ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในช่วงกลางปีนี้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและการใช้จ่ายโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม
สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลสานต่อนโยบายที่ได้ผล พร้อมต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานสูง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม ภายใต้กรอบการบริหารประเทศระยะ 4 ปี
ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอ แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง-ลงทุนท้องถิ่น-SMEs แข็งแรง-แรงงานมีทักษะ-แข่งขันอย่างเท่าเทียม’ ดังนี้
1. กระตุ้นกำลังซื้อทันที เติมเงินหมุนเวียนทั่วประเทศ
เสนอเดินหน้ามาตรการ “คนละครึ่งพลัส” โดยปลดล็อกเงื่อนไขให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกแก่ผู้บริโภค จากบทเรียนล่าสุดพบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือราว 6,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจสูญเสียโอกาสในการเกิด Multiplier Effect
พร้อมเสนอปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จาก 3% เหลือ 0–1% ชั่วคราว เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการผลักดันระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และขยายสิทธิให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น
2. ดันไทยสู่จุดหมายช้อปปิ้ง-ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์
ผลักดันมาตรการ Instant Tax Refund คืน VAT 7% ทันที ณ จุดขาย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
พร้อมเสนอปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น แฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม และเครื่องประดับ ที่ปัจจุบันเก็บในอัตรา 20–30% รวมถึงนำร่องเขตปลอดภาษี (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้จ่ายสูง และเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวต่อหัว
ขณะเดียวกัน เสนอขยายมาตรการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ให้ครอบคลุมสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดให้ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT เข้าร่วมและนำยอดใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้
3. กระจายรายได้สู่เมืองรอง ลดต้นทุนธุรกิจ
เสนอให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจเอกชนลงทุนในเมืองรอง โดยเฉพาะโครงการที่สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยง SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคค้าปลีก เพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น โซลาร์เซลล์
4. เสริมแกร่ง SMEs ดันสินค้าไทยสู่มาตรฐานสากล
สนับสนุนสินค้าไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) เพื่อเพิ่มโอกาสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและขยายตลาดส่งออก พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สินค้าในกลุ่ม Sustainable เพื่อจูงใจการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว
5. ยกระดับแรงงาน-เพิ่ม Productivity ด้วย AI
เสนอให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) ในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า บริหารสต็อก และระบบบัญชี รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย รองรับสังคมผู้สูงอายุ และเพิ่มรายได้ให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าว
6. สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม
เสนอให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีหน้าที่ตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ไม่มีเครื่องหมาย อย. หรือ มอก. หรือไม่มีฉลากภาษาไทย พร้อมกำหนดให้นำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ เสนอให้แพลตฟอร์มทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่ง VAT สำหรับสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี
ณัฐกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวได้ครบถ้วน จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ได้อีก 0.5-1% จากประมาณการเดิมที่ 1.6-2.0% ในปี 2569 พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาท และจ้างงานมากกว่า 1 แสนตำแหน่ง ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง
“ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทย แต่หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัว และพาเศรษฐกิจไทยกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง” ณัฐ กล่าวทิ้งท้าย


