เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ ลต.สขข. 16/2569 และคดีหมายเลขแดงที่ ลต.สขข. 20/2569 กรณีข้อพิพาทระหว่าง ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม (ผู้ร้อง) กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. (ผู้คัดค้าน) เรื่องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประกาศรายชื่อก้องเกียรติ เป็นผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ต่อมา สมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคุณสมบัติ โดย กกต. ได้ตรวจสอบและมีคำวินิจฉัยที่ 257/2569 ให้ถอนชื่อก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร
เนื่องจากตรวจสอบพบว่า ก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ที่ห้ามบุคคลเคยกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยทุจริตลงสมัครรับเลือกตั้ง
ต่อมา ก้องเกียรติ ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาฯ โดยโต้แย้งคำวินิจฉัยของ กกต. อ้างว่าข้อมูลมีความขัดแย้งกันระหว่างหนังสือของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับกรมคุมประพฤติ โดยระบุว่าพยานหลักฐานของ กกต. ไม่อาจพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลได้ว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีลักทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. และคืนสิทธิในการเป็นผู้สมัคร
ศาลฎีกาฯ ได้พิจารณาพยานหลักฐานและการไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุผลเรื่องความสับสนของเอกสารราชการบางส่วน แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากสถานีตำรวจ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติ รวมถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร ทั้งเลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และคำเบิกความของผู้ร้องเอง พบว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องตรงกัน ยืนยันได้ว่าก้องเกียรติ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ซึ่งศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีเคยพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก และคดีถึงที่สุดแล้ว
ดังนั้น ผู้ร้องจึงถือเป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติของกฎหมาย การที่ กกต. มีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาฯ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ส่งผลให้ก้องเกียรติ พ้นจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ทันที


