การขยับกรอบการลงทุนของกองทุนประกันสังคมเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง เพราะกองทุนนี้ไม่ใช่เงินของหน่วยงานรัฐ แต่คือเงินสมทบจาก ‘ผู้ประกันตน’ ที่ถูกออกแบบให้รองรับชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะเงินบำนาญชราภาพและสิทธิประโยชน์สำคัญอื่นๆ
ล่าสุด คณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบในหลักการปรับแผนและกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนมากขึ้น โดยขยายสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำเป็น 50:50 จากเดิม 40:60
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เตือนว่า “การปรับตัวเลข” อาจไม่เพียงพอ และอาจสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากโครงสร้างและกลไกการตัดสินใจลงทุนยังเหมือนเดิม
“ผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นกับสัดส่วน” แต่ขึ้นกับคุณภาพการตัดสินใจ
รศ. ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า แม้กรอบ SAA ใหม่จะเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็น “หัวใจ” ไม่ใช่ตัวเลข 50:50
เพราะในโลกการลงทุน ผลตอบแทนในระยะยาวขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบวนการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่การคัดเลือกสินทรัพย์ การประเมินความเสี่ยง ความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการการลงทุน ไปจนถึงระบบกำกับดูแลและธรรมาภิบาล
ดังนั้น หากกองทุนเพิ่มความเสี่ยง แต่ยังใช้กระบวนการเดิม เกณฑ์เดิม และโครงสร้างอำนาจเดิม ผลลัพธ์อาจ ‘ไม่ต่างจากเดิม’ ในแง่ผลตอบแทน แต่ต่างในแง่ ‘ความผันผวน’ ที่เพิ่มขึ้น
อีกนัยหนึ่งคือ กองทุนอาจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นโดยไม่ได้รับผลตอบแทนชดเชยอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายในเชิงการบริหารกองทุนระยะยาว
- ปัญหาไม่ใช่แค่บุคคล แต่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง’
นักวิชาการธรรมศาสตร์มองว่า รากของปัญหาการลงทุน การบริหารจัดการ และความโปร่งใสของกองทุนประกันสังคมคือข้อจำกัดเชิงสถาบันและโครงสร้างการกำกับดูแลที่ไม่สอดคล้องกับขนาดและความซับซ้อนของกองทุน
แม้กองทุนจะมีมูลค่าสูงมาก แต่โครงสร้างการตัดสินใจและการตรวจสอบยังอยู่ในกรอบราชการแบบดั้งเดิม และถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจหรือเครือข่ายเดิมทางการเมือง
นี่ทำให้ ‘คำอธิบายแบบราชการ’ ที่ว่า ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ อาจไม่เพียงพอ เพราะคำถามสำคัญคือ ระเบียบดังกล่าวเหมาะสมกับบริบทใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเงินกองทุนคือเงินที่ต้องดูแลคนจำนวนมากในระยะยาว และต้องรับแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
- เพิ่มความเสี่ยง แต่ถ้าไม่เพิ่มธรรมาภิบาล อาจได้แค่ความผันผวน
เมื่อกองทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น ย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นธรรมชาติ แต่ ‘ความเสี่ยง’ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีกลไกควบคุมกำกับที่ดีพอ
สิ่งที่น่ากังวลคือ หากการปรับกรอบลงทุนเกิดขึ้นโดยไม่ได้ปรับระบบกำกับดูแล กระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์ และระบบบริหารความเสี่ยงให้เข้มแข็งขึ้น การขยับไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อาจเป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่สามารถเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้ตามที่คาดหวัง
- 3 แนวทาง ที่ควรทำพร้อมกับ การปรับ SAA
รศ. ดร.ทีปกรเสนอว่า หากต้องการยกระดับประสิทธิภาพการลงทุนกองทุนประกันสังคม สิ่งสำคัญอย่างแท้จริงคือการยกระดับธรรมาภิบาล โดยเฉพาะขั้นตอนคัดเลือกสินทรัพย์ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาศัยความเป็นมืออาชีพ
แนวทางสำคัญมี 3 ประการ ได้แก่
1) แยกบทบาทให้ชัด แยกระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารการลงทุน และผู้กำกับตรวจสอบ ไม่ให้ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจนเกิดช่องโหว่
2) เพิ่มความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรอิงความรู้และหลักวิชาชีพ พร้อมลดแรงจูงใจทางการเมืองหรือระบบอุปถัมภ์
3) เปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบจากภายนอกได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงถูกต้องตามระเบียบภายใน แต่ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าตัดสินใจอย่างไร ประเมินความเสี่ยงอย่างไร และมีระบบติดตามผลอย่างไร
ถ้าลงทุนไม่คุ้มค่า ‘บำนาญ-สิทธิประโยชน์’ อาจเป็นผู้รับแรงกระแทก
แม้ในระยะสั้นประชาชนอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่ในระยะยาว หากผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นต่อเนื่อง แรงกดดันจะไปตกอยู่กับระบบสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนโดยตรง
ยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสูง จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้ส่งเงินสมทบลดลง หากกองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางเลือกในอนาคตอาจมีตั้งแต่
- การลดสิทธิประโยชน์
- การเพิ่มอัตราเงินสมทบ
- หรือการพึ่งงบประมาณรัฐมากขึ้น
ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่า ประสิทธิภาพการลงทุน ไม่ใช่เรื่องเทคนิคในกระดาษ แต่คือความมั่นคงของชีวิตผู้คนจำนวนมาก
กรณี SKYY9 สะท้อนความเสี่ยงสินทรัพย์นอกตลาด และโจทย์ธรรมาภิบาล
นักวิชาการยังหยิบกรณี ‘ตึก SKYY9’ ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วต้องใช้มาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่า
เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกัน สปส. ควรดำเนินการอย่างน้อย 3 เรื่อง
- กำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนให้ชัด และเปิดเผยต่อสาธารณะ
- ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ
- มีกลไกตรวจสอบกำกับดูแลแบบย้อนหลัง (Ex-post Monitoring) ที่ประชาชนเข้าถึงได้
‘ปราบทุจริต’ คืออีกแกนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในมุมของนักวิชาการ หากพบการทุจริตในการลงทุน กลไกระบบยุติธรรมต้องเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งการจำคุกและยึดทรัพย์ ขณะเดียวกัน บทบาทของสื่อและประชาชนคือการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่งที่ถูกเน้นย้ำคือการสร้าง งความกล้าหาญทางจริยธรรม’ ในหมู่เจ้าหน้าที่และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปิดโปงหรือการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องเสี่ยงของคนคนเดียว
ปรับกรอบได้ แต่ต้องปรับระบบด้วย
การปรับ SAA เป็น 50:50 อาจถูกมองว่าเป็นการเพิ่มโอกาส แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยง โดยอัตโนมัติ คำถามจึงไม่ใช่เพียงจะลงทุนเสี่ยงมากขึ้นเท่าไร แต่คือมีระบบตัดสินใจที่ดีพอหรือยัง ที่จะรับความเสี่ยงนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะท้ายที่สุด เงินกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เงินของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือเงินสมทบของผู้ใช้แรงงาน และคือความมั่นคงในวัยชราของคนทั้งประเทศ


