ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ นอกเหนือจากประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้ปัญหาปากท้องประชาชน อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่มีมูลค่าเดิมพันสูงถึง 2.8-2.9 ล้านล้านบาท และกระทบชีวิตคนไทยโดยตรงเกือบ 25 ล้านคน คืออนาคตของ ‘กองทุนประกันสังคม’
THE STANDARD WEALTH สนทนาเจาะลึกกับ ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs ถึงเบื้องลึกปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพกองทุน และทำไมการเลือกตั้งครั้งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ (8 กุมภาพันธ์) ถึงเป็น “จังหวะสำคัญ” ในการผ่าตัดใหญ่ ก่อนที่กองทุนจะล่มสลายไปในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า อย่างที่หลายคนกังวล
ปัญหาโครงสร้าง ความไร้ประสิทธิภาพที่น่าตกใจ
ภัณฑิราฉายภาพจากประสบการณ์บริหารกองทุนระดับโลกกว่า 20 ปี ที่ Goldman Sachs ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างผลตอบแทนสูงสุด (Maximize Return) บนต้นทุนที่ต่ำที่สุดและตัดความไร้ประสิทธิภาพออกไป แต่เมื่อก้าวเข้ามาเป็นอนุกรรมการกองทุนประกันสังคมไทย สิ่งที่พบคือ “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง”
ปัญหาหลักคือโครงสร้างของประกันสังคม อำนาจบริหารถูกจับไปอยู่ใต้กระทรวงแรงงาน ภายใต้ระบบราชการ ภัณฑิราเล่าว่า “กองทุนระดับโลกเขาอยากเข้ามาเป็นตัวเลือกให้เรา (รับบริหารการลงทุน) แต่พอมาถึงเขางงเป็นไก่ตาแตก วิธีการประสานงานดูผิดแปลก สับสนวุ่นวาย ไม่เหมือนกองทุน Pension ระดับโลกที่เขาคุ้นเคย ปัญหาใหญ่คือ หน่วยงานราชการผู้ดูแลการลงทุนระยะยาวเป็น 10 ปี แต่กลับมีการเปลี่ยนคนทุก 3-6 เดือน เข้าออกกันเป็นว่าเล่น จนเขาประสานงานไม่ได้ สุดท้ายคนในวงการการเงินระดับโลกก็เข้ามาถามตรงๆ เลยว่า เอ๊ะ กองทุนยูมันแปลกๆ นะ”
“อยากให้มองเห็นภาพว่า เงินกองทุนประกันสังคมเป็นเงินก้อนใหญ่มาก ถามว่าใหญ่ขนาดไหน ถ้าเทียบกับงบประมาณแผ่นดินต่อปี 3.3 ล้านล้าน แต่ส่วนนี้ 2 ใน 3 คือเงินเดือนข้าราชการและรายจ่ายประจำ ส่วนที่ขยับปรับเปลี่ยนได้อยู่แค่ 1.1 ล้านล้าน ขณะที่เงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมคือ 2.8 – 2.9 ล้านล้าน”
อีกปัญหาที่สำคัญคือ ที่ผ่านมาบอร์ดประกันสังคมทำได้เพียงกำหนดนโยบาย แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการเงินจริง การประชุมแต่ละครั้งได้รับเอกสารเกือบ 100 หน้า ล่วงหน้าเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งมักมีวาระแอบแฝงแทรกอยู่ หากบอร์ดตามไม่ทัน ก็อาจเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนที่ไม่ควรทำ อย่างเช่นกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บางแห่งในอดีต อย่างกรณีตึก Skyy 9 ย่านพระราม 9 ที่มีความเสี่ยงสูงและตรวจสอบยาก
ภัณฑิราย้ำว่า โครงสร้างปัจจุบันอำนาจบริหารไม่ได้อยู่ที่ผู้ประกันตน แต่อยู่ภายใต้กระทรวงแรงงานซึ่งเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง
“ต่อให้เราจะเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอีกกี่ครั้ง หรือมีสัดส่วนอนุกรรมการการลงทุนมากขึ้นอีก เราก็ได้แต่พูด ได้แต่กำหนดนโยบาย แต่เข้าไปเปลี่ยนแปลงการบริหารเงินจริงไม่ได้”
ทำไมต้อง “เอาออกจากระบบราชการ” ?
ข้อเสนอหลักที่เปรียบเสมือนการ “ผ่าตัดใหญ่” คือการผลักดันให้กองทุนประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ คล้ายกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการ
“ทำไมทีมบริหารกองทุน กบข. ซึ่งเป็นเงินของข้าราชการ ถึงเป็นองค์กรอิสระได้ แต่เงินของผู้ประกันตนภาคเอกชนกลับต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการที่ข้าราชการเป็นผู้บริหาร” ภัณฑิราตั้งคำถาม
อย่างกรณีของ กบข. ถือเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติ กบข. ไม่มีสถานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ กบข. เป็นผู้กำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งการจัดการกองทุน โดยมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้สอบบัญชี
ภัณฑิรามองว่า การเป็นองค์กรอิสระของกองทุนประกันสังคม จะช่วยแก้ปัญหาสำคัญหลายด้าน ได้แก่
- ความเป็นมืออาชีพ กองทุนประกันสังคมจะสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนตัวจริงเข้ามาบริหาร ไม่ใช่ข้าราชการที่หมุนเวียนตำแหน่ง
- ความคล่องตัว โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนทันต่อสถานการณ์โลก ไม่ติดระเบียบราชการที่ล้าหลัง
- ความโปร่งใส มีระบบตรวจสอบที่เข้มข้น บอร์ดสามารถกำกับฝ่ายบริหารได้จริง ไม่ใช่ถูกฝ่ายบริหาร “เปลี่ยนเกียร์หนี” ได้ตลอดเวลา
ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาความยั่งยืนของกองทุนมักวนเวียนอยู่กับ 2 เรื่องคือ การเพิ่มเพดานเงินสมทบ และการขยายอายุเกษียณ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในระยะยาว แต่ไม่ใช่ทางออกเดียวและไม่ใช่ทางออกแรก
“ถ้าเราทำให้กองทุนโปร่งใสและลงทุนมีประสิทธิภาพ จากผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียงประมาณ 2% หากปรับโครงสร้างให้เป็นสากล เรามีโอกาสทำผลตอบแทนได้ 6-8% ต่อปี ซึ่งเม็ดเงินที่งอกเงยขึ้นมานี้ ทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้น คือเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท”
แม้ในปี 2024-2025 ผลตอบแทนการลงทุนจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5-6% จากการผลักดันของทีมบริหารชุดปัจจุบัน แต่ภัณฑิราย้ำว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยค่าเงินบาทและการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หากโครงสร้างยังไม่เปลี่ยน เมื่อตลาดผันผวน กองทุนก็เสี่ยงจะกลับไปมีผลตอบแทนต่ำแบบเดิม
8 ก.พ. 69 เดิมพันครั้งใหญ่ของผู้ประกันตน
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การจะนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการได้ ‘ต้องแก้ พ.ร.บ. ประกันสังคม’ ซึ่งเป็นกระบวนที่จะต้องเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
“กองทุนประกันสังคมอะไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง มันคือทุกคน ไม่ว่าคุณจะชอบพรรคการเมืองไหน ถ้า พ.ร.บ. ประกันสังคมยอมให้กองทุนนี้ออกนอกระบบราชการได้ ก็ต้องผ่านการโหวตในสภา นี่คือจุดตั้งต้น ทำให้เพชรมองว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แม้จะสำคัญ แต่มันคือการรักษาตามอาการ เพราะบอร์ดมีวาระแค่ 2 ปี และถ้าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดิม แต่การเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือโอกาสเดียวที่จะผ่าตัดกองทุนนี้ได้จริง”
ภัณฑิราฝากทิ้งท้ายถึงผู้ประกันตน 25 ล้านคน และสื่อมวลชนว่า ควรถามทุกพรรคการเมืองให้ชัดเจนว่า “คุณมีนโยบายอย่างไรกับกองทุนประกันสังคม?” และ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่จะนำกองทุนออกจากระบบราชการ?”
หากพรรคการเมืองใดไม่มีคำตอบ หรือต้องการคงระบบเดิมไว้ ก็เท่ากับเป็นการ “ชะลอการตาย” ของกองทุนไปเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุด เงินออมก้อนสุดท้ายของคนไทยกว่าค่อนประเทศ อาจกลายเป็นเพียงการ “ทำบุญครั้งใหญ่” ที่สูญสลายไปกับระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ผู้ประกันตนทุกคนควรให้ความสำคัญคือ การปรับสูตรเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่กำลังเปิดให้นายจ้างและผู้ประกันตนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569
หนึ่งในสาระสำคัญคือ การแก้ใน ‘ข้อ 2 ฝ่ายลูกจ้าง’ จากเดิมเสียงของผู้ประกันตน 1 เสียง จะสามารถเลือกบอร์ดได้ 7 คน (7 ใน 21) แต่ระเบียบใหม่นั้น เสนอให้ 1 เสียง สามารถเลือกบอร์ดได้ 1 คน (1 ใน 21) จนนำไปสู่คำถามที่ว่าฝ่ายลูกจ้างอาจมีสิทธิ์มีเสียงน้อยลงได้
ทั้งนี้ การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบใหม่ยังไม่ได้กำหนดวันชัดเจน แต่สำหรับบอร์ดชุดปัจจุบัน จะครบวาระในเดือนกุมภาพันธ์นี้
กองทุนประกันสังคมไทย จะดีขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อถามถึงภาพอนาคตที่ควรจะเป็น หากกองทุนประกันสังคมได้รับการผ่าตัดโครงสร้างสำเร็จ ภัณฑิราชี้ว่าหัวใจสำคัญคือ “ความโปร่งใส” ที่จับต้องได้
“ทุกวันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป ประชาชนควรสามารถเปิดมือถือดูพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้ตลอดเวลา เหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญของประเทศนอร์เวย์หรือเกาหลีใต้ที่ทำมาเป็นสิบปีแล้ว”
ผู้ประกันตนควรตรวจสอบได้ว่า เงินกองทุน 2.8 – 2.9 ล้านล้านบาท ถูกกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ใดบ้าง อยู่ใน Asset Class ไหน แม้ไม่ต้องลงรายละเอียดทุกบาททุกสตางค์ แต่ต้องมีข้อมูลมากพอที่จะสร้างความอุ่นใจว่าเงินของพวกเขากำลังงอกเงยและสร้างความยั่งยืนได้จริง
เมื่อโครงสร้างเปลี่ยนและความโปร่งใสเกิด จะนำไปสู่การดึงดูดมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ ภัณฑิรามั่นใจว่าด้วยศักยภาพของคนไทย เราสามารถบริหารกองทุนให้เป็นมืออาชีพทัดเทียมสากลได้
“ด้วยขนาดกองทุนระดับนี้ เรามีอำนาจต่อรองและมีศักดิ์ศรีของความเป็นนักลงทุนสถาบัน เราไม่ควรได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เป้าหมายเบื้องต้นควรตั้งไว้ที่ 6-8% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ทำได้จริง”
ต่อข้อโต้แย้งที่ว่า ในเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนกองทุนขยับจาก 2% ขึ้นมาเป็น 5-6% แล้ว ทำไมยังต้องเปลี่ยนโครงสร้าง
จริงๆ แล้วตัวเลขที่ดูดีขึ้นในสองปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าและภาพรวมการลงทุนทั่วโลกที่ดี หากในอนาคตค่าเงินผันผวนและเรายังบริหารแบบไร้ประสิทธิภาพ มีความเสี่ยงสูงมากที่ผลตอบแทนจะแย่ลงได้อีก หากยังบริหารจัดการแบบเดิม
อย่างกรณีความกังวลเรื่องธรรมาภิบาลในการรายงานตัวเลข โดยยกตัวอย่างกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหา เช่น กรณีตึก Skyy9 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน รายงานการประชุมก็ยังคงแสดงตัวเลขมูลค่าเดิม ไม่มีการปรับลดมูลค่าตามความเป็นจริง
“ต่อให้มูลค่าความเสียหายหลักพันล้านจะไม่ใช่ก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับเงิน 2.8 ล้านล้าน แต่ถ้าเรายังเห็นข้อผิดพลาดในการรายงานแบบนี้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเลขผลตอบแทนรวมที่ประกาศออกมา สะท้อนความเป็นจริง 100% หากเราไม่เริ่มแก้ไขให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ เราจะหาความเชื่อมั่นจากที่ไหน”


