×

ปตท. เร่งหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศระดับโลก ดึงถือหุ้นบริษัทลูกในกลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น ย้ำยังคงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้

28.02.2026
  • LOADING...
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

บมจ.ปตท. หรือ PTT แถลงข่าวผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2568 พร้อมเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศให้บริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นในเครือ ประกาศนำร่องเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.หรือ PTT เปิดเผย ถึงความคืบหน้าในการพาร์ทเนอร์ให้บริษัทลูกในกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับพาร์เนอร์ต่างประเทศจำนวนหลายราย ทั้งในลุ่มประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยขณะนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจากบริษัทฯ เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าประเด็นการหาพาร์ทเนอร์ดังกล่าวนี้ จะมีความชัดเจนภายในปี 2569 ซึ่งรูปแบบจะเป็นการดึงพาร์เนอร์ระดับโลกซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมทุนถือหุ้นในบริษัทลูกในธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น

 

โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายหลักที่จะช่วยตอบโจทย์ใน 2 เรื่องสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม คือ

 

1. ทำให้บริษัทลูกมีความแข็งแกร่งขึ้น และ 2. ทำให้บริษัทโดยรวมดีขึ้น

 

พร้อมทั้งยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีแผนในการควบรวมบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

 

เปิดคุณสมบัติพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ หวังสร้าง Synergy

 

ดร.คงกระพัน ขยายความถึงคุณสมบัติเชิงลึกของพันธมิตรที่ ปตท. กำลังเฟ้นหาว่า จะต้องเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และมีความแข็งแกร่งในธุรกิจปิโตรเคมีระดับที่เทียบเท่าหรือมากกว่า ปตท.

 

โดยหัวใจสำคัญที่สุดของการร่วมทุนคือต้องเกิดการทำงานร่วมกันหรือ Synergy อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันขยายฐานตลาดใหม่ๆ การสนับสนุนด้านวัตถุดิบ หรือการลดต้นทุนเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวนี้กับให้เครือ ปตท. ให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ปัจจุบันโลกจะเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงครามการค้า แต่การพิจารณาเลือกพาร์ทเนอร์ของ ปตท. จะมุ่งเน้นผลประโยชน์ทางธุรกิจและจุดแข็งเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ดี หลังจากการมีพาร์ทเนอร์เข้ามาถือหุ้นบริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงลั่นแล้ว ปตท. ยืนยันว่าจะยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมทั้งยังให้บริษัทลูกในเครือยังคงเป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ไว้เช่นเดิม เพื่อคงจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร (Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของกลุ่มเอาไว้ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันในช่วงที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งซบเซา

 

นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทฯ ยังเดินหน้าแผนกลยุทธ์ Profit Enhancement ปรับโครงสร้างภายใน เพิ่มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าเพิ่มกระแสเงินสดแตะระดับ 1 แสนล้านบาท อีกทั้งคาดว่าปริมาณการขายโดยรวมของบริษัทฯ ปี 2569 จะเติบโตดีกว่าปีก่อน ทั้งในด้านธุรกิจต้นน้ำ และปลายน้ำ เช่น ยอดขายก๊าซและการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ในด้านราคาขายและมาร์จิ้น สามารถคาดการณ์ได้ยาก เพราะมีความไม่แน่นอนในตลาดโลก ดังนั้นบริษัทฯ จึงเน้นการเพิ่มปริมาณการขายเพื่อสร้างกำไรเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โชว์ผลงานปี 68 กำไร 9 หมื่นล้านบาท-ปันผลทะลุ 6%

 

สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ท่ามความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันรวมถึงส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลง ปตท. ยังคงรักษาระดับกำไรไว้ได้ที่ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า

 

โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนภายใน (Profit Enhancement / Optimization) ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยพยุงกำไรได้ถึง 3.8-4 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการ Vision X ที่นำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ลดต้นทุนและสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งทำผลงานทะลุเป้าหมายไปถึง 1.2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายระยะ 3 ปีที่ 3 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ผลประกอบการที่มั่นคงส่งผลให้ ปตท. สามารถดูแลผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มที่ โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลที่ 2.10 บาทต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานปี 2568 และ ประกาศจ่ายปันผลพิเศษ (Extra Dividend) อีก 0.10-0.20 บาทต่อหุ้นเป็นครั้งแรกของบริษัท

 

ส่งผลทำให้คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่สูงกว่า 6% นอกจากนี้ยังมีการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ไว้ได้

 

เดินหน้า Asset Monetization ท่าเรือ-คลังท่อ ดัน ROE

 

ในส่วนของการบริหารจัดการสินทรัพย์ ปตท. เร่งเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Monetization โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่อ ถัง และท่าเรือ ของบริษัทลูกอย่าง บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC มารวมไว้ภายใต้การบริหารจัดการของ ปตท. ผ่านบริษัทลูก คือ PTT Tank

 

ขณะที่การปรับโครงสร้างนี้ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ทันที เนื่องจาก ปตท. มีอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงกว่า ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าบริษัทลูกอย่างมีนัยสำคัญ และในก้าวต่อไป ปตท. มีแผนจะดึงพันธมิตรกลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์นี้สามารถดึงกระแสเงินสดกลับมาได้ถึง 1.7 หมื่นล้านบาท และเพิ่มกำไรได้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น 1

 

ปรับพอร์ตลงทุน EV – รุกตลาด LNG

 

ขณะเดียวกัน ปตท. มีการทบทวนและปรับพอร์ตโฟลิโอ (Divestment) อย่างต่อเนื่อง โดยตัดสินใจลดสัดส่วนในธุรกิจที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศจีน เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ EV ซึ่งร่วมทุนกับ Foxconn และธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งร่วมกับ CATL ซึ่งสามารถดึงกระแสเงินสดกลับคืนมาได้กว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจที่คุ้มค่ากว่า รวมไปถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจ Life Science ที่ช่วยสร้างกำไร 7,500 ล้านบาท และปลดล็อกข้อจำกัดให้บริษัทลูกสามารถไปเติบโตและระดมทุนเป็นบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาได้ด้วยตัวเอง

 

ด้านธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) ของ บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ยังคงรักษาความมั่นคงทางพลังงานได้ดี โดยมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 4% และสามารถเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม (Proved Reserves) จาก 6 ปีครึ่ง เป็นเกือบ 7 ปี

 

สำหรับแผนระยะกลาง ปตท. ตั้งเป้าขยายธุรกิจการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Trading) ในตลาดโลกอย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าปริมาณการซื้อขายที่ 10 ล้านตันภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อรองรับทิศทางพลังงานสะอาด

 

นอกจากนี้ ยังเร่งเครื่องการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และไฮโดรเจนอย่างบูรณาการร่วมกับภาครัฐ เพื่อปูทางสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

 

นำร่องโครงการ JUMP+ ยกระดับมูลค่ากิจการร่วมกับ ตลท.

 

ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ. ปตท. หรือ PTT เปิดเผยว่า ปตท. ได้เข้าร่วมเป็นบริษัทนำร่อง (Pilot Company) ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

ภัทรลดา อธิบายว่าโครงการ JUMP+ เป็นโครงการริเริ่มที่คล้ายคลึงกับโปรแกรมการยกระดับมูลค่าองค์กร หรือ Corporate Value Up ของตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีมูลค่ากิจการที่ดีขึ้น และทำให้ราคาหุ้นบนกระดานสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น 2

 

โดยการเข้าร่วมโครงการของ ปตท. ในครั้งนี้ จะเป็นการนำข้อมูลการดำเนินงานที่มีความแข็งแกร่งมาจัดระบบการเปิดเผยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม JUMP+ พร้อมทั้งให้ Commitment ที่ชัดเจนในด้านการดูแลผู้ถือหุ้นและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยรายละเอียดของตัวชี้วัดและเป้าหมายเชิงลึกนั้น จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการพร้อมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะถัดไปซึ่ง

 

ในเบื้องต้นจะไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายกำไรเป็นตัวชี้วัด แต่จะใช้ข้อมูลตัวเลขข้อมูลทางธุรกิจอื่นๆ ในการตั้งเป้าหมายสำหรับการเข้าโครงการ JUMP+ แทนซึ่งหากมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) ให้พิจารณา และผ่านการเห็นชอบแล้วก็จะมีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของแแผนในการร่วมโครงการดังกล่าวนี้ต่อไป

 

นอกจากนี้ ภัทรลดา ยังระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับบริษัทลูกในเครือ ปตท. หากบริษัทใดมีความพร้อม ก็สามารถทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้ทันทีตามความเหมาะสมของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งกลุ่ม ปตท. ไปพร้อมๆ กัน

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising