วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดร้ายแรงทางศีลธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคการเมือง
คำร้องดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลจังหวัดมหาสารคามได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ในคดีหมายเลขดำที่ 7841/2568 ซึ่งพิพากษาให้ ธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส. เขต 1 จ.มหาสารคาม พรรคประชาชน มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายและมอมยาผู้เสียหาย โดยศาลลงโทษจำคุก 4 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษลดเหลือ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
ศรีสุวรรณระบุว่า พรรคประชาชนและคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ย่อมทราบถึงพฤติการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากเคยมีผู้ทักท้วงถึงความไม่เหมาะสมในการส่งเป็นผู้สมัคร สส. แต่ทางพรรคกลับยังคงมีมติให้ดำเนินการต่อ ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนาส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลที่มีพฤติการณ์คุกคามความสงบเรียบร้อยและขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้อ้างถึงข้อห้ามตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการหรือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่พรรคเมินเฉยต่อคำเตือนและยังคงสนับสนุนบุคคลที่กระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเป็นการขัดต่อมาตรา 45 อย่างชัดแจ้ง ซึ่งหาก กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลความผิดจริง กฎหมายกำหนดให้ต้องเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่ง ยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 (3) ต่อไป
ศรีสุวรรณได้นำสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาและพยานหลักฐานประกอบการร้องเรียน มอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อประกอบการไต่สวนเอาผิดตามครรลองของกฎหมายพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำว่าพรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการคัดกรองบุคลากรและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมสูงสุด
ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนโดยโฆษกพรรคฯ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจและขอโทษผู้เสียหายต่อกรณีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของ กกต. จะรับเรื่องเพื่อพิจารณาเข้าสู่กระบวนการไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป


