×

บริหารหุ้น VS บริหารสุขภาพ

31.08.2025
  • LOADING...
retirement-health-investment-tips

กว่า 20 ปีหลังเกษียณจากงานประจำในวัยประมาณ 51-52 ปี ชีวิตในแต่ละวันถูกแบ่งออกเป็น 2 เรื่องสำคัญคือ การบริหารการลงทุน และ การดูแลสุขภาพ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดคุณภาพชีวิตและความสุขในบั้นปลายชีวิต

 

ถึงวันนี้ทำได้ค่อนข้างดีทั้งสองเรื่องดูจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง คือเงินในพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ขาดทุนเพียง 3 ปี โดยปีที่หนักที่สุดคือช่วงวิกฤติซับไพร์มที่ติดลบราว 15% เท่านั้น จุดแข็งอยู่ที่การลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีระยะยาว เลือกบริษัทชั้นนำของประเทศที่มีความแข็งแกร่ง ไม่เน้นเก็งกำไร ไม่ใช้มาร์จิน และถือครองยาวนานเพื่อรับปันผล โดยตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ย 7-10% ต่อปี

 

ในด้านของสุขภาพ ถือเป็นอีกเสาหลักที่ได้รับความสำคัญไม่แพ้กัน แม้อายุล่วงเลยกว่า 70 ปี แต่ไม่เคยเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และยังไม่พบโรคเรื้อรังยอดนิยมอย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ หรือมะเร็ง การดูแลสุขภาพอาศัยทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพประจำ ซึ่งทำมาตลอดและเพิ่มมากขึ้นหลังเกษียณจากงานประจำ

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะคุยหรือฉลองความสำเร็จ เพราะประสบการณ์จากคนอื่นที่พอจะรู้จักหรือได้ยินได้เห็นก็คือ อย่าโม้ เกี่ยวกับการลงทุนและสุขภาพ เพราะ สงครามยังไม่จบ อย่านับศพทหาร หรือความหมายก็คือ ทั้งการลงทุนและสุขภาพนั้นมักจะวัดกันที่ตอนจบ คือหยุดลงทุนและเสียชีวิตเท่านั้น

 

ในเรื่องของสุขภาพนั้น ยังจำได้ถึงยุคหนึ่งที่คนไทยเริ่มสนใจการรักษาสุขภาพกันมาก ซึ่งเกิดจากหนังสือแนวการดูแลสุขภาพสมัยใหม่ เช่น อยู่ 100 ปีมีสุข จนมีผู้นำทางสังคมและเศรษฐกิจบางคนประกาศตั้ง ชมรมคนอยู่ 100 ปี ที่เผยแพร่เคล็ดลับการมีชีวิตและสุขภาพที่ดีเลิศและประกาศว่าตนเอง ที่มีอายุระดับ 60 ปีแล้วจะอยู่จนถึง 100 ปี แน่นอน ซึ่งคนจำนวนมากรวมถึงผมเองก็เชื่อ เพราะเขายังแข็งแรงและดูหนุ่มมาก

 

แต่ถ้าจำไม่ผิด ประธานชมรมได้เสียชีวิตหลังจากจัดตั้งชมรมไม่เกิน 10 ปี ซึ่งก็จำไม่ได้แล้วว่าเสียชีวิตเพราะอะไร แต่ไม่ใช่ด้วยอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ตั้งแต่นั้นมาผมก็มักจะคอยจดจำว่ามีใครที่บอกว่าตนจะอยู่จนอายุ 100 ปีหรือคุยว่าตนเองแข็งแรงขนาดไหน และก็พบบ่อยๆ ว่า ที่เสียชีวิตในอายุขัยปกติหรือบางคนก็ต่ำกว่านั้น ไม่ได้ต่างจาก ‘คนธรรมดา’ ที่ไม่ได้บริหารจัดการอะไรกับสุขภาพเลย

 

คนที่อายุยืนและสุขภาพดีจริงๆ ที่ยังคุยได้ทั้งที่อายุเกิน 90 ปีแล้ว ที่เช็กดูนั้น นอกจากจะบริหารจัดการสุขภาพ บางคนก็ทำอย่างดีตามที่คุยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อแม่หรือบรรพบุรุษที่อายุยืนมากทั้งที่ไม่เคยต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารหรือทำสิ่งต่างๆ แบบที่เชื่อกันในปัจจุบัน

 

ดังนั้นจึงคิดว่าเรื่องของสุขภาพที่ดีและอายุขัยที่ยืนยาวนั้น คงต้องมี ‘โชค’ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้ขึ้นกับ ‘ฝีมือ’ ในการบริหารหรือดูแลสุขภาพทั้งหมด บางครั้งปัจจัยสำคัญที่สุดอาจจะเป็นเรื่องของยีนแต่ละคนที่อาจจะมีอิทธิพลมากกว่า ส่วนเรื่องของการดูแล จัดการสุขภาพอาจจะเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนให้ร่างกายทำหน้าที่ได้ตามธรรมชาติ

 

และนั่นก็คือความเชื่อของผมในตอนนี้ว่า เรื่องของสุขภาพนั้น 80-90% อาจจะขึ้นอยู่กับการจัดการไม่กี่เรื่อง และส่วนใหญ่แล้วผมก็จะทำถ้ามันไม่ได้ลดความสุข หรือทำให้ผมรู้สึกว่ามันทรมานมากเกินไป

 

ข้อแรกคือ เรื่องของการกิน เน้น ‘พออิ่มแล้วหยุด’ หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลเพื่อควบคุมน้ำหนัก แต่จะไม่ อดอาหาร ที่เรียกว่า Fasting ทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับการไม่เลี่ยงอาหารมันหรือมีคอเลสเตอรอลสูง ผมจะกิน ตามใจปาก ถ้าอร่อย ผมกิน รวมถึงเบียร์วันละกระป๋อง โดยเชื่อว่าหากไม่มากเกินไปย่อมไม่เป็นอันตรายแม้ว่าจะมีการศึกษาใหม่ ที่บอกว่าเบียร์แค่วันละกระป๋องก็อันตรายต่อสุขภาพ ไม่ควรกิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าไวน์วันละแก้วเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

นอกจากอาหารแล้ว ยังได้กินวิตามินหลักๆ หลายชนิด เช่น วิตามิน C B และ D แร่ธาตุบางอย่างที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เช่น สังกะสี สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้เครื่องยนต์ ซึ่งก็คือร่างกาย ทำงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

 

ที่ผ่านมาผมตรวจสุขภาพและตรวจเลือดทุก 6 เดือน เพื่อดูและควบคุมสารเคมีต่างๆ เช่น ระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาล และอื่นๆ ซึ่งอายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องคอยควบคุมไม่ให้ตัวเลขเกินเลยหรือต่ำกว่าค่าปกติ เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่าร่างกายจะเกิดปัญหาถ้าไม่จัดการ 

 

ดังนั้นจึงต้องกินยาบางอย่างที่จำเป็น แต่ก็เลิกที่จะกินยาหรืออาหารเสริมประเภท ที่กินแล้วอายุยืน กินแล้วสมองดี หรือกินแล้วหลับสบาย และอื่นๆ ที่มีการโฆษณาแนะนำกันมากมายในสมัยนี้ รวมถึงไม่ฉีดฮอร์โมนหรือสเต็มเซลล์ที่อาจจะกำลังฮิตกัน

 

ข้อสองที่ผมทำมาตลอดในการดูแลเรื่องสุขภาพก็คือ การออกกำลังกาย ใช้วิธีวิ่งช้าๆ หรือจ็อกกิงวันละประมาณ 3 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 5-6 วัน ซึ่งทำมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งคิดว่าถ้าผมยังทำเท่าเดิมได้ สุขภาพก็น่าจะยังดีหรือไม่ถดถอยลง 

 

เวลาวิ่งก็มักจะคิดไปเรื่อยๆ ในทุกเรื่องที่ต้องการสมาธิและการตรึกตรองแบบลึกซึ้ง ผมคิดว่าไอเดียสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นใน ขณะที่กำลังวิ่งไม่น้อยกว่า 30% และบ่อยครั้งเวลาวิ่ง จะนึกถึงชื่อของซีรีส์ทีวีดังในสมัยที่เป็นหนุ่มคือเรื่อง Run For Your Life หรือ วิ่งเพื่อชีวิต

 

ส่วนเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกับเรื่องของสุขภาพในหลายๆ ประเด็น เริ่มตั้งแต่การที่ผมเชื่อว่า ‘โชค’ มีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างมาก 

 

ส่วนการจัดการหรือการบริหารการลงทุนนั้น แน่นอนก็เป็นส่วนสำคัญ แต่เป็นประเด็นว่าเราจะทำผิดไม่ได้ ถ้าทำผิดจากที่ควรเป็นผลตอบแทนอาจจะเลวร้ายหรือถึงหายนะได้ คล้ายๆ กับเรื่องของสุขภาพที่ว่า ถ้าคุณสูบบุหรี่ ต่อให้คุณออกกำลังและดูแลสุขภาพแค่ไหนมันก็ไปไม่รอด

 

นับว่าความโชคดีของการลงทุนของผมคงอยู่ที่ว่าได้เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังโตสุดยอดและบริษัทจดทะเบียนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวขึ้นและเอาชนะบริษัทรุ่นเก่าที่กำลังถูกทำลาย โดยที่บริษัทผู้ชนะสามารถสร้างป้อมปราการปกป้องตนเองในระหว่างที่ธุรกิจขยายตัวขึ้นและกลายเป็น ‘ซูเปอร์สต็อก’ หรือหุ้นที่มีค่ามาก วัดจากค่า PE ที่สูงลิ่ว และนั่นก็คือ สถานการณ์ที่เรียกว่าเป็นตลาดหุ้นยุค VI ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผม ที่โชคดี แต่เป็นกลุ่มนักลงทุน VI แทบทั้งหมด ที่ทำผลงานการลงทุนติดระดับโลกในยุคนั้น

 

การบริหารการลงทุนนั้น ก็คล้ายๆ กับเรื่องของสุขภาพ ไม่ได้ทำอะไรซับซ้อน พูดง่ายๆ ไม่มีสูตรลับหรือความสามารถพิเศษ ผมแทบไม่เคยไปพลิกหินทุกก้อน เพื่อค้นหาหุ้นมหัศจรรย์ ผมไปเยี่ยมบริษัทน้อยมากและไม่เคยไปงาน Company Visit หรือพบผู้บริหารจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์เลย 

 

ที่ทำตลอดก็คือการเดินช็อปปิงตามห้างและร้านค้าต่างๆ เหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่ผมจะคิดไปด้วยว่าสินค้านั้นเป็นของบริษัทจดทะเบียนไหน และมันดีแค่ไหน ราคาของหุ้นเป็นอย่างไร ผมอยากจะเป็นเจ้าของบริษัทหรือไม่

 

ผมจะเลือกบริษัทหรือหุ้นที่ดีระดับต้นๆ ของประเทศ ที่ไม่มีใครสามารถแข่งขันได้และซื้อได้ในราคาที่ค่อนข้างถูก คือค่า PE ไม่สูงเกินไปเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาดและในอุตสาหกรรมเดียวกัน จำนวนบริษัทที่ถือก็ประมาณ 5-6 ตัวหลักๆ เก็บไว้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร แต่ทุกไตรมาสก็ต้องคอยดูผลประกอบการและธุรกิจว่ายังดีขึ้นหรือดีเหมือนเดิมไหม ถ้าใช่ก็ถือต่อไป ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะต้องเปลี่ยน แต่กรณีหลังนั้นมักจะเกิดไม่บ่อย เพราะหุ้นหรือบริษัทที่ดีจริงนั้นจะไม่แย่ลงง่ายๆ

 

ผมลงทุนระยะยาวมาก แทบจะตลอดชีวิต ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง ผมไม่ค่อยสนใจ สนใจว่าหุ้นหรือพอร์ตควรจะขึ้นมากกว่าลงนับเป็นรายปี ผมสนใจว่ามูลค่าปันผลแต่ละปีควรจะขึ้นไปทุกปีแบบช้าๆ

 

“ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปเล่นหุ้นเก็งกำไร ที่มักจะขึ้นลงแรงมาก บางทีเป็นเท่าๆ ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผมไม่สนใจที่จะใช้มาร์จินหรือการกู้เงินมาลงทุนซื้อหุ้น ผมไม่ต้องการผลตอบแทนที่สูงมากในบางช่วงแต่ต้องเสี่ยงมากถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้าย”

 

เป้าหมายการลงทุนของผมก็คือ ได้ผลตอบแทนปีละ 10% แบบทบต้นในช่วงที่เข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ แต่ในระยะหลังนี้ผมคิดว่าน่าจะลดลงเหลือ 7% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยถดถอยลงมาก และบริษัทจดทะเบียนก็โตช้าลงมากหรือแทบไม่โตเลย

 

ที่จริงผมกำลังเปลี่ยนแปลงการจัดการลงทุนของผมครั้งใหญ่คือ จะไปลงทุนทั่วโลก เนื่องจากตลาดโลกของการลงทุนเปิดกว้างมาก นักลงทุนแทบทุกคนก็สามารถไปลงทุนได้ บางทีอีกสัก 10 ปี ผมคงมาเล่าได้ว่าผมจัดการอย่างไรและผลลัพธ์คืออะไร

 

ภาพ: sorbetto / Getty Images 

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising