วันนี้ (19 มีนาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 608 ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สุขเสก พลตื้อ (จำเลยที่ 1), กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีสถานีประชาชน ช่องเอเชียอัพเดต (จำเลยที่ 2) และ สุรชัย หรือ หรั่ง เทวรัตน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) (จำเลยที่ 3) ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีและใช้เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง, และกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย จากเหตุการณ์ปะทะในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553
คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ คำฟ้องระบุว่า จำเลยที่ 1 และ 3 พร้อมพวก ได้ร่วมกันใช้ลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบ M.67 คนละ 3 ลูก ขว้างใส่เจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจขอคืนพื้นที่ตามคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศในขณะนั้น) รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) พร้อมด้วยนายทหารอีก 4 นาย เสียชีวิต และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหลายนาย
โดยโจทก์กล่าวหาว่า กนกพร (จำเลยที่ 2) เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและจัดหาระเบิดให้ ซึ่งในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดไปแล้วก่อนหน้านี้
ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ คดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ของศาลอาญา (คดีร่วมกับแกนนำ นปช. ก่อการร้าย) ซึ่งจำเลยที่ 1 และ 3 ตกเป็นจำเลยอยู่ด้วยหรือไม่
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำความผิด ข้อเท็จจริง รายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ ตลอดจนบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องในทั้งสองคดีนั้น เป็นการกระทำในคราวเดียวกัน คือเหตุการณ์ขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารจนเป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า และเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ไม่ใช่การกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ (ตามมาตรา 91) เมื่อการกระทำในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับคดีหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องซ้ำในส่วนของจำเลยที่ 1 และ 3 จึงถือเป็นการฟ้องซ้อน ซึ่งขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น หลักฐานอ่อน ไม่พอเอาผิด จำเลยที่ 2 ฐานผู้สนับสนุน
สำหรับประเด็นที่ว่า กนกพร (จำเลยที่ 2) เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ให้การสนับสนุนทางการเงินนั้น ขาดความชัดเจนและไม่มีรายละเอียดว่าให้การช่วยเหลืออย่างไร ที่ไหน เมื่อใด และแก่บุคคลใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่สามารถรับฟังได้ว่า ระเบิดที่จำเลยที่ 1 ใช้ขว้างในที่เกิดเหตุ เป็นระเบิดที่นำมาจากบ้านของจำเลยที่ 2 ตามที่กล่าวอ้าง ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 แล้วพบรายชื่อการ์ดของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วยนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 และสามีมีความคิดเห็นทางการเมืองสอดคล้องกับกลุ่ม นปช. ในขณะนั้นเท่านั้น แต่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาระเบิดเพื่อใช้ในการก่อเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม นปช. ปี 2553 โดยสั่งจำคุกตลอดชีวิต สุขเสก (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) จากความผิดฐานยิงเครื่องยิงระเบิด M79 ใส่บ้านพักประชาชนและสะสมอาวุธสงครามร้ายแรง ขณะที่ ยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 5 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว


