วันนี้ (10 เมษายน) ที่รัฐสภา ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงถึงปัญหาด้านการศึกษาที่สมาชิกรัฐสภาได้ร่วมกันอภิปราย ว่า ตนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นแกนหลักในภารกิจนี้ พร้อมกับสรุปประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ, หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน, บุคลากรและภาระงานครู, กฎหมายและ พ.ร.บ. การศึกษา และสุดท้ายคือคุณภาพความปลอดภัยในโรงเรียน
ประเสริฐกล่าวถึงการวางรากฐานด้านกฎหมาย ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ค้างมาตั้งแต่สภาชุดก่อน โดยตนตั้งใจจะผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างที่ล้าสมัยและลดความล่าช้าทางนโยบาย ซึ่งส่งผลเสียต่อโอกาสของเด็กและครูในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่เท่าทันโลกยุคปัจจุบัน
ส่วนปัญหาด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ประเสริฐได้ชูวิสัยทัศน์ว่า การศึกษาต้องไม่จบแค่การได้รับปริญญา แต่ต้องผลิตคนที่ทำงานได้จริงในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเตรียมจัดตั้ง ‘Human Capital Super Board’ ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคเอกชน ให้สัญญาณจากตลาดแรงงานส่งถึงห้องเรียนได้อย่างถูกต้อง พร้อมตั้งเป้าผลิตบุคลากรทักษะสูงกว่า 1.08 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิตและ National Skill Platform ที่มีทั้ง E-Portfolio และการรับรองประสบการณ์จริงเป็นวุฒิการศึกษา
ประเสริฐยังกล่าวอีกว่า ตนได้ให้ความสำคัญกับปัญหาบุคลากรและภาระงานครู ซึ่งจากที่เคยเห็นครูต้องแบกภาระหนักตั้งแต่เช้ามืด ตนจึงมีแนวทางลดภาระงาน 3 กลุ่ม คือ โครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด, ภาระอาหารกลางวัน และงานธุรการอื่นๆ โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดขั้นตอนเอกสาร และนำร่องระบบครัวกลางร่วมกับท้องถิ่นเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ยึดหลักการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีทางเลือกในการบริหารจัดการเอง ไม่สั่งการแบบครอบจักรวาล
ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ ประเสริฐกล่าวว่า สูตรคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวในปัจจุบันทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแบกรับต้นทุนคงที่สูงเกินไป ตนจึงเตรียมปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้สะท้อนความเป็นจริง และกำหนดเพดานขั้นต่ำสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยยืนยันว่าจะไม่บังคับยุบควบรวมโรงเรียนแบบเหมารวม แต่จะมุ่งยกระดับโรงเรียนที่มาตรฐานต่ำให้สู่ความเป็นเลิศ เพื่อให้เกิด ‘เรียนฟรี มีจริง’ สำหรับเด็กทุกคน
ประเสริฐยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะร่วมกับกระทรวง อว. ดูแลระบบสุขภาพจิตนักเรียน และประสานสถาบันอาชีวศึกษาเข้าตรวจสอบซ่อมแซมอาคารและอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พร้อมจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียนอย่างถาวร เพื่อดำเนินการเด็ดขาดกับบุคลากรที่ใช้ความรุนแรงหรือละเมิดนักเรียน โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปทั้งหมดนี้อาจไม่สำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่ตนมุ่งมั่นจะเปลี่ยนการทำงานจากระบบแท่งเป็นรูปแบบทีมเพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเด็กไทยทุกคน
ประเสริฐยังได้ชี้แจงข้อพาดพิงเรื่อง MOU สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยืนยันว่า ประเด็นการสแกนม่านตาไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน MOU แต่อย่างใด และเป็นการกระทำภายหลังที่กระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ MOU ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกฎหมายอย่างครบถ้วนและปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว ตนยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ และการเข้าพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ผ่านมาเป็นการเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานเท่านั้น ทั้งนี้ ตนไม่เคยได้รับข้อกล่าวหาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในเรื่องนี้ ส่วนที่ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ได้พูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องไปถามไชยชนกเอง ตนไม่สามารถตอบแทนได้


