เปิดศักราชใหม่ปี 2026 หลังประเทศไทยผ่านพ้นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นภาพชัดของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจ ที่จับตาว่าทิศทางการบริหารประเทศและนโยบายสำคัญจากนี้ จะพาเศรษฐกิจไทยเดินไปทางไหน
THE STANDARD WEALTH รวบรวมมุมมองจากภาคธุรกิจเอกชนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ถึงโจทย์เศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลควรหยิบขึ้นมาทำเป็นอันดับแรก พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยากเห็นการผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อรับมือความท้าทายทั้งในและต่างประเทศ และฟื้นความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว
แนะรัฐเร่งโครงการทันที โดยเฉพาะ ปรับภาษี ลดหนี้ครัวเรือน เติมสภาพคล่องระบบ
เริ่มจาก วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ. ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP มองว่า สัญญาณจากตลาดทุนสะท้อนมุมมองเชิงบวก หลังจากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 40–50 จุด สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติรับรู้ถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่

วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ. ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าหากทีมรัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป็นชุดเดิม จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งจะส่งผลให้กลไกเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วกว่า ถ้าเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อขยายฐานผู้เสียภาษีให้กว้างขึ้น พร้อมทบทวนเกณฑ์ค่าลดหย่อน และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน และควรมีมาตรการช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือน รวมถึงการพักชำระหนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
วิโรจน์ ทิ้งท้ายว่า ในส่วนของแผนธุรกิจ ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายในประเทศในระดับ Low Single Digit โดยไม่ได้มุ่งเน้นการขยายตัวเชิงปริมาณ แต่ให้ความสำคัญกับการรักษาและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก
มาม่า จับตาโฉมหน้า ครม. ต้องโปร่งใส-ไม่ค้านสายตาสังคม
พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” มองว่า ภาพรวมการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในทิศทางเชิงบวก เนื่องจากรัฐบาลใหม่ยังคงเป็นรัฐบาลชุดเดิม ทำให้สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆ ต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
สำหรับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่า ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนของรัฐบาลที่ค่อนข้างแข็งแรง จึงไม่น่ามีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ โฉมหน้าของผู้ที่จะเข้ามากำกับดูแลกระทรวงต่างๆ ต้องมีความเหมาะสม และในภาพรวมไม่ควรสร้างความรู้สึกขัดหูขัดตา หรือยากต่อการยอมรับของสังคม
แม้รัฐมนตรีชุดใหม่อาจไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อชั้นโดดเด่นเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระดับแนวหน้าในอดีต แต่ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ควรอยู่ในระดับที่ไม่น่าผิดหวัง และไม่ทำให้ประชาชนต้องตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ‘ความชัดเจน’ เป็นหลัก โดยผลทางการเมืองที่ออกมาช่วยทำให้เห็นทิศทางการเดินหน้าประเทศอย่างชัดเจน ไม่ต้องอยู่ในภาวะลุ้นหรือคาดเดาสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเป็นผลดีต่อระบบการเมือง เพราะทำหน้าที่เสมือนผู้ตรวจสอบบัญชีมืออาชีพ ช่วยถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง
ก่อนทิ้งท้ายว่า บทบาทของภาคประชาชนยังคงมีความสำคัญ และไม่ควรผ่อนคันเร่งในการตรวจสอบรัฐบาล
“โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนควรตั้งคำถามและส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เมื่อใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ ใช้ระยะเวลาเท่าใด และในช่วงรอยต่อจะมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมหรือไม่”
ธุรกิจอีเวนต์ จี้รัฐออกกติกาคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศ
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอีเวนต์ แสดงความเห็นว่า ภายหลังประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่อย่างชัดเจน ภาครัฐควรเร่งเดินหน้านโยบายเชิงโครงสร้างระยะยาว มากกว่ามาตรการระยะสั้น
โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีวาระการทำงานยาวถึง 4 ปี ควรใช้โอกาสนี้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อแก้โจทย์การเติบโตของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ GDP ไทยขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี หากยังคงใช้แนวทางเดิม เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถขยับไปได้ไกลกว่านี้

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” หรือ New S-Curve ผ่านการปรับโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย ระบบการศึกษา และการกำหนดจุดยืนของประเทศให้ชัดเจนบนเวทีโลก มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสร้างรายได้ในระยะสั้นได้รวดเร็ว แต่ไม่เพียงพอต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก การคุ้มครองและยกระดับธุรกิจอีเวนต์ของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากปัจจุบันยังขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำกับดูแลบริษัทต่างชาติที่เข้ามาจัดงานในประเทศไทย หลายกรณีนำซัพพลายเออร์ แรงงาน และอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามาทั้งระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแทบไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีกฎหมายบังคับใช้แรงงานและซัพพลายเออร์ท้องถิ่นอย่างเข้มงวด
ในมุมมองของผู้ประกอบการ จึงเสนอให้กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน อาทิ การบังคับใช้ผู้จัดงานหรือซัพพลายเออร์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย การใช้แรงงานไทย และการกำหนดมาตรฐานใบอนุญาตให้สอดคล้องกับสากล เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอีเวนต์ไทยและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ประเด็นที่สอง คือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก จำเป็นต้องมีสถานที่จัดงานขนาดใหญ่แบบอินดอร์ ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วม 50,000–60,000 คน และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งคอนเสิร์ต การประชุม นิทรรศการ และการแข่งขันกีฬา ในลักษณะ Multipurpose Hall ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ภายในระยะเวลาสั้น
จึงเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพื้นที่ที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น สนามศุภชลาศัย หรือราชมังคลากีฬาสถาน ให้เป็นสนามอเนกประสงค์ที่ติดตั้งระบบปรับอากาศ แทนการลงทุนสร้างใหม่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีความพร้อมทั้งระบบขนส่งและที่พักรองรับ
ทั้งนี้ หากภาครัฐสามารถดำเนินการควบคู่กันทั้งการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอีเวนต์ไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม
ชงรัฐบาลใหม่ ปลุกกำลังซื้อด้วยคนละครึ่ง ควบคู่ลดค่าไฟ-ดันโซลาร์
มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี สะท้อนมุมมองว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดติดว่าพรรคใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ต้องการเห็นมากที่สุดคือการจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเร่งแก้ปัญหาปากท้อง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี
“เศรษฐกิจไทยในวันนี้เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างหนัก แม้อาจยังไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU แต่จำเป็นต้องได้รับการประคองและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยเวลา โดยหัวใจสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่น”
หากประชาชนมีความมั่นใจ “สุขภาพจิตทางเศรษฐกิจ” จะดีขึ้น และกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ คือการนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หลังจากพิสูจน์แล้วว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริงในการกระตุ้นการใช้จ่าย เปรียบเสมือนการให้ยาเพื่อลดอาการในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวไม่ควรพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งสร้างความสามารถให้ประชาชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวคิดการปรับลดค่าไฟฟ้าให้เหลือราว 3 บาทต่อหน่วย พร้อมเสนอให้รัฐบาลผลักดันการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบการสนับสนุนด้านราคา หรือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้มีแหล่งพลังงานของตนเอง ใช้ไฟฟรีในช่วงกลางวัน ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
สมาคมภัตตาคารไทย เสนอ 3 แนวทางพยุงธุรกิจร้านอาหาร
ในช่วงเวลาเดียวกัน สมาคมภัตตาคารไทย เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการพยุงธุรกิจอาหาร หลังผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจซบเซาและกำลังซื้อชะลอตัว โดยในปี 2569 แม้มูลค่าตลาดอาหารไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ราว 7 แสนล้านบาท แต่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ร้านอาหารรายเล็กและ Micro SME เสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้น

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย
ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เสนอ 3 แนวทางหลักต่อรัฐบาล ได้แก่
1. ขยายโครงการคนละครึ่งพลัส ให้ครอบคลุมร้านอาหารที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และเปิดให้นิติบุคคลเข้าร่วม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก พร้อมช่วยขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ผลักดันธุรกิจอาหารขนาดเล็กและ Street Food ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 2 6 แสนล้านบาทในปี 2569 ผ่านการจัดเทศกาลอาหาร การประกวด และยกระดับ Street Food/ข้าวแกงไทยเป็น Cultural Food Asset เชื่อมสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) กระจายรายได้ทั่วประเทศ
3. เร่งเปิดตลาดอาหารไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ผ่านการจับคู่ธุรกิจและสนับสนุนการขยายสาขา เพื่อผลักดันร้านอาหารไทยสู่เวทีโลก
พร้อมย้ำว่า ธุรกิจอาหารเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หากรัฐกระตุ้นได้ตรงจุด จะช่วยให้เงินหมุนเร็ว หนุนร้านเล็ก เกษตรกร และเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมประเมินว่าจะช่วยให้ธุรกิจอาหารเติบโตเพิ่ม 1-2% หรือสร้างมูลค่าเพิ่มอีก 7,000-14,000 ล้านบาท ในปีนี้


