ท่ามกลางสงครามและความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ การเปรียบเทียบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มักช่วยให้เรามองเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจนขึ้น
เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก เขามองว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ มีจุดชี้ขาดที่ชัดเจนและเป็นที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่นักยุทธศาสตร์ระดับโลก นั่นคือ “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ”
ช่องแคบแห่งนี้ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก และนี่คือ ศึกตัดสิน ซึ่งดาลิโอใช้คำว่า Final Battle ที่จะกำหนดทิศทางของระเบียบโลกใหม่
หากสหรัฐฯ แพ้ อาจเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการล่มสลาย
เรย์ ดาลิโอ วิเคราะห์ว่า หากปล่อยให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมผู้ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือแม้แต่ยอมให้อิหร่านมีอำนาจในการต่อรอง สหรัฐฯ จะถูกตัดสินทันทีว่าเป็น ‘ผู้แพ้’ ในสงครามครั้งนี้ เพราะการที่อิหร่านสามารถใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธได้ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ ไร้ความสามารถในการจัดการปัญหา
ผลที่ตามมาจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อสหรัฐฯ พันธมิตรในอ่าวอาหรับ เศรษฐกิจโลก และระเบียบโลก
ดาลิโอเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ ‘วิกฤตคลองสุเอซ’ ในปี 1956 ที่ทำให้อังกฤษสูญเสียความเป็นมหาอำนาจ รวมถึงความพ่ายแพ้ในลักษณะคล้ายคลึงกันของจักรวรรดิดัตช์ในศตวรรษที่ 18 และจักรวรรดิสเปนในศตวรรษที่ 17
รูปแบบของการล่มสลายของจักรวรรดิมักจะเหมือนกันเสมอ นั่นคือ เมื่อมหาอำนาจเบอร์รองท้าทายมหาอำนาจเบอร์หนึ่งในการควบคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญ หากมหาอำนาจเดิมแสดงความอ่อนแอ ผู้คนและกระแสเงินทุนจะไหลหนีจากผู้แพ้อย่างรวดเร็ว
ดาลิโอได้ตั้งหลักการสำคัญไว้ว่า “เมื่อมหาอำนาจที่ครอบครองสกุลเงินสำรองของโลกมีภาระทางการเงินมากเกินไป และเผยให้เห็นความอ่อนแอจากการสูญเสียการควบคุมทั้งทางทหารและการเงิน ให้ระวังการสูญเสียความเชื่อมั่นจากพันธมิตรและเจ้าหนี้ การสูญเสียสถานะสกุลเงินสำรอง และการอ่อนค่าของสกุลเงิน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทองคำ”
หากสหรัฐฯ ชนะ จะ ‘ฟื้นคืนความเชื่อมั่น’
ในทางกลับกัน เมื่อมหาอำนาจโลกสามารถแสดงความแข็งแกร่งทั้งทางทหารและการเงิน สิ่งนี้จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและเพิ่มความเต็มใจในการถือครองหนี้และสกุลเงินของประเทศนั้นๆ
ดาลิโอได้ยกตัวอย่างในยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ที่สามารถเจรจาปล่อยตัวประกันในอิหร่านได้สำเร็จ และเมื่ออิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในอ่าวอาหรับ เรแกนได้สั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพอย่างชัดเจน
หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถทำตามที่ลั่นวาจาไว้ได้ คือการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและกำจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างอำนาจและความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีโลกได้อย่างมหาศาล
กลยุทธ์อิหร่าน คือ ความอดทนต่อความเจ็บปวด
การจะดึงช่องแคบฮอร์มุซออกจากการควบคุมของอิหร่านไม่ใช่เรื่องง่าย และน่าจะต้องแลกมาด้วยการปะทะครั้งใหญ่ สำหรับผู้นำอิหร่านและชาวอิหร่านส่วนใหญ่ นี่คือสงครามที่มีความหมายต่อการดำรงอยู่ของชาติ พวกเขามองว่านี่คือการแก้แค้นและพร้อมที่จะสละชีพ
ในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังกังวลเรื่องราคาน้ำมันแพง และผู้นำสหรัฐฯ กังวลเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอม ดาลิโอได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งของสงครามว่า “ในยามสงคราม ความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวด สำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการสร้างความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย”
แผนของอิหร่านคือการยื้อสงครามให้ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าสังคมอเมริกันและผู้นำสหรัฐฯ มีขีดจำกัดในการทนรับความเจ็บปวดจากสงครามที่ยาวนาน หากพวกเขาทำให้สงครามครั้งนี้เจ็บปวดและยาวนานพอ สหรัฐฯ อาจทิ้งการต่อสู้ ซึ่งจะทำให้พันธมิตรทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถพึ่งพาได้อีกต่อไป
ศึกตัดสิน (The Final Battle) และภาพใหญ่ของระเบียบโลก
ดาลิโอ เชื่อว่าการเจรจาหรือข้อตกลงใดๆ บนหน้ากระดาษจะไร้ความหมาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ฮอร์มุซอยู่ในมืออิหร่าน หรือการใช้กำลังยึดคืนมา จะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของความขัดแย้ง
กองทัพอิหร่านได้ขู่ไว้แล้วว่า จะทำลายโรงงานน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมดในภูมิภาคที่มีสหรัฐฯ เป็นเจ้าของหรือให้ความร่วมมือให้เป็นจุณ นี่คือ ‘ศึกตัดสิน’ ที่จะชี้ขาดว่าใครคือผู้ชนะและผู้แพ้
ผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากศึกครั้งนี้จะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก กระทบต่อกระแสการค้า เงินทุน และการพัฒนาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และยุโรป
ดาลิโอ สรุปทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของวงจรใหญ่ (Big Cycle) ที่ขับเคลื่อนโลก ซึ่งประกอบด้วย 5 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่
- วงจรหนี้ระยะยาว (The long-term debt cycle)
- วงจรความสงบและความวุ่นวายทางการเมืองภายใน (Internal political cycle)
- วงจรความสงบและความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (External geopolitical cycle)
- การพัฒนาทางเทคโนโลยี (Advancements of technologies)
- ภัยธรรมชาติ (Acts of nature)
ภาพ: Jemal Countess/Getty Images for TIME
อ้างอิง:

