×

รัฐสั่งเฉือนกำไรโรงกลั่น ตัดตอนวิกฤตของแพงถาวร ‘ดร.นิเวศน์’ ห่วงทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ อุตสาหกรรมพังทลาย

08.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมัน พร้อมภาพ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สะท้อนประเด็นการแทรกแซงราคาพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน

HIGHLIGHTS

  • คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร
  • ค่าการกลั่นของไทยจะอิงจากค่าการกลั่นของสิงคโปร์ โดยช่วงที่ผ่านมาค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์พุ่งขึ้นสูงมาก ทำให้ค่าการกลั่นของไทยพุ่งขึ้นจากราว 2 บาทต่อลิตร มาเป็น 17.40 บาทต่อลิตร
  • ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor: VI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยแสดงจุดยืน ‘ไม่เห็นด้วย’ กับแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในระยะยาว
  • “หลักการทางธุรกิจคือการประกอบการเพื่อแสวงหากำไร และบางครั้งก็ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ แต่การที่อยู่ๆ รัฐบาลจะมาขอกำไรคืน โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าหากเอกชนขาดทุน รัฐจะช่วยชดเชยให้หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล” ดร.นิเวศน์ กล่าว
  • ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า และนายกสมาคม สมาคมนักลงทุนประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การหักค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ถือว่าเยอะ คิดเป็นกว่า 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • “ผลกระทบรอบนี้กว้างมาก เราอาจจะยังไม่เห็นภาพทั้งหมด แต่ถ้าข้าวของแพงขึ้นมาก บางอุตสาหกรรมอาจจะไปต่อไม่ไหว ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น ประมง เริ่มเห็นการหยุดชะงักบ้างแล้ว” ทิวาระบุ

จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนพลังงาน (กบง.) ระบุว่า ต้องการให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนพลังงานของประเทศ โดยการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการช่วยพยุงราคาน้ำมัน นอกเหนือจากกลไกเดิมผ่านกองทุนน้ำมัน

 

ทำไมค่าการกลั่นพุ่งสูง?

 

ค่าการกลั่นของไทยจะอิงจากค่าการกลั่นของสิงคโปร์ โดยช่วงที่ผ่านมาค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์พุ่งขึ้นสูงมาก ทำให้ค่าการกลั่นของไทยพุ่งขึ้นจากราว 2 บาทต่อลิตร มาเป็น 17.40 บาทต่อลิตร

 

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ตามการคำนวณของ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) พุ่งขึ้น 396% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 44.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

 

โดยส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 876% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 29.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 61% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 110.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 67% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่วนต่างราคาเหล่านี้อยู่สูงกว่าช่วงปกติที่ 12-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งที่ยังคงยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ก่อนการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ทั้งนี้ บล.เคจีไอ คาดว่าผลกระทบต่อโรงกลั่นจะมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายืนอยู่ในระดับสูงที่ราว 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะมีการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังคงอยู่สูงกว่าระดับปกติที่ 12-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก

 

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้นโรงกลั่นน้ำมัน หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึง 7 เมษายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของทั้ง 5 บริษัท มีทั้งหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นและลดลง ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งมีทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +34.55% บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) มีทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +27.74% บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 0.67%

 

ส่วน บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ที่เน้นธุรกิจโรงกลั่นเป็นหลัก ราคาหุ้นลดลง -11.85% และ -9.93% ตามลำดับ

 

ดร.นิเวศน์ ค้านรัฐแทรกแซง ‘เฉือนกำไรโรงกลั่น’ ชี้ทำลายบรรยากาศการลงทุน หวั่นความเสี่ยงนโยบายทำต่างชาติเมินไทย

 

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor: VI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยแสดงจุดยืน ‘ไม่เห็นด้วย’ กับแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในระยะยาว

 

ชี้สะเทือนหลักการการค้าเสรี ‘ตอนกำไรถูกยึดคืน ถ้าขาดทุนใครชดเชย?’

 

ดร.นิเวศน์ มองว่า การดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเป็นเรื่องที่ผิดเกณฑ์และกระทบต่อหลักการสำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงธุรกิจของภาคเอกชนที่ควรดำเนินการภายใต้ระบบการค้าเสรี

 

“หลักการทางธุรกิจคือการประกอบการเพื่อแสวงหากำไร และบางครั้งก็ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ แต่การที่อยู่ๆ รัฐบาลจะมาขอกำไรคืน โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าหากเอกชนขาดทุน รัฐจะช่วยชดเชยให้หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล” ดร.นิเวศน์ กล่าว

 

แม้จะเข้าใจได้ว่าธุรกิจน้ำมันอาจไม่ใช่ธุรกิจที่เสรี 100% และมีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานด้านราคาไว้แล้ว แต่เมื่อเอกชนดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานจนมีกำไรในช่วงที่สถานการณ์เอื้ออำนวย (Windfall Profit) รัฐกลับมองว่ากำไรมากเกินไปและสั่งยึดคืน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีอย่างมากในภาพใหญ่ในการทำธุรกิจในประเทศไทย

 

เตือนความเสี่ยง Regulatory Risk ทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ

 

ดร.นิเวศน์ ระบุต่อว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาพใหญ่ของการลงทุนจะเสีย ดร.นิเวศน์ อธิบายว่า เหตุการณ์นี้จะส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติว่า รัฐบาลไทยสามารถใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อดึงกำไรกลับคืนได้ทุกเมื่อ

 

การกระทำลักษณะนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางด้านการควบคุมของรัฐ (Regulatory Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักธุรกิจประเมินได้ยากและรับไม่ได้ แตกต่างจากความเสี่ยงทางธุรกิจทั่วไปเช่นยอดขายตกหรือขาดทุน เมื่อความเสี่ยงในการทำธุรกิจที่ประเทศไทยสูงขึ้น ต้นทุนการลงทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติรายใหม่ไม่กล้าเข้ามาลงทุน หรือหากได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าความเสี่ยงก็จะปฏิเสธการลงทุนในไทย ในขณะที่นักลงทุนรายเดิมก็อาจจะค่อยๆ ถอนตัวออกไป

 

“หลักการทำธุรกิจสมัยใหม่เรื่องธรรมาภิบาล มีความสำคัญมาก การที่รัฐได้เงินคืนมาไม่กี่พันล้านบาท มันไม่คุ้มเลยกับความเชื่อมั่นที่เสียไปเลยในสายตานักลงทุนที่มองว่าการลงทุนในภาพใหญ่ของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้นจาก Regulatory Risk ทำให้คิดหนักขึ้น หากจะต้องลงทุนในไทย ” ดร.นิเวศน์ กล่าวย้ำ

 

ยกบทเรียน ‘เวเนซุเอลา’ รัฐแทรกแซงจนอุตสาหกรรมพังทลาย

 

ดร.นิเวศน์ ยังได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศที่ใช้กฎหมายในลักษณะนี้ เช่น เวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงและยึดกำไรจากธุรกิจน้ำมันเพราะเห็นว่ามีกำไรมหาศาล ผลลัพธ์สุดท้ายคือไม่มีใครกล้าเข้าไปลงทุนผลิตน้ำมัน ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก

 

สำหรับแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องราคาน้ำมันนั้น ดร.นิเวศน์ เสนอว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องจัดการด้วยตัวเอง เช่น การลดภาษี หรือใช้งบประมาณรัฐเข้าไปอุดหนุน แต่ไม่ควรนำภาคเอกชนเข้ามาร่วมรับภาระบังคับนี้ เพราะเอกชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจและโอกาสขาดทุนไว้เองอยู่แล้ว

 

“เวลาที่เราต้องแข่งขันดึงดูดการลงทุน ประเทศไทยต้องเน้นย้ำภาพลักษณ์ว่าเราสนับสนุนธุรกิจ เข้ามาลงทุนแล้วไม่ต้องกลัวว่าวันดีคืนดีจะถูกยึดกำไรคืน” ดร.นิเวศน์กล่าว

 

ในช่วงท้าย ดร.นิเวศน์ ได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองก็มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะความกังวลเรื่องผลขาดทุนส่วนตัว เนื่องจากนักลงทุนย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เป็นการมองในระยะยาวของประเทศว่า การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้

 

นายกฯ สมาคมนักลงทุน มองหุ้นโรงกลั่นขาดทุนกำไรช่วงวัฏจักรขาขึ้น

 

ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า และและนายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย (Investors Association of Thailand) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การหักค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ถือว่าเยอะ คิดเป็นกว่า 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยธรรมชาติแล้วธุรกิจโรงกลั่นจะมีกำไรจากสองส่วน คือ กำไรจากค่าการกลั่น และกำไรจากสต็อกสินค้าและวัตถุดิบ เมื่อภาครัฐเข้ามาแทรกแซงถือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งเป็นหุ้นวัฏจักรที่มักจะทำกำไรได้สูงจากช่วงที่อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุล

 

“รอบนี้โรงกลั่นโชคร้ายนิดหน่อย จริงๆ ควรเป็นรอบที่เขาจะได้ผลประโยชน์เต็มที่ แต่เมื่อค่าการกลั่นพุ่งขึ้นไปสูงผิดปกติ รัฐบาลก็อยากให้เข้ามาแชร์สุขแชร์ทุกข์” ทิวากล่าว

 

แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะเริ่มปรับลง หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ทิวามองว่า “มีโอกาสที่รัฐบาลจะลดค่าการกลั่นลงต่อ เพื่อให้ราคาขายหน้าปั๊มลงมาอีก เพราะสถานการณ์รอบนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ความเสี่ยงเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐ แม้แต่ค่าการตลาด ก็จะเข้ามากดดันธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงและช่วยในเชิง Sentiment”

 

อย่างไรก็ตาม ทิวามองว่าแม้จะถูกหักค่าการกลั่น 2 บาท แต่ในแง่ของการดำเนินงาน โรงกลั่นก็ไม่ได้ถึงกับต้องหยุดผลิต เพราะมีต้นทุนคงที่ที่สูงมาก และด้วยค่าการกลั่นในระดับ 2-3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ธุรกิจก็ยังสามารถอยู่รอดและมีกำไรที่ดีได้ โดยกำไรส่วนใหญ่ที่ผันผวนมักจะมาจาก Stock Gain หรือ Stock Loss มากกว่า

 

ตัดไฟแต่ต้นลม สกัดราคาสินค้าพุ่ง

 

สำหรับเหตุผลที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างรวดเร็ว ทิวามองว่า รัฐบาลต้องการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อหยุดวิกฤตพลังงานไม่ให้ลุกลาม เพราะหากปล่อยไว้ ต้นทุนในทุกภาคส่วนจะพุ่งสูงจนคุมไม่อยู่ และหากข้าวของเครื่องใช้ปรับราคาขึ้นไปแล้ว มักจะปรับลงได้ยาก การกดราคาน้ำมันลงมาให้เร็วที่สุด เช่น หากกดราคาดีเซลลงไปต่ำกว่า 40 บาทต่อลิตรได้ จะช่วยชะลอการขึ้นราคาสินค้าอื่นๆ ได้

 

“ผลกระทบรอบนี้กว้างมาก เราอาจจะยังไม่เห็นภาพทั้งหมด แต่ถ้าข้าวของแพงขึ้นมาก บางอุตสาหกรรมอาจจะไปต่อไม่ไหว ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น ประมง เริ่มเห็นการหยุดชะงักบ้างแล้ว” ทิวาระบุ

 

เทรนด์ระยะยาวกดดันอุตสาหกรรมโรงกลั่น

 

ทิวายังให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฏจักรของค่าการกลั่นในรอบนี้ว่า ปกติแล้วค่าการกลั่นจะปรับตัวสูงขึ้นจากฝั่งอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง แต่ในรอบนี้กลับมาจากฝั่งอุปทานที่หายไปจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเมื่อประเทศผู้บริโภครายใหญ่อย่างสหรัฐฯ กลายมาเป็นผู้ผลิต ทำให้อุตสาหกรรมพลิกผันไปมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะยาว อุปสงค์ของน้ำมันมีแนวโน้มแย่ลงจากการมาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ปัจจุบันจะมีจุดสะดุดเรื่องค่าเบี้ยประกันและค่าซ่อมที่แพงกว่ารถสันดาป รวมถึงการรออะไหล่นาน แต่หากระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ EV สมบูรณ์ขึ้น อย่างเช่นในจีนที่ไม่ได้เผชิญอุปสรรคเหล่านี้แล้ว เทรนด์การใช้น้ำมันจะลดลงอย่างแน่นอน

 

“โดยส่วนตัว ผมชอบลงทุนในธุรกิจที่มีอุปสงค์ใหม่ๆ มากกว่า การเล่นหุ้นโรงกลั่นเป็นเหมือนการเล่นเกมสั้น ได้เงินมาก็มีความเสี่ยง ผมชอบอะไรที่สมเหตุสมผลกับมูลค่า ในระยะยาวจริงๆ หุ้นโรงกลั่นควรเทรดในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เพราะเทรนด์ในอนาคตคนจะใช้น้ำมันน้อยลงเรื่อยๆ แน่นอน จะช้าจะเร็ว คนก็ต้องการของชิ้นนี้น้อยลง เวลาผมลงทุนผมจะมองว่าอีก 5 ปีข้างหน้า มนุษย์จะใช้สิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่” ทิวากล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories