เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีความท้าทาย หรือโจทย์ใหญ่อะไรที่กำลังรอว่าที่รัฐบาลใหม่อยู่บ้าง
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่ามีความท้าทายสูง โดยมองว่าการเติบโตจะต่ำลง โดยคาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะขายตัวต่ำเพียง 1.5% เครื่องยนต์เศรษฐกิจแผ่วลงแทบทุกตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังมีการส่งออกและการลงทุนภาครัฐช่วยพยุง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในช่วงที่รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการ
ดังนั้น ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยชี้นำที่สำคัญมาก โดย SCB EIC ประเมินในกรณีฐานว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน หรือมีรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็วกว่านั้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการทบทวนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ลงไปได้

ภาพ : SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2656 จะขยายตัวต่า 1.5%
จุดอ่อนประเทศไทย เสถียรภาพการเมืองและการเปลี่ยนนายกฯ บ่อย
ประเด็นสำคัญที่ ดร.ฐิติมา เน้นย้ำคือ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของไทยมาอย่างยาวนาน สถิติย้อนหลังชี้ให้เห็นข้อมูลว่า ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 32 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่จนครบวาระ 4 ปี คือ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544-2549 นอกนั้นอายุของรัฐบาลมักจะสั้น โดยค่าเฉลี่ยอายุรัฐบาลในช่วงหลังอยู่ที่เพียง 9 เดือนเท่านั้น
นอกจากนี้ ดัชนีเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability Index) ของไทยยังติดลบและอยู่ในอันดับที่ 149 จาก 194 ประเทศ ซึ่งเป็นเช่นนี้ติดต่อกันมาถึง 2 ทศวรรษ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแน่นอนทางการเมือง หากรัฐบาลใหม่อยู่ได้นานกว่า 9 เดือน ก็จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและทำให้นโยบายระยะยาวขับเคลื่อนได้จริง
ส่องนโยบายเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ แต่ติด ‘คอขวด’ งบประมาณ
จากการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง โดยเฉพาะของพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยที่มีนโยบาย ‘10 Plus’ ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ถือว่าเป็นเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น นโยบายส่วนใหญ่พยายามตอบโจทย์ทั้งปัญหาระยะสั้น เช่น ประเด็นปัญหาปากท้อง, แก้หนี้ และการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ เช่น สิ่งแวดล้อม,โครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา ชี้ให้เห็นถึง ‘คอขวด’ สำคัญ 2 ประการที่อาจทำให้นโยบายดีๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณ คือ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด การจัดลำดับความสำคัญของนโยบายจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด
- ข้อจำกัดด้านบุคลากร คือ สมรรถนะของภาครัฐและปัจจัยเชิงสถาบันอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่ง่ายนัก
สิ่งที่ยังขาดหายไปและรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเติมเต็ม คือการปฏิรูปภาครัฐ (Digital & Regulatory Guillotine) การกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเพื่อหาจุดยืนของไทยในเวทีโลก (Global Supply Chain) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้น

ภาพ : SCB EIC รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบในเดือน พ.ค.ปีนี้
3 สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร ดร.ฐิติมา เสนอแนะ 3 เรื่องด่วนที่ควรทำในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ หลังแถลงนโยบาย
- เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนปี 2569 ที่มีอยู่แล้ว และเร่งทำงบปี 2570 ให้เสร็จทันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
- ความชัดเจนเรื่องการปฏิรูปการคลัง แสดงให้เห็นว่าจะบริหารจัดการอย่างไรภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด
- เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีคำขอ BOI รออยู่กว่า 1.8 ล้านล้านบาท และปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ หรือ Thailand Fast Pass เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
ในมุมของประชาชน นโยบายที่คาดหวังได้คือการกลับมาของโครงการ ‘คนละครึ่ง Plus’ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น และนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการ ‘เพิ่มโอกาส’ ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) และการศึกษาเท่าเทียม เพื่อให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น รวมถึงการสานต่อนโยบาย Reinvent Thailand เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการจ้างงานที่มีคุณภาพ
ต่างชาติจับตาการเมืองต้องนิ่ง-ฐานะการคลังประเทศ
สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างชาติ ดร.ฐิติมา สรุปว่าพวกเขากำลังจับตาดู 3 เรื่องหลัก
- เสถียรภาพการเมือง ไทยจะทำลายสถิติรัฐบาลอายุการทำงานที่สั้นได้หรือไม่
- การปฏิรูปประเทศ จะทำได้จริงตามที่ Bloomberg เคยวิเคราะห์ไว้หรือไม่ว่าไทยจำเป็นต้องปฏิรูป
- วินัยทางการคลัง รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4% ให้เหลือ 2% ภายใน 5 ปี ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้หรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายในการหารายได้เพิ่มและลดรายจ่าย
หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป


