ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ด้วยการคาดการณ์ว่าจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง เป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงตัวเลขในสภา แต่เป็นสัญญาณว่า ภูมิทัศน์การเมืองไทยกำลังขยับอีกครั้ง
ทำไมภูมิใจไทยชนะ?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกระแสการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่อยู่นอกกระแสนี้
เมื่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่รู้สึกว่ารายได้ตามไม่ทันค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้ และมองอนาคตไม่ออก ความคาดหวังต่อการเมืองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว แรง และใหญ่ไปสู่การอยากได้สิ่งที่ ‘ไม่ทำให้ชีวิตเสี่ยงไปมากกว่านี้’
ภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคที่เน้นการบริหารจัดการ เน้นผลลัพธ์ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลัน ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศเช่นนี้
กระแสโลกออนไลน์แพ้การเมืองพื้นที่จริงหรือ
ชัยชนะของภูมิใจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดการทางการเมืองระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ พรรคใช้กลยุทธ์การรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและบ้านใหญ่ที่มีฐานเสียงแข็งแรง ลดปัญหาคะแนนแตก และเสริมความแน่นหนาของเครือข่ายในระดับเขต
ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับชุมชนยังเป็นปัจจัยสำคัญ สส. เขตที่เข้าถึงได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และเชื่อมโยงทรัพยากรจากรัฐลงสู่พื้นที่ได้จริง ยังคงมีความหมายต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่านโยบายที่อยู่ไกลตัว
พรรคประชาชนโหวตอนุทินเป็นนายกฯ คือจุดเปลี่ยนจริงไหม
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของภูมิใจไทย คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาชนยอมยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของภูมิใจไทยโดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
การเดินเกมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฐานเสียงฝั่งเสรีนิยมเกิดความสับสนและผิดหวัง แต่ยังเป็นการเปิดทางให้ขั้วอนุรักษนิยมเดิมสามารถผนึกกำลังกันได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยมีภูมิใจไทยเป็นแกนนำที่ไร้คู่ปรับถ่วงดุลภายใน จนล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวไว้ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า
“ต้องขอบคุณพรรคประชาชน… ถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีผมในวันนี้”
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก แม้พรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่งจะถอนตัวออกไป รัฐบาลก็ยังคงอยู่รอดได้ด้วยจำนวนเสียงที่เหลืออยู่
ความมั่นคงชายแดน ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร
หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน คือจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจน
สำหรับประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ ความมั่นคงไม่ได้เป็นแนวคิดเชิงนามธรรม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าชายแดน พื้นที่ทำกิน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
ท่าทีที่เด็ดขาดด้านความมั่นคงจึงถูกมองว่า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในโลกที่ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ความรู้สึกปลอดภัยจึงมีคุณค่าไม่ต่างจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง
แผนเศรษฐกิจภูมิใจไทย น่าจับตาแค่ไหน
หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ คือชุดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งออกแบบมาเป็นสองระยะ
ระยะแรกมุ่งสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย
มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพ และพยุงการใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ในระยะถัดมา พรรคเสนอการให้หน่วยงาน AMC รับซื้อหนี้เสียที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท เป้าหมายไม่ใช่การล้างหนี้ แต่คือการรีเซ็ตสถานะทางการเงินของประชาชน ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ชัยชนะของภูมิใจไทยอาจไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทันที แต่สะท้อนความต้องการของสังคมในช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และความคาดเดาได้
ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงที่วันเลือกตั้ง แต่ดำเนินต่อผ่านการติดตาม ตรวจสอบ และการตัดสินใจในอนาคต การเมืองไทยอาจยังต้องเดินอีกไกล แต่ทิศทางหลังจากนี้ชัดเจนขึ้นว่า ประเทศกำลังเลือกเดินอย่างระมัดระวัง บนโลกที่ไม่อนุญาตให้ใครพลาดได้ง่ายอีกต่อไป


