×

นับถอยหลังวันลา ‘ซาน ซิโร’ อนุสรณ์ความยิ่งใหญ่ของลูกหนังกัลโช่

05.02.2026
  • LOADING...
ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา

A Good bye to San Siro?

 

เป็นพาดหัวข่าวเล่าเรื่องราวที่ทำให้แฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยต้องตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนึ่งในสุดยอดสนามฟุตบอลระดับตำนานของโลกแห่งนี้

 

ความจริงคือ ซาน ซิโร ยังไม่ได้เป็นอะไรไปในเวลานี้ เพราะสนามแห่งนี้กำลังจะถูกใช้ในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมิลาน ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งความพิเศษอีกอย่างคือปีนี้จะครบรอบ 100 ปีของการเปิดใช้สนามแห่งนี้ที่เปิดประตูต้อนรับแฟนบอลทั้งชาว ‘รอสโซเนรี’ และ ‘เนรัซซูรี’ มาตั้งแต่ปี 1926 พอดีด้วย

 

แต่ในอีกด้านคือ ซาน ซิโร จะไม่ได้อยู่กับพวกเราตลอดไป

 

พิธีเปิดในวันศุกร์นี้จะเป็นการเฉิดฉายในเวทีระดับสากลครั้งสุดท้าย ก่อนที่สนามฟุตบอลแห่งนี้จะหายไปตลอดกาล

 

ว่าแต่ซาน ซิโร จะหายไปไหน?

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 1

 

หากใครเคยมีโอกาสไปเที่ยวเมืองมิลาน ที่อิตาลี หนึ่งในสถานที่ที่ทุกคนต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งคืออาสนวิหารมิลาน หรือที่เป็นที่จดจำในชื่อมหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

 

มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการบันทึกและยกย่องในฐานะมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกันเท่านั้น

 

แต่สำหรับคนที่รักเกมฟุตบอลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งมหาวิหารที่พวกเขาอยากมีโอกาสไปเยือนสักครั้ง นั่นก็คือซาน ซิโร หรือในอีกชื่อจูเซ็ปเป เมียสซา สนามฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “The Temple of Football” (และอีกสมญาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือ La Scala del Calcio หรือสกาลาแห่งวงการฟุตบอล ซึ่งสื่อถึงโรงละครสกาลาอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งในเมืองมิลานเช่นกัน)

 

สนามฟุตบอลแห่งนี้มีความจุถึง 76,000 ที่นั่ง เป็นสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิตาลี และเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปด้วย

 

ในเชิงของงานสถาปัตยกรรม ซาน ซิโร ถือเป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบที่ยอดเยี่ยมระดับมาสเตอร์พีซของ ปิเอโร ปิเรลลี สถาปนิกระดับตำนานของอิตาลี (และลูกชายของ โจวานนี บัตติสตา ปิเรลลี ผู้ก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์ Pirelli) ซึ่งรับงานออกแบบสนามฟุตบอลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

เขาได้รับโจทย์จากประธานสโมสรเอซี มิลาน ในขณะนั้นในการสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ในย่านเดียวกับสนามม้าแข่งบนพื้นที่ของเขาเอง

 

สิ่งแรกที่ปิเรลลีต้องการจะทำในเวลานั้นคือการสร้างสนามฟุตบอลที่จะไม่มีลู่วิ่งคั่นระหว่างสนามกับอัฒจันทร์ โดยนำแรงบันดาลใจจากสนามฟุตบอลในอังกฤษที่แบ่งอัฒจันทร์ออกเป็น 4 ฝั่งอย่างตรงไปตรงมา

 

การออกแบบนี้ทำให้ ซาน ซิโร มีบุคลิกที่แข็งกร้าวน่าเกรงขามในตัว และดูมีกลิ่นอายของสนามฟุตบอลแบบอังกฤษมากกว่าสนามอื่นในอิตาลี

 

การก่อสร้างที่เริ่มในปี 1925 ใช้เวลาเพียงปีเดียวก็แล้วเสร็จ ก่อนจะเปิดให้ใช้งานในปี 1926 โดยเกมปฐมฤกษ์คือเกมดาร์บี้แมตช์ของเมืองมิลาน ซึ่งอินเตอร์ มิลานไล่ถล่มเอซี มิลานขาดลอย 6-3

 

ก่อนที่สภาเมืองมิลานจะได้เป็นเจ้าของสนามแห่งนี้ในเวลาต่อมา และอินเตอร์ ซึ่งเคยใช้สนามอารีนา ซิวิกา เป็นรังเหย้าของตัวเองมาก่อนจะขอใช้สนามแห่งนี้ด้วยในปี 1947 โดยทั้งเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ต่างเป็น ‘ผู้เช่า’ ของสภาเมือง

 

ในระหว่างปี 1948-1955 ซาน ซิโรได้ถูกปรับปรุงเฟสที่ 2 เพิ่มความจุจาก 50,000 คนเป็น 150,000 คน และกลายเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีและของโลกนับจากนั้น

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 2

 

แต่เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของซาน ซิโรไม่ได้อยู่ที่ความจุของสนาม

 

ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือการที่สนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าของ 2 สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ของเมืองมิลาน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่มหาอำนาจลูกหนังในประเทศ แต่พวกเขายังเป็นมหาอำนาจลูกหนังในระดับทวีปจนถึงระดับโลกด้วย

 

จากความยิ่งใหญ่ของพลพรรคเนรัซซูรีในช่วงทศวรรษที่ 1960 ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘Grande Inter’ ซึ่งพวกเขาพิชิตแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน (1964-1965) ภายใต้การนำของ เอเลนิโอ เอเรรา หนึ่งในผู้วางรากฐานปรัชญาลูกหนังตำรับอิตาลี คาเตนัคโช (Catenaccio)

 

สู่ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของเอซี มิลานในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ยุคสมัยที่ฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อารุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด พวกเขาคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ 3 สมัยและเซเรีย อาอีกหลายสมัย ภายใต้ฟุตบอลสมัยใหม่ในแบบของ อาร์ริโก ซาคคี และฟาบิโอ คาเปลโล

 

มิลานคือ ทีมอันดับหนึ่งของยุคสมัยด้วยสุดยอดขุนพลลูกหนังระดับโลกอย่าง ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ รุด ฮุลลิท, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และมาร์โก ฟาน บาสเทน รวมถึงตำนานผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง ฟรังโก บาเรซี และเปาโล มัลดินี

 

ไม่ใช่แค่นักฟุตบอลที่ฝันอยากจะมาเยือนสนามแห่งนี้สักครั้ง มีโอกาสได้ชมเกม Derby della Madonnina (ดาร์บีเมืองมิลาน) สักหน

 

สนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม น่าเกรงขาม และพิศวงด้วยทางเดินขึ้นสนามในรูปแบบบันไดวนที่ทำให้เกิดภาพลวงตาเหมือนมันหมุนวนเวียนไม่รู้จบ

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 3

 

อย่างไรก็ดี ความยิ่งใหญ่มันกลายเป็นเพียงอดีตที่เล่าขานมายาวนาน

 

ซาน ซิโร – ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่าจูเซ็ปเป เมียสซา ตามตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของอินเตอร์ มิลาน แต่คนก็ยังเรียกทั้งสองชื่อแยกกันอยู่ดี – ไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 1990 ในช่วงที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

 

มันเป็นระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 40 ปีแล้ว

 

สังเวียนที่ยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงสนามเก่าๆ ที่เสื่อมโทรม และมองไม่เห็นอนาคตอีกแล้ว

 

และสองทีมที่เป็นผู้เช่าต่างคิดถึงการแยกตัวกันออกไปสร้างสนามของตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของสโมสรในวันข้างหน้า

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับซาน ซิโร

 

หลังการหารือร่วมกันในปี 2019 เอซี มิลานและอินเตอร์ มิลานประกาศแผนการที่จะสร้างสนามใหม่ของพวกเขาเอง

 

แต่ความพยายามนั้นต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะกับสภาเมืองในฐานะเจ้าของที่แท้จริงที่ต้องการจะเก็บสนามแห่งนี้ไว้ใช้สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวและพาราลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

การเจรจาต่อรองระหว่างสองฝ่ายดำเนินผ่านมาหลายปี มีทั้งการเสนอแผน การยื่นแบบ การบูรณะ แต่สุดท้ายบทสรุปที่ได้ในเรื่องนี้คือการที่สภาเมืองจะขายพื้นที่สนามฟุตบอลซาน ซิโร และพื้นที่โดยรอบให้แก่ เอซี มิลานและอินเตอร์ มิลานในราคา 197 ล้านยูโร

 

ต่อจากนี้คือการสร้างสนามระดับโลกแห่งใหม่ความจุ 71,500 คนที่คาดว่าจะใช้งบประมาณมหาศาลถึง 1.2 พันล้านยูโร ซึ่งในสนามแห่งใหม่จะไม่ได้มีเพียงแค่สนามฟุตบอล แต่เป็นศูนย์รวมทั้งร้านค้า โรงแรม ภัตตาคาร ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ในที่เดียวกัน

 

คาดว่าสนามแห่งใหม่นี้ซึ่งมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2027 จะเสร็จสิ้นภายในปี 2031 เพื่อให้พร้อมสำหรับการเปิดใช้งานในฟุตบอลยูโร 2032 ที่อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันร่วมกับตุรกี

 

เมื่อมีสนามใหม่แล้ว นั่นหมายถึงไม่มีความจำเป็นที่จะมีสนามเก่าอีกต่อไป

 

ไม่มีที่ว่างสำหรับซาน ซิโร ในอนาคตนอกเหนือจากความทรงจำ

 

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ในขณะที่เข็มนาฬิกาของทุกคนเดินไปข้างหน้า เข็มนาฬิกาของซาน ซิโร กำลังเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายที่สนามจะถูกทุบทำลายทิ้งในปี 2031 หรือ 2032

 

เป็น The Long Good Bye การบอกรักและบอกลาที่ยาวนานของหนึ่งในสนามฟุตบอลที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

 

ใครอยากจะไปซาน ซิโร สักครั้งในชีวิตยังพอมีเวลา

 

รีบไปนะ ก่อนจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising