วันนี้ (6 มกราคม) ที่ สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นกล่าวโทษคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนรวม 2 ชุด โดยระบุว่าเพื่อเป็นการปกป้องกระบวนการยุติธรรมและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกความ
สัญญาภัชระ เปิดเผยว่า การเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการเข้าร่วมรับฟังการสืบสวนเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา และพบข้อเท็จจริงว่าพนักงานสอบสวนมิได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา หรือดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ซึ่งเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างว่าได้นำทองคำไปมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง
“ตามระเบียบและขั้นตอนทางกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่จะกันบุคคลใดไว้เป็นพยาน จำเป็นต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาตกเป็นผู้ต้องหาก่อน แต่กรณีนี้คณะทำงานกลับไม่ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จึงเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157” สัญญาภัชระ กล่าว
สำหรับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ถูกกล่าวโทษ ประกอบด้วย
1. ชุดพนักงานสืบสวนตามคำสั่ง ตร. ที่ 580/2566 นำโดย พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์
2. ชุดคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 343/2566 นำโดย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว
นอกจากประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายสัญญาภัชระ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน โดยเฉพาะคลิปวิดีโอเรื่องทองคำที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าในคลิปดังกล่าวไม่ปรากฏภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความต่อเนื่องของภาพและเสียงตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ (พ.ร.บ.อุ้มหาย) มาตรา 22 ว่ามีการตัดต่อหรือไม่
รวมถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พนักงานขับรถหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรรมการ ป.ป.ช. ถูกควบคุมตัวไปในลักษณะบังคับเพื่อให้การซัดทอด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งหากเป็นจริง จะถือเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย และทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของสำนวนคดีทันที
ทนายความได้เน้นย้ำถึงประเด็นอำนาจการสอบสวน โดยระบุว่า เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 61 อำนาจการไต่สวนควรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรง ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนตำรวจที่จะดำเนินการเองทั้งหมด อีกทั้งยังตั้งข้อรังเกียจเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากพนักงานสอบสวนชุดนี้หลายนายเป็นคู่กรณีโดยตรงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทั้งนี้ สัญญาภัชระ ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และมั่นใจในความบริสุทธิ์ โดยภายหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ สน.พหลโยธิน แล้ว ตนจะเดินทางต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านและขอความเป็นธรรมต่อไป


