วันนี้ (8 เมษายน) ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านน้ำว่า จะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะถือว่านายกรัฐมนตรีไว้วางใจมอบหมายให้ดูแลงานที่มีความสำคัญ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ และถือเป็นงานที่มีความท้าทาย
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ โดยน้ำท่วมคือปริมาณน้ำที่มากเกินความต้องการ ส่วนน้ำแล้งคือปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ซึ่งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่เกิดซ้ำซาก ถือเป็นความท้าทายสำคัญ
เมื่อถามว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย มั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถแก้ไขได้ ทรงศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ คือพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมกลับมีปัญหาน้ำแล้งด้วย จึงเป็นคำถามว่าทำไมจึงไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนคิดมาตลอด พร้อมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้ามาดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีคำกล่าวว่า “มีน้ำต้องมีเงิน คนไทยถ้ามีน้ำต้องมีเงิน”
ทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าแล้ง หากสังเกตจะพบว่ามีพื้นที่ว่างจำนวนมาก และประชาชนขาดงานทำ เมื่อย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ก็ก่อให้เกิดปัญหาชุมชนเมืองตามมา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข
ส่วนการกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในด้านกีฬา และแนวคิดการแยกกระทรวงนั้น ทรงศักดิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่ากิจกรรมทั้งสองด้านอาจไม่สอดคล้องกัน แม้จะมีแนวคิดใช้กีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กีฬามีลักษณะเฉพาะตัว หากสามารถแยกออกจากกันได้ก็จะเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงกรอบแนวคิด โดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระบุว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องใน 4 รัฐบาล ทรงศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นปกติ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจมีบุคคลที่เหมาะสมกว่า และการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน ก็ถือว่าได้ทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีมากขึ้น
ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า รู้สึกโชคดีและยินดี โดยงานบางส่วนยังต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่มีความต่อเนื่องจากเดิม และต้องอาศัยองค์การพยพของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน


