ไม่มีอะไรที่สวยงามไปกว่านี้
การได้เดินจูงมือตัวนำโชคเด็กน้อยลงสู่สนามท่ามกลางแฟนฟุตบอลกว่า 60,000 คนที่เข้ามาชมเกมการแข่งขันนัดพิเศษ ใต้ท้องฟ้าที่แสนสดใส
ได้ฟังบทเพลง You’ll Never Walk Alone ที่ดังกระหึ่ม
ได้นั่งคุมทีมที่เป็นทั้งความรัก ความฝัน และความทรงจำตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ในเกมที่สนุกสนานเกินความคาดหมายและได้รับชัยชนะในบั้นปลาย
สำหรับทุกสิ่งที่ได้รับมา สเวน-โกรัน อีริกส์สัน ใช้หยาดน้ำตาพูดแทนความรู้สึกของเขาไปหมดแล้วในระหว่างการเดินขอบคุณทุกคนรอบสนาม
เพียงแต่เขาไม่ได้เป็น ‘ผู้รับ’ เพียงอย่างเดียวในเกมนี้
อดีตผู้จัดการทีมดังชาวสวีเดนยังได้มอบบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสนาม ชมเกมอยู่ทางบ้าน หรือต่อให้ไม่ได้เป็นแฟนลิเวอร์พูลแต่ได้ดูเรื่องราวและบรรยากาศตั้งแต่ก่อนเกมจนเกมจบลง
View this post on Instagram
แอนฟิลด์ได้ต้อนรับแขกคนพิเศษ
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ทีมลิเวอร์พูลจะใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากโปรแกรมระดับสโมสรในช่วงเดือนมีนาคมเพื่อจัดเกมการกุศลนัดพิเศษในนามของมูลนิธิลิเวอร์พูล (Liverpool Foundation)
ต้นธารของเรื่องราวเกิดจากการที่มีการรวมตัวกันของนักเตะดาวดังในอดีตที่มักจะได้รับเชิญให้ไปแข่งขันที่โน่นที่นี่ – ซึ่งก็รวมถึงในประเทศไทยด้วย – แต่การรวมตัวเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับสโมสรโดยตรงเสียทีเดียว
แต่ก็พอจับกระแสได้ว่านักฟุตบอลเก่าที่อาจหมดอายุในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ไม่ได้แปลว่าคุณค่าของพวกเขาจะหมดลงไปด้วย ยังคงมีแฟนฟุตบอลที่ยังรักมั่นในนักเตะเหล่านี้อยู่
จุดประกายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 ปีที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสรประกาศว่า เขาจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลเพื่อเดินทางต่อในบั้นปลายชีวิตที่สหรัฐอเมริกา หนึ่งในกิจกรรมอำลาคือเกมการกุศลนัดพิเศษระหว่างทีม Gerrard XI ของเขากับทีม Carragher XI ของ เจมี คาร์ราเกอร์ ที่ประกาศอำลาทีมไปก่อนหน้านั้น
วันนั้นเกมจัดขึ้นที่สนามแอนฟิลด์โดยมีซูเปอร์สตาร์ขวัญใจทีมอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส กับ หลุยส์ ซัวเรซ กลับมาเล่นร่วมกับเจอร์ราร์ดด้วย ซึ่งเกมประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในแง่ของความสุขของทุกฝ่าย เงินที่ได้รับบริจาคเพื่อช่วยการกุศล และในแง่ของการรับรู้
นับจากนั้นเป็นต้นมาลิเวอร์พูลตัดสินใจว่าสโมสรควรจะเป็นเจ้าภาพของเกมการกุศลเอง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2017 โดยจัดทีมตำนานลิเวอร์พูล (Liverpool Legends) พบกับตำนานเรอัล มาดริด (Real Madrid Legends)
การแข่งขันเกมตำนานเกิดขึ้นทุกปี โดยมีตำนานนักเตะหมุนเวียนเปลี่ยนกันมา ซึ่งในทีมนอกจากซูเปอร์สตาร์ขวัญใจแฟนๆ และนักเตะที่อาจไม่ได้เป็นสตาร์แต่อย่างน้อยก็เคยรับใช้สโมสรเป็น ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ซึ่งสำคัญที่สุดคืออดีตนักเตะเหล่านี้เล่นในตำแหน่งที่สตาร์ไม่เล่นหรือเล่นไม่ได้ด้วย
แต่สำหรับปี 2024 พวกเขาได้ต้อนรับ ‘แขกพิเศษ’
สเวน-โกรัน อีริกส์สัน กับความฝันสุดท้ายที่เป็นความจริง
แขกคนดังกล่าวคือ สเวน-โกรัน อีริกส์สัน อดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานของวงการที่ประสบความสำเร็จมามากมายในโลกลูกหนัง โดยเฉพาะการนำลาซิโอ คว้าแชมป์เซเรียอาได้ในปี 1999 ที่ถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิต ก่อนจะกลายเป็นผู้จัดการทีมชาวต่างชาติคนแรกที่ได้คุมทีมชาติอังกฤษ
ในเกมนี้สเวนได้โอกาสมานั่งคุมทีมข้างสนามในเกมที่ตำนานลิเวอร์พูลได้ต้อนรับตำนานอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในฐานะหนึ่งในทีมจัดการร่วมกับ จอห์น บาร์นส์, เอียน รัช และ จอห์น อัลดริดจ์ ในฐานะตำนานแห่งแอนฟิลด์
แต่ความจริงแล้ว ‘สเวน’ ไม่ได้เป็นอดีตนักเตะของลิเวอร์พูล แน่นอนไม่เคยคุมทีมด้วย ถ้าว่ากันตามศักดิ์และสิทธิ์แล้วเขาไม่น่าจะได้โอกาสมาอยู่ตรงนี้
เพียงแต่บางครั้งมันมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าจะมาคิดถึงเรื่องเหล่านั้น
และการที่สเวนได้มานั่งคุมทีมอยู่ที่ข้างสนามนั้น ผมคิดว่าเราน่าจะพอพูดได้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่งดงามที่สุดสมดังชื่อ ‘The Beautiful Game’
จุดเริ่มต้นจากการเปิดเผยข่าวร้ายของอดีตกุนซือชื่อดังชาวสวีดิชผู้ใช้ชีวิตอย่างโลดโผนเต็มเหนี่ยวตลอดมา ว่าเขาได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน
โดยที่ไม่มีโอกาสที่เขาจะได้ต่อสู้กับโรคด้วยซ้ำ เพราะเนื้อร้ายนั้นอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว
สเวนจะเหลือเวลาบนโลกนี้อย่างมากที่สุดก็อาจจะหนึ่งปีหรือไม่ถึง
แต่ด้วยความเข้มแข็งของหัวใจ รอยยิ้มของคนที่ยอมรับโชคชะตา สเวนได้รับกำลังใจจากคนทั้งโลกที่รู้ว่าใต้รอยยิ้มนั้นลึกๆ แล้วย่อมมีความเจ็บปวดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นถ้อยคำได้
ในช่วงเวลานั้นสเวนได้รับการติดต่อพูดคุยกับสื่อหลายที่ มีหลายเรื่องราวที่เขาเปิดเผยและเปิดใจ หนึ่งในนั้นคือ ‘ความรัก’ ของเขาที่มีต่อลิเวอร์พูล รักแรกและรักเดียวที่ไม่เคยเปิดเผยให้คนนอกได้รู้มาก่อน
ความรักนี้ได้กลายเป็นกระแสเรียกร้องจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกบนโซเชียลมีเดีย
ขอโอกาสให้สเวนได้นั่งคุมทีมลิเวอร์พูลสักครั้งได้ไหม?
เสียงเรียกร้องนี้ดังไปถึง เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันที่กำลังจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ที่ตอบรับด้วยความยินดีว่า “มาสิ”
ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะติดต่อกลับไปและยืนยันว่าสเวนจะร่วมเป็นหนึ่งในทีมจัดการในเกมของเหล่าตำนาน
ท่ามกลางเสียงปรบมือในใจของทุกคน
View this post on Instagram
เจอร์เกน คล็อปป์ เปิดประตูต้อนรับสเวนด้วยความเต็มใจ
การคุมลิเวอร์พูลของเขาครั้งแรกและครั้งเดียวจบลงด้วยชัยชนะที่สวยงาม เมื่อทีมพลิกสถานการณ์จากตามหลังอาแจ็กซ์ 2-0 ในครึ่งแรกกลับมาพลิกเอาชนะได้ 4-2 ในช่วงครึ่งเวลาหลัง โดยที่คนยิงประตูปิดท้ายคือ ‘เอลนีโญ’ เฟร์นานโด ตอร์เรส ยอดขวัญใจที่เหล่าเดอะ ค็อปเฝ้ารอตลอดมา
เพียงแต่สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เรื่องของผลการแข่งขัน แต่เป็นทุกช่วงเวลานาทีที่สเวนเดินทางมาถึงลิเวอร์พูล
ทั้งหมดล้วนเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับทุกคน ไม่เฉพาะตัวของเขาเอง
หากใครได้ฟังการสัมภาษณ์จะสัมผัสได้ว่าสเวนรู้สึกซาบซึ้งต่อทุกสิ่งที่เขาได้รับ โดยเฉพาะโอกาสในการได้ทำหน้าที่กับทีมที่เขาเชียร์ตามคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ
แม้ว่ามันจะไม่ใช่การคุมทีมจริงในเกมการแข่งขันจริงๆ แต่มันคือการได้นั่งอยู่ข้างสนามแอนฟิลด์ต่อหน้าแฟนลิเวอร์พูลจริงๆ มันคือ ‘เรื่องจริง’
“ผมร้องไห้ เพราะมันช่างสวยงาม การได้นั่งที่ม้านั่งของลิเวอร์พูลเป็นความฝันชั่วชีวิตของผม และตอนนี้มันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว วันนี้เป็นวันที่งดงามในทุกสิ่งทุกอย่าง”
ที่ผ่านมาเขาเคยนั่งคุมทีมข้างสนามที่แอนฟิลด์มาบ้าง ซึ่งรวมถึงในเกมที่อังกฤษพิชิตฟินแลนด์ได้ในปี 2001 – เกมที่ ยารี ลิตมาเนน หนึ่งในตำนานที่ได้ลงสนามให้ทั้งอาแจ็กซ์และลิเวอร์พูล ได้รับบาดเจ็บข้อมือหัก – แต่นั่นเป็นการทำหน้าที่ในบทบาทผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ
ถ้อยคำของเขาแทนความรู้สึกขอบคุณที่ทุกคนได้ให้โอกาสแก่ชายคนหนึ่งที่เหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกไม่นานเท่าไร ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้
“ขอบคุณลิเวอร์พูลที่มอบโอกาสครั้งนี้ให้แก่ผม” สเวนบอก และย้ำว่าวันนี้จะเป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในชีวิตของเขา
ในช่วงของ Lap of Honour หลังจบการแข่งขันสเวนที่ไม่ได้ดูแข็งแรงมากนัก แต่ยังแข็งแรงพอที่จะพยายามเดินไปรอบสนามเพื่อขอบคุณแฟนๆ และโบกมือทักทายทุกคนที่มาร่วมงานบุญในวันนี้
เพียงแต่สเวนไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้รับอย่างเดียว
เขายังได้ส่งต่อหลายสิ่งหลายอย่างกลับคืนสู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทรงจำ การพิสูจน์ให้เห็นว่าความฝันไม่มีวันหมดอายุ
และบทเรียนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของชีวิตของเขาที่ใช้ได้กับทุกคน
บทเรียนนั้นสเวนได้ถ่ายทอดไว้ให้ผ่านการสัมภาษณ์ในช่วงก่อนถึงวันแข่งขัน ถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดนับจากที่ได้รับการพิพากษาโทษประหารชีวิตจากใครก็ตามสักคนบนฟ้าที่คิดว่าเขาอยู่มานานมากพอแล้ว
ว่าการลืมตาตื่นในทุกเช้าโดยไม่เจ็บปวดคือพรที่ดีที่สุดแล้ว
สำหรับคนที่รู้ว่าเวลาในชีวิตเหลือเพียงไม่ถึงปี สเวนที่ช็อกเมื่อรู้ตัวแต่ค่อยๆ เรียนรู้และค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญและมีความหมายที่สุดไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้หรือวันข้างหน้า
แต่คือวันนี้ ตอนนี้
คนเราควรมีความสุขแค่ชั่วเข็มวินาทีที่เดินไป
ส่วนตัวเขาถือว่าชั่วชีวิตนี้ดีและงดงามมากพอแล้ว
ในเกมตำนานลิเวอร์พูลปีหน้า ไม่มีใครรู้ว่าสเวนจะมีโอกาสได้เดินทางมาอีกไหม หรือจะได้ดูเกมนี้อยู่ที่ใดในโลกหรือเปล่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนึ่งวันมหัศจรรย์นี้จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนไปอีกนานเท่านาน