคาทั่วหน้า’ ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ ‘การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า’ และ ‘การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก’

 

มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า

 

  • ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ ‘ขั้นบันได เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย
  • ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส: กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน
  • สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส: เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง
  • จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management): ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต
  • จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า

 

มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์

 

  • สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management): สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง
  • แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง: เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า
  • อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก: อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ
  • ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ ‘คนละครึ่ง’: นำมาตรการ ‘คนละครึ่ง’ มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร
  • ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH): ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6

 

ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

 

ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน ‘วิกฤต’ พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น ‘โอกาส’ ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า

 

  • ใช้นโยบาย ‘ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก’ (Efficiency as First Fuel): ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน
  • บูรณาการแผนพลังงาน: เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ
  • ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม solar rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า
  • เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform): เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)
  • ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น: สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด จากปัจจุบันที่กลุ่ม ปตท. ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต
  • สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR): สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นกระแสชาตินิยม

 

การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์

 

  • อัปเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6: ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี
  • อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร: สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์
  • ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า: ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า
  • สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport): วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ: กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์

 

ความสำเร็จของรัฐบาลในวิกฤตพลังงาน ไม่ใช่การ ‘ตรึงราคา’ ให้นานที่สุด แต่คือ ‘การแปลงวิกฤติเป็นโอกาส’ และ ‘การปฏิรูป’

 

TDRI ยังกล่าวว่า “ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ ‘ตรึงราคา’ ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ ‘แปลงวิกฤติเป็นโอกาส’ ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก

 

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม” บทความทิ้งท้าย

 

ทั้งนี้ บทความดังกล่าวนำเสนอโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

The post TDRI เปิดข้อเสนอแก้วิกกฤตพลังงาน ‘ระยะสั้น-ยาว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เตือนน้ำมันพุ่งต่อ ขึ้นราคา 6-8 บาท แค่ขั้นแรก แนะลดต้นทุนทิพย์ เลิกอิงราคาสิงคโปร์ ช่วยให้น้ำมันถูกลง https://thestandard.co/tdri-oil-price-reform/ Sun, 29 Mar 2026 07:19:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1192484 ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แถลงแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมัน

ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบ […]

The post TDRI เตือนน้ำมันพุ่งต่อ ขึ้นราคา 6-8 บาท แค่ขั้นแรก แนะลดต้นทุนทิพย์ เลิกอิงราคาสิงคโปร์ ช่วยให้น้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แถลงแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมัน

ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตพลังงานหลังจากปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินว่า การปรับราคาครั้งเดียวในอัตรา 6-8 บาท เป็นการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยถูกต้อง แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น ทยอยปรับขึ้นราคาตั้งแต่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน แต่ภาครัฐกลับมีการตรึงราคาตั้งแต่แรก ทำให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน

 

 
 

เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถต้านทานได้แล้วจึงต้องปล่อยให้มีการปรับทีเดียว 6-8 บาท ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่นานาประเทศทำกัน หรือหากจะมีการปรับขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้ก็จะมีการประกาศแจ้งล่วงหน้า เพื่อที่จะให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ได้มีการเตรียมตัวจัดการต้นทุน เพื่อที่จะได้ไม่ให้กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนมากจนเกินไป

 

“ภาครัฐบอกว่าให้เป็นไปกลไกตลาด คำว่ากลไกตลาดของภาครัฐ หมายถึงราคาที่แท้จริงที่ไม่มีกองทุนน้ำมันเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ หรือยังมีกองทุนเข้ามาสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถ้าเป็นไปตามกลไก ตลาดที่ไม่มีกองทุนเลย ก็แปลว่า 6 บาท 8 บาท ที่เห็นกัน อาจจะเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น และจะมีการขึ้นบันไดในขั้นต่อๆ ไปอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่ถ้ายังใช้กองทุนเข้ามาช่วยเหลืออยู่ ก็อาจจะมีเพดานที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล ไม่ให้กระทบกับประชาชนมากไปนัก”

 

ทั้งนี้สถานะ ‘กองทุนน้ำมัน’ ของไทยมีความเปราะบาง ไม่มั่นคงมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากว่าที่ผ่านมาไทยใช้กองทุนน้ำมันผิดวัตถุประสงค์มาเป็นเวลานาน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่ากองทุนน้ำมันจะต้องใช้เมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาเราใช้กองทุนน้ำมันไปกับการเป็นเครื่องมือประชานิยม ด้วยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤตเป็นเวลานาน

 

จนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีรถหรูหลายยี่ห้อ ที่เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน สุดท้ายกองทุนน้ำมันก็ติดลบ เมื่อเวลาเกิดวิกฤตจริงๆ จึงมีเงินกองทุนน้ำมันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

แนะทบทวนราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอิงตลาดสิงคโปร์

 

โครงสร้างราคาน้ำมัน ต้นทุนโรงกลั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ภาครัฐควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามราคากลไกของตลาดโลก แต่สิ่งที่ภาครัฐยังควบคุมได้ คือภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด (ค้าส่ง-ค้าปลีก) เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในโครงสร้างราคาน้ำมัน มีภาษีและเงินกองทุนที่ทับซ้อนกันอยู่มาก

 

ดังนั้นหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยลดราคาน้ำมันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตที่ ครม. กำลังดำเนินการอยู่กับน้ำมันดีเซล ทั้งนี้เห็นว่าหากปรับลดภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันชนิดอื่นๆ และไม่กระทบกับภาระของประเทศมากจนเกินไป ก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้มากขึ้น

 

“ภาครัฐควรเข้าไปดูราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นว่าสามารถปรับได้หรือไม่ เพราะราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยมีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของไทย มีการบวกต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยการเดินทาง ซึ่งหากสามารถใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริง หน้าโรงกลั่นได้ ก็จะทำให้ไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกลงได้ และยังเป็นการปฏิรูป โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย”

 

‘น้ำมันขาด’ น่ากลัวกว่า ‘น้ำมันแพง’หากสงครามยืดเยื้อ

 

ดร อารีพร ยังประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในกรณีเลวร้ายที่สุด ของสถานการณ์พลังงาน โดยระบุว่า ความน่ากลัวของวิกฤตน้ำมันเป็นเรื่องปริมาณ มากกว่าราคา เพราะหลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาเดียวกัน ดังนั้นในการที่จะได้มาซึ่งแหล่งน้ำมันใหม่จะต้องแย่งชิงกับนานาประเทศ ในราคาที่สูง

 

ในอนาคตหากสงครามยืดเยื้อ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการขาดแคลนน้ำมัน ถึงแม้ภาครัฐจะบอกว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 30 วันอยู่ในประเทศ และอีก 60 วัน อยู่ระหว่างการขนส่ง หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับไทยมีเวลาหายใจ 100 วัน แต่หากสงครามกินระยะเวลาที่นานกว่านั้น หมายความว่าล็อตถัดไป มีความไม่แน่นอนแล้วว่าเราจะมีน้ำมันใช้ในประเทศหรือไม่

 

“ถ้าถามว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านๆ มาอย่างไร รอบนี้ดูจะเป็นรอบที่กระทบกับประชาชนมากที่สุด เพราะตอนที่เกิดวิกฤต รัสเซีย ยูเครน ราคา LNG ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่มีปัจจัยในเรื่องของความกังวลว่า น้ำมันจะขาดแคลน ดังนั้นรัฐบาลควรทำให้ประชาชนคลายความกังวลในเรื่องนี้”

 

โดยต้องแสดงให้เห็นคือความโปร่งใสของข้อมูลว่า ตอนนี้ปริมาณน้ำมันสำรอง ที่มีอยู่ 100 วัน อยู่ที่ไหน ถ้าบอกว่ามีสำรอง 100 วัน แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าเรามีปริมาณน้ำมันตามที่รัฐยืนยันจริงหรือไม่ นี่คือมาตรการระยะสั้นที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ

 

เปิดทางเอกชนร่วมผลิต สู้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

 

ทั้งนี้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ ไทยจำเป็นต้องมี ความมั่นคงทางพลังงานที่มากกว่านี้ ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นไทย กลายเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง

 

จึงเสนอว่ามาตรการระยะยาวภาครัฐ ควรพิจารณาเรื่อง การทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรอง ให้มีน้ำมันสำรองใช้ในประเทศในราคาที่เป็นธรรม ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรอง ยาวนานถึง 200 วัน

 

เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่ไทยควรจริงจังกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ไปใช้พลังงานจากทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เช่น พลังแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวลต่างๆ ที่จะมาทดแทนการใช้ LNG ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้

 

โดยวิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เร็ว ภาครัฐต้องเปิดตลาดให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งภาคเอกชน จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคง ทางพลังงานของประเทศไทยระยะยาว

 

ห่วง ‘ดับเบิลช็อก’ ขึ้นค่าไฟ แนะตรึงราคาช่วงวิกฤตชั่วคราว

 

ดร. อารีพร เสนอแนวทางรับมือราคาค่าไฟที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ในงวดใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ หากเกิดการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีก จะยิ่งกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป เกิดเป็น ‘ดับเบิลช็อก’ กับปัญหาค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับทั้งน้ำมันและค่าไฟ

 

จึงเห็นว่ารัฐบาลควรตรึงราคาค่าไฟชั่วคราวในช่วงวิกฤตพลังงาน 2-3 เดือนนี้เท่านั้น ซึ่งราคาค่าไฟฟ้ายังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยได้มากกว่าน้ำมัน เช่น ค่า Claw Back 9,400 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าหากมีการคืนหนี้ทุกอย่างจะอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าใช้ค่า Claw Back แล้วก็ค่อยๆ ทยอยจ่ายหนี้ค่าไฟจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่ กกพ. เสนอ แต่หากมีการยืดการชำระหนี้ ออกไปอีกแล้วก็ใช้ค่า Claw Back ราคาก็น่าจะอยู่ได้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

 

“การที่ไม่มี ครม. ชุดใหม่เสียทีมีผลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา วิกฤตพลังงานในขณะนี้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าในยามที่เกิดวิกฤต นโยบายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ก็ควรดำเนินการ ไม่อยากให้ภาครัฐมองว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำประชาชนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ ที่ยังอยู่ในตำแหน่งอย่างไรก็มีอำนาจ มีช่องทางให้ดำเนินการ อยู่อย่างที่กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคมขอดำเนินการต่อ กกต. เพราะนี่เป็นเรื่องของวิกฤต”

The post TDRI เตือนน้ำมันพุ่งต่อ ขึ้นราคา 6-8 บาท แค่ขั้นแรก แนะลดต้นทุนทิพย์ เลิกอิงราคาสิงคโปร์ ช่วยให้น้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-thailand-public-debt/ Fri, 13 Mar 2026 04:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187025 ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิก […]

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

 

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

 

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

 

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

 

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

 

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

 

 

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน​ กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

 

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา​ ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง​ค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

 

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

 

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

 

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

 

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

 

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

 

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

 

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

 

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

 

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

 

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

 

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

 

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

 

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

 

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

 

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

 

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

 

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

 

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

 

 

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

 

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

 

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

 

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

 

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

 

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

 

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

 

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

 

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

 

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

 

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน https://thestandard.co/tdri-ai-job-market-impact/ Wed, 11 Feb 2026 08:32:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1177385 กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ

การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย โดย […]

The post เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ

การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย โดย AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรืองานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ ส่งผลให้การทำงานของมนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

แต่กระนั้น ความนิยมในการใช้ AI ในตลาดแรงงานก็มาพร้อมกับความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่งงานหรือบางหน้าที่ รวมถึงอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อรูปแบบการจ้างงานและความต้องการทักษะในตลาดแรงงานโดยรวม

 

ผลการวิเคราะห์จากทีม Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในบทความนี้ชี้ ที่จัดทำโดย ดร. พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ และนภพบ ทองระย้า นักวิจัย TDRI ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังเสริมบทบาทแรงงานที่มีประสบการณ์

 

ขณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนหน้าที่งานบางส่วนที่เคยเป็นบทบาทของแรงงานระดับเริ่มต้น แนวโน้มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เนื่องจากการไม่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบย่อมทำให้ตลาดแรงงานขาดช่องทางในการพัฒนาผู้มีประสบการณ์ในอนาคต และเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะในระยะต่อไปการจ้างงานลดลง แต่งานที่ต้องการทักษะ AI กลับเพิ่มขึ้น

 

ภาพรวมตลาดงานพบจ้างงานลดลง 9.6 %

 

แม้การวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดแรงงานจากฐานข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์1 พบว่าเมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 4 ระหว่างปี 2567–2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง (ภาพที่ 1)

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 1

ภาพที่ 1: จำนวนประกาศรับสมัครงานรายไตรมาสเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2567 และ 2568

ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

สำรวจอาชีพเสี่ยงถูก AI แย่งงาน

 

เมื่อจำแนกตามอาชีพหลัก ได้แก่ วิศวกรซอฟต์แวร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี และวิศวกรโยธา2 พบว่าความต้องการแรงงานในอาชีพดังกล่าวลดลงสอดคล้องกับภาพรวมของการจ้างงาน ยกเว้นนักบัญชีที่ยังมีการเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกันความต้องการทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่มอาชีพ (ดูตารางที่ 1)ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทักษะด้าน AI กำลังกลายเป็นทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้นในตลาดแรงงานปัจจุบัน

 

ตารางที่ 1: สัดส่วนและการเติบโตของงานที่ต้องการทักษะ AI ปี 2568 จำแนกตามอาชีพ

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 2

ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

ถึงแม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม แต่ระดับผลกระทบในแต่ละอาชีพยังมีความแตกต่างกันพอสมควร กรณีของวิศวกรซอฟต์แวร์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการที่ AI กลายเป็น “มาตรฐานทักษะใหม่” (New Normal) ที่นายจ้างต้องการ ซึ่งหมายความว่า แม้จำนวนประกาศตำแหน่งงานวิศวกรซอฟต์แวร์จะลดลงเล็กน้อยที่ 5.3% ซึ่งยังถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลาด แต่สัดส่วนตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะ AI กลับสูงถึง 22.2% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานในสายงานนี้หายไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำงานพื้นฐานไปแล้ว

 

งานกราฟิกระส่ำ ยอดรับสมัครฮวบ

 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักออกแบบกราฟิก กำลังตกอยู่ในสภาวะความเสี่ยงจากการถูกทดแทนที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนจากจำนวนงานที่ลดลงฮวบฮาบถึง 13.0% ซึ่งแย่กว่าตลาดรวม ในขณะที่ความต้องการทักษะ AI เติบโตในอัตราเกือบ 100% ซึ่งบ่งชี้ว่างานกราฟิกพื้นฐานบางส่วนอาจถูกทดแทนด้วยเครื่องมือ AI สำเร็จรูป

 

จุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยีในปี 2568 คือการเปิดตัวโมเดล Image Generation อย่าง “Nano Banana” ของ Google Gemini ได้เข้ามาทลายข้อจำกัดในการจัดการกับ “ตัวอักษร” (Text Rendering) ที่ทำให้งานออกแบบเพื่อการสื่อสารยังต้องพึ่งพามนุษย์เป็นหลัก เพราะโมเดลใหม่นี้สามารถเนรมิต Infographic ที่ไม่เพียงแค่มีภาพประกอบสวยงาม แต่ยังสามารถจัดวางรูปประโยคและตัวอักษรได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่นาที ความสามารถในการผลิตชิ้นงานแบบ “พร้อมใช้” (Ready-to-use) นี้เอง คือปัจจัยชี้นำสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการจ้างงานต่อไปในอนาคต

 

งานบัญชี ยังแข็งแกร่ง AI ทำแทนไม่ได้

 

ขณะที่อาชีพ นักบัญชี กลับแสดงให้เห็นถึงความ “แข็งแกร่งสวนกระแส” โดยมีสัดส่วนความต้องการทักษะ AI ยังต่ำมากเพียง 1.3% ข้อมูลนี้ยืนยันว่างานที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบ และความถูกต้องแม่นยำ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ในระยะสั้น

 

เช่นเดียวกับวิศวกรโยธาที่ AI ยังคงมีส่วนร่วมในการทำงานน้อยมาก ดูได้จากสัดส่วนงานที่ต้องการทักษะด้าน AI ที่มีอยู่เพียง 0.7% เนื่องจากเป็นฐานที่เล็กมาก อัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบปีต่อปีจึงยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก ดังนั้นการหดตัวของประกาศหางานจึงมาจากการซบเซาตามวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งสองอาชีพนี้แสดงให้เห็นว่า AI ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานหลัก ซึ่งยังต้องอาศัยความรับผิดชอบและการตัดสินใจของมนุษย์เป็นสำคัญ

 

AI ช่วยคนมีประสบการณ์ แต่ตัดโอกาสเด็กจบใหม่

 

จากการเปรียบเทียบข้อมูลประกาศรับสมัครงานระหว่างปี 2567–2568 (ไตรมาส 2–4) พบว่าประกาศงานที่ระบุทักษะด้าน AI มีสัดส่วนที่ต้องการประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปสูงกว่าประกาศงานทั่วไปในทุกสาขาอาชีพ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบปีต่อปี (ภาพที่ 2) ตัวเลขนี้สะท้อนนัยสำคัญว่า นายจ้างไม่ได้มองทักษะ AI เป็นเพียงเครื่องมือพื้นฐานสำหรับแรงงานระดับเริ่มต้น หากแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 3

 

ภาพที่ 2: สัดส่วนงานที่ต้องการประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบปี พ.ศ. 2567 และ 2568 จำแนกตามอาชีพ ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ McKinsey Global Institute ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จากเดิมที่เป็นเพียง ‘ผู้ลงมือทำ’ ให้กลายมาเป็น ‘ผู้กำกับดูแล’ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ตลาดแรงงานเกิดภาวะ “Seniority Bias” หรือความลำเอียงที่ต้องการแต่ผู้มีประสบการณ์มากขึ้น เนื่องจากองค์กรต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงสาขา (Domain Expertise) เพราะแม้ AI จะช่วยดำเนินงานเชิงเทคนิคหรือเชิงปฏิบัติการได้ดีเยี่ยม แต่การใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดยังต้องอาศัยทักษะการ ‘ตรวจสอบความถูกต้อง’ (Validation) และการ ‘จัดการข้อยกเว้น’ (Exception Handling) ซึ่งเป็นจุดที่ AI ยังทำได้ไม่สมบูรณ์ องค์กรจึงต้องการคนที่พร้อม “ตรวจงาน AI” ได้ทันที ไม่ใช่คนที่ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมกับ AI ภาระงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ การควบคุมคุณภาพ และความรับผิดชอบเชิงวิชาชีพ จึงยังคงเป็นพื้นที่ที่ AI ไม่อาจทดแทนมนุษย์ได้

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออาชีพวิศวกรซอฟต์แวร์ แม้ AI จะสามารถเขียนโค้ดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่กระบวนการพัฒนาระบบยังจำเป็นต้องอาศัยวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์สูงในการตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดเหล่านั้น ประเมินความปลอดภัย และออกแบบสถาปัตยกรรมระบบให้รองรับการขยายตัวในอนาคต รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีใด หรือควรปรับโครงสร้างโค้ด (Refactor) ในส่วนไหน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณของผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

 

กระทบโครงสร้างระยะยาว ส่อขาดแรงงานในอนาคต

 

ข้อมูลที่กล่าวมาชี้ว่าแรงงานระดับเริ่มต้นที่เคยทำงาน routine จะถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้น ขณะที่แรงงานระดับอาวุโสที่สามารถกำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลงานของ AI ได้ จะยิ่งเป็นที่ต้องการ ทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึ่งพาแรงงานระดับอาวุโสมากขึ้น ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัย Generative AI as Seniority-Biased Technological Change2 ของ Hosseini และ Lichtinger (2025) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และบทความ The Great Graduate Job Drought จาก Financial Times ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดวงจรการคัดเลือกแรงงานที่มุ่งจ้างเฉพาะผู้ที่มีทักษะและประสบการณ์พร้อมใช้งาน และจำกัดโอกาสของแรงงานรุ่นใหม่ในการพัฒนาศักยภาพ

 

วงจรดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับโครงสร้างต่อระบบแรงงานในระยะยาว เนื่องจากทำให้เด็กจบใหม่มีแนวโน้มถูกกันออกจากตลาดงาน ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นขยายตัว ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของตำแหน่งงานระดับต้นยังทำให้ระบบการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรขาดช่องทางในการสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายจาก TDRI

 

ข้อมูลปี 2568 ชี้ชัดว่า เราไม่อาจปล่อยให้กลไกตลาดจัดการปัญหานี้โดยลำพัง เนื่องจากตลาดย่อมมุ่งสู่ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการเฟ้นหาเฉพาะ ‘ยอดฝีมือ’ และทิ้ง ‘ต้นกล้า’ ไว้ข้างหลัง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงไม่ใช่การขัดขวาง AI แต่คือการสร้าง ‘สะพาน’ เพื่อเชื่อม ‘ช่องว่างประสบการณ์’ (Experience Gap) ที่กำลังถ่างกว้างขึ้น

 

ภาคการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดผลจากการดูเพียง ‘ผลลัพธ์สุดท้าย’ สู่การให้ความสำคัญกับ ‘กระบวนการคิดและการตรวจสอบ’ เพื่อสร้างบัณฑิตที่ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน (Users) แต่เป็นผู้รับผิดชอบและต่อยอดผลลัพธ์จาก AI ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

 

ในขณะที่ภาคเอกชนต้องร่วมมือเปิดพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้เติบโต ผ่านการออกแบบงานระดับเริ่มต้นใหม่และสร้างเส้นทางอาชีพรองรับสายงานที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนได้สูง โดยมีรัฐเป็นผู้กำหนดแรงจูงใจ (Incentive) หรือมาตรการบังคับเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรแบบ ‘AI-Human Partnership’ ที่เน้นการทำงานร่วมกันมากกว่าการแทนที่เพื่อลดต้นทุน หากเราไม่เร่งซ่อมแซม ‘ท่อส่งกำลังคน’ (Talent Pipeline) ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรง ในวันที่ AI ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง

The post เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่? https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/ Wed, 04 Feb 2026 04:59:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1173555 ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และหารายได้เข้ารัฐมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรคเตรียมใช้ ‘ใบเสร็จ’ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและ SME เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อหวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นเกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสงสัยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวจะ ‘เพียงพอ’ ในการเคลื่อนภูเขานอกระบบได้หรือไม่ พร้อมหาคำตอบว่า ควรออกแบบนโยบายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

หวยใบเสร็จ ‘อาวุธกระดาษ’ ของพรรคการเมือง หวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบไทย’

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย ‘หวย’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งรอบนี้ว่า แนวคิดดังกล่าว ‘ถูก’ กับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศ แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอ’ ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยได้

 

“ผมก็เห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่ต่างเตรียมใช้เครื่องมือที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน อย่างน้อยในหลักการก็ถือว่า ถูกต้อง และถูกกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่มาก ราว 8-9 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP เปรียบเหมือนกับ ‘ภูเขาหินใหญ่’

 

ดังนั้นการจะเอาเงินหลักพันล้านถึงหมื่นล้านต้นๆ ไปเคลื่อนภูเขา ก็คงทำได้ แต่คงทำได้ ‘จำกัด’ และไม่น่าจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้” ดร.นณริฏกล่าว

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 48.38% ของ GDP ในปี 2020 นับว่า มีสัดส่วนสูงอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเป็นรองเพียงเมียนมา ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงราว 49.59%

 

ห่วงรางวัลออก ‘ยาก’ ไม่จูงใจรายเล็กเข้าร่วมโครงการ

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตนโยบายหวยของบางพรรคการเมืองว่า หากรางวัลยากเกินไป อาจทำให้คนทั่วไปหรือรายเล็กไม่สนใจ คล้ายกับสลากออมสิน

 

โดยอธิบายว่า “สาเหตุที่คนไม่ซื้อสลากออมสินส่วนหนึ่งเพราะว่ามีฟีดแบก (Feedback) ว่าโอกาสถูกรางวัล ‘ยาก’ แม้ว่าตัวเงินรางวัลอาจสูงถึง 10-20 ล้านบาท (แล้วแต่ผลิตภัณฑ์) สะท้อนว่า คนไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจอยากจะซื้อ เว้นแต่จะเป็นคนรวยจริงๆ เช่น ผู้ที่ซื้อสลากออมสินอาจจะครั้งละ 5 แสนบาท 5 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ดังนั้น หลักการก็จะคล้ายๆ กับใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า คนที่ซื้อเยอะจะได้ถูกรางวัลเยอะกว่าคนซื้อน้อย

 

จับตาผลข้างเคียงเป็น ‘ระบบทุนนิยม’

 

ดร.นณริฏ ยังกล่าวว่า แม้เป้าหมายของนโยบายลักษณะนี้คือ อยากให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจาก SME เพื่อให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งก็คงจะได้ผลบางส่วน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง (Side Effect) คือ การเพิ่มเติมความเหลื่อมล้ำในท้ายที่สุด เพราะ คนที่ได้รางวัลก็มีโอกาสที่จะเป็นคนที่มีฐานะได้มากกว่า

 

นโยบายเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาคนทุกกลุ่มได้

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บางพรรคการเมืองพยายามจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วย นอกเหนือไปจาก SME เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือ NGO จึงห่วงว่า จะทำให้พลังการขับเคลื่อนนโยบายอาจลดลง ดังนั้นจึงควรทำนโยบายแบบให้ความสำคัญเฉพาะแต่ละกลุ่มแทน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปัญหาและวิธีแก้ต่างกัน การใช้เครื่องมือเดียวแก้ทุกปัญหาจึงอาจจะขาดประสิทธิภาพได้

 

“ความครอบคลุมเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายนโยบายนี้ไปกับทุกกลุ่มพลังในการขับเคลื่อนอาจจะหายไป พรรคการเมืองควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีปัญหาของแต่ละกลุ่มคืออะไร ต้องบอกให้ได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการทำแล้วที่จะสามารถพัฒนากลุ่มนั้นๆ ได้ ผมคิดว่า ผู้ออกนโยบายต้องตอบให้ชัด ไม่ใช่ว่าลองไปก่อน ลองจ่ายเงินของประเทศไปก่อนสัก 3,000 ล้าน แล้วค่อยไปดูว่า ออกมาดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ค่อยยกเลิก ผมคิดว่า การทำนโยบายลักษณะนี้ไม่มีความรับผิดชอบ”

 

ดร.นณริฏ กล่าวต่อว่า การทำนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเป็นจุดๆ ไป เช่น อยากแก้ไขปัญหา SME ก็วางนโยบายมุ่งเป้าไปที่ SME ถ้าอยากแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็วางนโยบายไปที่เกษตรกร เป็นต้น

 

ความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจซุกซ่อนอยู่

 

นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังมองว่านโยบายหวยของบางพรรคการเมืองอาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณซ่อนอยู่ ในกรณีที่หากการตอบรับดี และใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาล

 

โดยระบุว่า “ถ้ามุ่งหวังให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านงบประมาณให้ดี เนื่องจาก หากมีใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาลอาจจะคุมต้นทุนไม่ได้”

 

นโยบายหวยอาจไม่ได้เกิด? จับตาความเป็นไปได้ทางกฎหมาย

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหวยของพรรคการเมืองอาจเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เนื่องจากไทยมีกฎหมายห้ามการพนัน เห็นได้จากความพยายามทำนโยบายหวยรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้ามักติดขัดด้านกฎหมาย

 

โดยดร.นณริฏอธิบายว่า “การออกนโยบายลักษณะนี้ก็ไม่รู้ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ เนื่องจาก ต้องเข้าใจว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพนัน เพราะฉะนั้น การออกหวยจะมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกรูปแบบไหนก็ออกได้

 

โดยย้อนกลับไป ในยุครัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามจะออกหวยหลายรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทำนโยบายคืนเงินบางส่วนกลับมาให้กับคนซื้อหวยในยามเกษียณก็เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทำไม่ได้

 

นอกจากนี้ สลากที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกลไกที่ต่างจากข้อเสนอของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยปัจจุบัน การออกสลากมาจากการเก็บเงินจากประชาชนที่ซื้อสลาก แล้วก็นำเงินส่วนไปดำเนิน (Run) กิจการ อย่างไรก็ตาม (นโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองต่างๆ รอบนี้) รัฐต้องเป็นคนออกเงินจึงไม่แน่ใจว่า จะใช้งบประมาณได้โดยง่ายหรือไม่”

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

 

ออกแบบ ‘หวยใบเสร็จ’ อย่างไรให้เกิดผลดีมากที่สุด

 

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ที่หลายพรรคการเมืองกำลังนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยนำเสนอ 5 แนวทางออกแบบเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศต่างๆ ดังนี้

 

1. รัฐต้องเลิกคิดจากฝั่งการจัดเก็บ และหันมาออกแบบจากแรงจูงใจของผู้บริโภค: จากประเทศที่ทำได้ผลจริง เช่น ไต้หวัน จีน และบราซิล พบสิ่งเดียวกันคือ ผู้บริโภคขอใบเสร็จมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ที่ร้านค้ารายงานสูงขึ้น และรายได้ภาษีสุทธิของรัฐเพิ่มขึ้น แม้หักเงินรางวัลและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว

 

2. การเล็งเป้าหมายไปที่กลุ่มที่มีปัญหา: จากประสบการณ์ของไทยตั้งแต่ปี 2546 พบว่าใบเสร็จที่เข้าระบบส่วนใหญ่มาจากร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ช่วยขยายฐานภาษี นโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อจำกัดเป้าหมายไปที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบ หากไม่เล็งเป้าให้แม่นยำ หวยใบเสร็จจะกลายเป็นเพียง ‘ของแถม’ ให้กับร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่เท่านั้น

 

3. โครงสร้างรางวัลที่กระตุ้นพฤติกรรมได้จริง: งานวิจัยระบุว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ ‘รางวัลใหญ่’ แต่คือระบบที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย โดยยกตัวอย่างบราซิลที่ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน ให้รางวัลขนาดเล็กแต่บ่อยและรู้ผลทันที ซึ่งสร้างพฤติกรรมการขอใบเสร็จซ้ำได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่มีผู้ได้รับน้อยราย นอกจากนี้ยังเตือนถึงกรณีของจอร์เจียที่ระบบล้มเหลวเนื่องจากขาดความโปร่งใสจนเกิดการโกง

 

4. ความคุ้มค่าในการเข้าสู่ระบบของ SMEs:

 

การตัดสินใจเข้าสู่ระบบ VAT ของธุรกิจขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit) เป็นหลัก ดังนั้น รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบ ‘ง่าย’ เช่น การทำ e-invoice ต้นทุนต่ำ หรือลดความยุ่งยากในการยื่นแบบ

 

5. ระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน (Whistle-blowing)

 

กลไกที่สำคัญอีกประการคือช่องทางการร้องเรียน หลักฐานในต่างประเทศชี้ว่า ร้านค้าที่ถูกลูกค้าส่งคำร้องเรียนว่าไม่ยอมออกใบเสร็จ จะมีการออกใบเสร็จเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 7% เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 2

 

รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

 

นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

 

วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

 

  • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
  • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

 

ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

 

กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

 

“รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 3

 

รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

 

พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

 

วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

 

ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

 

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 4
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกต TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบสูง กระทบเสถียรภาพการคลัง หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้ https://thestandard.co/tdri-democrat-policies-fiscal-risk/ Mon, 02 Feb 2026 12:11:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1172791 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์นโยบาย ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงงบสูงกระทบเสถียรภาพการคลัง

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกต TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบสูง กระทบเสถียรภาพการคลัง หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์นโยบาย ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงงบสูงกระทบเสถียรภาพการคลัง

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบประมาณสูงกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี กระทบเสถียรภาพการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้ แนะทบทวน ‘เมกะโปรเจ็กต์’ สร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) มองทำไม่ทัน 4 ปี ชี้ ‘ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท’ ผลาญงบ 2.16 แสนล้านบาทต่อปี หนุนปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ตลอดจน ‘ประกันรายได้’

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย ‘เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า’

 

ในภาพรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง ‘นโยบายเรือธงเดิม’ คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ ‘นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย

 

โดยคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • นโยบาย “พระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine

 

ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

  • โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘ประกันรายได้’

 

คณะผู้วิจัยประเมินว่าเป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ควรคิดเบี้ยประกันบางส่วนจากเกษตรกร เพื่อสร้างตลาดประกันภัย และประกาศการเกิดภัยพิบัติโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า ไม่ใช่โดยการตัดสินใจทางการเมือง

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ ‘เมกะโปรเจกต์’ พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก)

 

คณะผู้วิจัยมองว่า แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ

 

นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุน (PPP) ได้ยาก พรรคประชาธิปัตย์จึงควรจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำโครงการ

 

  • โครงการ ‘ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร’ ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย ‘ประกันรายได้’ ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต (รวมทั้งการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม) และขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร

 

  • นโยบาย ‘ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท’ (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ ‘ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่’ ให้ ‘รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว’ โดยไม่ใช้งบประมาณ

 

นโยบายดังกล่าวคณะผู้วิจัยประเมินว่า น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง ซึ่งจากการประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย

 

  • นโยบาย ‘ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง’ ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ

 

คณะผู้วิจัยมองว่าเป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวจะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง ‘เงินเฟ้อด้านอุปสงค์’ แม้จะลด ‘เงินเฟ้อด้านอุปทาน’ จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม

 

ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกต TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ห่วงก่องบสูง กระทบเสถียรภาพการคลัง หากไม่สามารถหารายได้ใหม่ทดแทนได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ https://thestandard.co/tdri-warns-kla-tham-policies/ Mon, 02 Feb 2026 10:32:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1172716 TDRI วิเคราะห์นโยบายหาเสียงพรรคกล้าธรรม แนะทบทวนโครงการประกันรายได้-พลังงานราคาถูก-กรุงเทพฯ

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI วิเคราะห์นโยบายหาเสียงพรรคกล้าธรรม แนะทบทวนโครงการประกันรายได้-พลังงานราคาถูก-กรุงเทพฯ

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวน นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ ‘ประกันรายได้ประชาชน’ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ชี้เป็นหน้าที่ กทม. แต่หนุนโครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy)

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคกล้าธรรม’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย

 

นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย ‘ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ’ นโยบาย ‘ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง’ นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ และนโยบาย ‘แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่’ แล้ว พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น ‘Bangkok Shield’ เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพฯ) ‘Bangkok Green’ (จัดการขยะ) ‘Bangkok Gem’ (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ ‘Bangkok Earn’ (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น ตลอดจนยังมีนโยบาย ‘ปราบทุนเทา ทลาย Corruption’ โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม

 

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคกล้าธรรม คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • โครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy) ในนโยบาย ‘Bangkok Green’ น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90-140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ

 

ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22-28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

แม้พรรคกล้าธรรมระบุว่าจะดำเนินการโดย ‘ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและใช้ Green Finance’ ก็น่าจะไม่ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิด

 

การประหยัดพลังงาน

 

  • นโยบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน’ ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร

 

เนื่องจากไม่ว่าจะผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร

 

พรรคกล้าธรรมจึงควรทบทวนนโยบายนี้ให้เหลือเฉพาะการประกันความเสี่ยงที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

 

  • โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง

 

ในขณะที่โครงการ Bangkok Park (ลงทุนสร้างที่จอดรถเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว) ควรใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยรัฐหนุนเสริมเฉพาะในกรณีที่มีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น สร้างพื้นที่จอดแล้วจร (Park and Ride)

 

  • นโยบาย ‘Banking for Thais’ (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ ‘แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ’ น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ

 

ทั้งนี้ หากพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีการให้สินเชื่อ ควรใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐอาจช่วยประกันสินเชื่อเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคเพื่อไทย’ แนะควรทบทวนนโยบาย ‘เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน-คนไทยไร้จน’ https://thestandard.co/tdri-pheu-thai-policies-review/ Mon, 02 Feb 2026 09:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1172675 ภาพประกอบการวิเคราะห์ข้อสังเกตนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคเพื่อไ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคเพื่อไทย’ แนะควรทบทวนนโยบาย ‘เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน-คนไทยไร้จน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ข้อสังเกตนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคเพื่อไทย’ พบว่า ใช้งบประมาณไปกับนโยบาย ‘คนไทยไร้จน’ มากที่สุด และมุ่งใช้เงินงบประมาณไปกับมาตรการแก้หนี้ และนโยบายเกษตร แนะควรทบทวน นโยบายเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน คนไทยไร้จน และล้างหนี้ เป็นต้น หนุนนโยบาย NaCGA ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก นโยบาย ‘ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน’ และนโยบาย ‘ปลดล็อกพลังงานสะอาด เป็นต้น

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคเพื่อไทย’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งนอกจากนโยบาย ‘คนไทยไร้จน’ ที่ใช้วงเงินมากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ (1.5 หมื่นล้านบาท) นโยบาย ‘ล้างหนี้นอกระบบ’ (6 พันล้านบาท) นโยบาย ‘ล้างหนี้วัยเกษียณ’ (4 พันล้านบาท) และนโยบาย ‘ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด’ (3 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการเกษตรอีกหลายนโยบาย เช่น นโยบาย ‘ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%’

 

โดยคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • นโยบาย ‘สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ’ (NaCGA) ซึ่งมุ่งสร้างระบบค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยเปลี่ยนระบบค้ำประกันเดิมเป็นระบบคิดราคาตามความเสี่ยง (risk-based pricing) ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้อาจใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินการ และจะมีความเหมาะสมหากให้ธนาคารพาณิชย์ (ไม่ใช่สถาบันการเงินของรัฐ) เป็นผู้ให้สินเชื่อ เพราะใช้กลไกตลาดในการตัดสินใจให้สินเชื่อ ในขณะที่สามารถช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำลงจากการค้ำประกัน

 

  • นโยบาย ‘ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก’ และนโยบาย ‘ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก’ เป็นนโยบายที่ดีในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังจัดสรรงบประมาณในการดำเนินนโยบายทั้งสองไว้น้อยมากเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และ 200 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ และที่สำคัญคือจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

 

  • นโยบาย ‘ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน’ ซึ่งจะใช้การบริหารจัดการและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สนามบินไม่มีความแออัด สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พรรคระบุว่านโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การบริหารจัดการภายในของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะต้องมีการลงทุนไม่น้อย แม้จะมีโอกาสคุ้มทุนสูง ก็ควรต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ได้มาตรฐานก่อน

 

  • นโยบาย ‘ปลดล็อกพลังงานสะอาด’ ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนการติดตั้ง solar rooftop การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (battery storage) โดยจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี นโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ (catalyst) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนหลัก เพราะวงเงินที่กำหนดไว้น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับโครงการนำร่องเท่านั้น

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • นโยบาย ‘เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน’ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงต่อสาธารณะว่าจะแจกเงินผ่านระบบลอตเตอรี่รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 9 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อกกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย

 

  • นโยบาย ‘คนไทยไร้จน’ ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการ ‘แจกเงิน’ ให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

 

  • นโยบาย ‘ล้างหนี้ประชาชน’ และนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เนื่องจากส่งสัญญาณให้ลูกหนี้ลดความพยายามในการจัดการหนี้ของตนเอง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขหนี้ด้วยการยกหนี้จะไม่สามารถทำได้เลย แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

 

  • นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะที่จะสร้างปัญหา อาทิ นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ) โดยนโยบายนี้จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เพราะไม่ว่าจะเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้กำไร จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นอกจากนี้ หากสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้ตามเป้าหมายคือประกันกำไรสินค้าเกษตรที่ 30% จริง ก็มีโอกาสมากที่งบที่ใช้จริงจะบานปลายไปกว่าที่ตั้งไว้ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปีมาก

 

  • นโยบาย ‘ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่’ ซึ่งสนับสนุนกล้ายางให้แก่เกษตรกร และนโยบาย ‘คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์’ มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจากการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายปัจจัยการผลิตโดยไม่เหมาะสมและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย

 

  • นโยบาย “AI For All” ซึ่งมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ด้าน AI โดยได้สิทธิรับ token ฟรีเพื่อนำไปใช้ใน AI platform มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชาชนในการใช้ AI คือการมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการซื้อ token เพื่อใช้ระบบ AI ทั้งที่มีระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้วจำนวนมาก

 

  • นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะดำเนินการให้สำเร็จได้โดยการบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ จึงเสมือนไม่มีต้นทุนทางการคลัง อย่างไรก็ตามการคำนวณของคณะผู้วิจัยพบว่านโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

 

  • นโยบาย ‘ลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท’ (ทุกหน่วย) เป็นนโยบายที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้ “การบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ” อย่างไรก็ตาม การประมาณการของคณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย

 

  • นโยบาย ‘ซื้อสินค้า SMEs ลดหย่อนพิเศษ’ ซึ่งให้บริษัทที่จัดซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีพิเศษได้ เป็นนโยบายที่พรรคระบุว่าสามารถดำเนินการได้จาก “การบริหารการจัดเก็บรายได้” อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง นโยบายนี้จะสร้างภาระการคลังจากภาษีที่ต้องลดหย่อนตามขอบเขตในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถใช้เพียงการบริหารการจัดเก็บรายได้ตามที่ระบุ

 

  • นโยบาย ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย’ เพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งพรรคระบุว่าจะใช้งบประมาณเพียง 2 พันล้านบาท คณะผู้วิจัยเห็นว่างบประมาณที่ระบุไว้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะโครงการในลักษณะดังกล่าวน่าจะต้องมีการลงทุนสูง ดังตัวอย่างการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่ผ่านมา

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคเพื่อไทย’ แนะควรทบทวนนโยบาย ‘เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน-คนไทยไร้จน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ https://thestandard.co/tdri-bhumjaithai-policy-review/ Mon, 02 Feb 2026 08:51:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1172668 ภาพประกอบการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง 'คนละครึ่งพลัส' และ 'ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท' ของ พรรคภูมิใจไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง 'คนละครึ่งพลัส' และ 'ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท' ของ พรรคภูมิใจไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) และนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ เป็นต้น พร้อมสนับสนุนนโยบาย ‘รมต.มืออาชีพ’ ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ และนโยบาย ‘พยาบาลอาสา’ ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา)

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ลดค่าไฟฟ้า (หน่วยละ 3 บาท) คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2) ทหารอาสา (1 แสนคน) และพยาบาลอาสา (7.5 แสนคน)

 

โดยคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า อย่างไรก็ตามมีความท้าทายที่นโยบายนี้อาจไม่สามารถปฏิบัติได้ง่ายเหมือนในช่วงรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากในช่วงนั้นพรรคประชาชนลงคะแนนเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้มีเก้าอี้เหลือสำหรับ “รมต.มืออาชีพ”

 

  • นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมพยาบาลอาสาอย่างเพียงพอและคัดเลือกพยาบาลอาสาตามคุณสมบัติ อนึ่งการดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ TDRI ยังระบุว่า การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำมากจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้

 

  • นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งผลให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด

 

  • นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ

 

  • นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป

 

  • นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ appeared first on THE STANDARD.

]]>