×

Sovereign AI: พรมแดนของโลกดิจิทัล

25.03.2026
  • LOADING...
Sovereign AI: พรมแดนของโลกดิจิทัล

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การตัดสินใจคล้ายๆ กันเริ่มปรากฏขึ้นทั่วโลก

 

ฝรั่งเศสประกาศแผนยุติการใช้เครื่องมืออย่าง Zoom และ Microsoft Teams ในหน่วยงานรัฐบาล เพื่อผลักดันความเป็นอิสระทางดิจิทัล กองทัพออสเตรียเปลี่ยนมาใช้ LibreOffice แบบโอเพนซอร์สแทน Microsoft Office โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการ ในเยอรมนี รัฐบาลชเลสวิก-โฮลชไตน์ย้ายพนักงานภาครัฐกว่า 30,000 คนออกจาก Microsoft Exchange และ Outlook ไปสู่ทางเลือกอื่น

 

มองแยกกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้ดูเหมือนแค่เรื่องเล็กน้อย การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ การสลับเครื่องมือสำนักงาน

 

แต่เมื่อมองภาพรวม สิ่งเหล่านี้กลับเผยให้เห็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น

 

อินเทอร์เน็ตเคยถูกจินตนาการว่าเป็นโลกที่ไร้พรมแดน แต่วันนี้ พรมแดนกำลังกลับมา

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ Zoom หรือ Microsoft มันคือเรื่องของการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

 

ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา โลกเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสามารถเป็นของทุกคนได้ ประเทศต่างๆ พึ่งพาแพลตฟอร์มไม่กี่รายในการขับเคลื่อนการสื่อสาร การจัดเก็บข้อมูล เครื่องมือการทำงานและที่มากขึ้นเรื่อยๆ คือ ปัญญาประดิษฐ์ วิธีนี้สะดวก มีประสิทธิภาพ และขยายตัวได้ไม่จำกัดแต่ก็สร้างการพึ่งพาที่ลึกซึ้งตามมาด้วย

 

วันนี้ รัฐบาลทั่วโลกเริ่มมองเห็นความจริงที่ว่าระบบดิจิทัลจำนวนมากที่สังคมของตนพึ่งพาอยู่นั้น ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทและรัฐบาลต่างชาติ และความจริงนั้นกำลังเปลี่ยนวิธีที่ประเทศต่างๆ มองเทคโนโลยี

 

สิ่งที่เรากำลังเห็น คือ ช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ การนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญกลับคืนสู่การควบคุมระดับชาติ กระบวนการนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น geopatriation – การส่งคืนความสามารถทางเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศ

 

การเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงกับกระแส AI แห่งชาติ (Sovereign AI) และแนวคิดอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตรรกะนั้นเรียบง่าย ถ้าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ประเทศต่างๆ คงไม่อยากให้สิ่งนั้นถูกควบคุมจากที่อื่นทั้งหมด และโลกก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความกังวลนั้นไม่ได้เกินจริง

 

พัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดได้เร่งให้ความคิดนี้ชัดเจนขึ้น การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีน การคว่ำบาตรที่ตัดรัสเซียออกจากแพลตฟอร์มโลก การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ และข้อจำกัดชิป AI ขั้นสูง ล้วนบังคับให้รัฐบาลต้องทบทวนการพึ่งพาทางเทคโนโลยีของผู้อื่น คำถามว่าข้อมูลระดับชาติถูกเก็บไว้ที่ไหน และใครเป็นผู้ควบคุมโมเดลที่อยู่เบื้องหลัง AI สมัยใหม่ ได้เปลี่ยนจากการถกเถียงทางเทคนิคกลายเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ

 

ทั่วโลกเริ่มมีการตอบสนอง ยุโรปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอธิปไตย และสนับสนุน Mistral AI เพื่อสร้างโมเดล frontier ของยุโรปเอง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พัฒนา Falcon หนึ่งในโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบ open weight ชั้นนำของโลก อินเดียสร้าง India Stack เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ สำหรับระบบยืนยันตัวตนและการชำระเงิน เกาหลีใต้พัฒนาความสามารถ AI ภายในประเทศผ่าน HyperCLOVA ขณะที่ญี่ปุ่นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบอธิปไตยสำหรับระบบรัฐบาล

 

เทคโนโลยีซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กำลังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจของชาติมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลเริ่มถามคำถามที่ยากขึ้น ใครควบคุมโมเดล AI ที่เราพึ่งพา ข้อมูลระดับชาติของเราถูกเก็บไว้ที่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตัดการเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญมานานหลายสิบปี

 

หลายคนเชื่อว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจะยังคงเป็นกลางทางการเมือง สมมติฐานนั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป

 

ผลที่ตามมา คือ รัฐบาลกำลังลงทุนในคลาวด์และโมเดล AI ระดับชาติ กำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ และทางเลือกโอเพนซอร์สสำหรับซอฟต์แวร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย อินเทอร์เน็ตไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังค่อยๆ แตกออกเป็นขอบเขตอิทธิพลทางเทคโนโลยี แพลตฟอร์มอเมริกัน แพลตฟอร์มจีน แพลตฟอร์มยุโรป ระบบ AI ระดับชาติ และโครงสร้างข้อมูลระดับชาติ

 

อินเทอร์เน็ตไร้พรมแดนกำลังค่อยๆ กลายเป็นโลกของเขตอำนาจดิจิทัล

 

นี่คือคำถามสำคัญสำหรับประเทศไทย อธิปไตยทางเทคโนโลยีหมายความว่าอะไรสำหรับเรา

 

ไทยได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เครื่องมือดิจิทัล และโมเดล AI จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ได้เร่งนวัตกรรมในทุกอุตสาหกรรม แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มฝังตัวอยู่ในระบบการเงิน สาธารณสุข การกำกับดูแล และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คำถามเรื่องอธิปไตยก็เริ่มมีความเกี่ยวข้องมากขึ้น

 

ควรปล่อยให้ความสามารถดิจิทัลหลักพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศทั้งหมดหรือไม่ หรือประเทศต่างๆ ควรพัฒนาความสามารถภายในประเทศบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้เข้าใจและกำกับดูแลเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดสังคมของตนเอง

 

สำหรับสถาบันการเงิน คำถามนี้สำคัญเป็นพิเศษ การเงินดำเนินอยู่บนความไว้วางใจ ข้อมูล และความยืดหยุ่น ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะขับเคลื่อนทุกอย่าง ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต ไปจนถึงการตัดสินใจด้านสินเชื่อและคำแนะนำทางการเงิน

 

การเข้าใจว่าระบบเหล่านี้ทำงานอย่างไร ถูกโฮสต์ที่ไหน และจะถูกกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบได้อย่างไร จะกลายเป็นความสามารถที่สำคัญ

 

ที่ SCBX เราให้ความสำคัญกับการลงทุนในความร่วมมือด้านการวิจัยระดับแนวหน้า (frontier research partnerships) ควบคู่ไปกับการสำรวจและพัฒนาเทคโนโลยีในมิติสำคัญของอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบเปิด (open language models) รวมถึงโมเดลที่พัฒนาขึ้นโดย SCBX เองอย่าง Typhoon ตลอดจนการวางรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้าน Financial Intelligence สำหรับระบบการเงินแห่งอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าทุกประเทศหรือทุกองค์กรจำเป็นต้องสร้างทุกเทคโนโลยีขึ้นมาเองทั้งหมด หากแต่สะท้อนความเชื่อว่าการมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดทิศทางอนาคตของโลก ตลอดจนบริบทเฉพาะของสังคมและเศรษฐกิจของตนเอง คือรากฐานสำคัญของ ‘อธิปไตย’ ในความหมายใหม่ของยุคดิจิทัล

 

ในช่วงหลายปีข้างหน้า การแข่งขันระหว่างประเทศอาจมิได้วัดกันเพียงแสนยานุภาพทางทหาร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ หรือขนาดของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่จะขยับเข้าสู่มิติที่มองไม่เห็นแต่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่า นั่นคือ ความสามารถในการครอบครอง กำกับ และกำหนดทิศทางของ ‘ปัญญา’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัล

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories