ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า ‘Operation Epic Fury’ พร้อมส่งสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้เลือกระหว่างยอมวางอาวุธหรือเผชิญความตาย และส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานอย่างเปิดหน้า
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่เคยปิดได้ในประวัติศาสตร์โลก กลับไม่มีใครกล้าเลี้ยวผ่านในช่วงเวลานี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวความมั่นคง แต่คือภาพสะท้อนการเลื่อนศูนย์กลางอำนาจโลกอย่างชัดเจน จาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’
ถ้า Rule-based Order คือโลกที่พยายามให้ทุกอย่างเดินตามกติกา ผ่านสถาบันระหว่างประเทศ ผ่านพันธมิตร และผ่านกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมร่วมกัน Power-based Order อาจเปรียบเสมือนโลกที่อำนาจจริงมาก่อนกติกา ใครมีพลังทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรืออิทธิพลมากพอ คนนั้นกำหนดเกมได้ กติกายังมีอยู่ แต่ถูกใช้ตามจังหวะที่ได้เปรียบ
และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เข็มทิศโลกกำลังขยับไปทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองแขนของ Power-based ภายใต้ทรัมป์
แขนแรก ทหารและความมั่นคง ยกระดับด้วยแรง
การโจมตีโครงสร้างป้องกันทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ และเป้าหมายเชิงผู้นำของอิหร่าน พร้อมคำประกาศว่าจะดำเนินการตราบเท่าที่จำเป็น คือการสื่อสารว่าการใช้กำลังเป็นเครื่องมือที่พร้อมหยิบใช้ทันที
กรอบเรื่องถูกวางว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม และเป็นการเตือนทั้งกองกำลังและประชาชนอิหร่านในเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ภายในสหรัฐฯ เองก็เกิดแรงเสียดทานเรื่องอำนาจทำสงคราม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส สิ่งนี้สะท้อนสไตล์การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าความเร็วและความเด็ดขาดสำคัญกว่ากระบวนการ
แขนที่สอง เศรษฐกิจและการค้า ใช้ตลาดเป็นอาวุธ
แนวทาง Maximum Pressure ถูกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่การประกาศใช้ Reciprocal Tariff ในช่วงที่ผ่านมา คือเปิดสูงไว้ก่อน และค่อยเจรจาเพื่อไต่ระดับลงมาทีหลัง
ในภาพใหญ่กว่านั้น นโยบายการค้าช่วงปี 2025 ถึง 2026 เต็มไปด้วยมาตรการภาษี คำสั่งฝ่ายบริหาร และการจัดระเบียบการนำเข้าแบบใหม่ เครื่องมือทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นการเติบโตเท่านั้น แต่ทำหน้าที่บังคับพฤติกรรมประเทศอื่น
ในมือของทรัมป์ กองทัพกับภาษีทำงานคล้ายกัน คือเป็นแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขยับ
3 ความเปลี่ยนผ่านของโลกที่กำลังเกิดขึ้น
1. ความชอบธรรมย้ายจากกติกาไปสู่ความสามารถ
คำถามเรื่องการไม่ผ่านสภาคองเกรสชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รัฐสามารถลงมือและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่
2. Deterrence มาก่อน Diplomacy
แทนที่จะค่อย ๆ ต่อรองเพื่อหาจุดร่วม แนวคิดคือทำให้อีกฝ่ายกลัวต้นทุนของการเผชิญหน้า จนต้องถอย
3. เศรษฐกิจกลายเป็นสนามรบ
เมื่อภาษีและการคว่ำบาตรถูกใช้ถี่และกว้าง มันไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์
นี่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าโลกที่ใช้พละกำลังมาเป็นเครื่องเจรจา หรืออาจเรียกว่า Power-based Order ได้กลายเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่
ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศต่างๆ ต้องอ่านเกมอย่างไร
1. ความเสี่ยงของการคำนวณผิดสูงขึ้น
เมื่อผู้นำพร้อมยกระดับอย่างรวดเร็ว การอ่านเจตนาผิดเพียงเล็กน้อยอาจลากภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดที่ไม่มีใครตั้งใจ
2. เส้นเลือดใหญ่ของโลกเปราะบางขึ้น
พลังงาน การขนส่ง และจุดคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานผันผวนได้ทันที
3. ประเทศขนาดกลางต้องเก่งเรื่องการถ่วงดุล
ไม่เลือกข้างสุดโต่ง รักษาความสัมพันธ์หลายด้านพร้อมกัน กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมแผนรับแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน การเงิน และความมั่นคง
ในโลกแบบนี้ องค์กรระหว่างประเทศยังอยู่ แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงจะเคลื่อนไปอยู่ที่ดีลระหว่างรัฐต่อรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะดีลที่ผูกกับความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า
ปลายทางจะไปถึงไหน
ฉากทัศน์มีอย่างน้อยสามแบบ
- ทางแรก แรงกดดันทำให้อีกฝ่ายถอย เกิดดีลใหม่ที่เข้มกว่าเดิม โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ต่างฝ่ายรู้ขีดจำกัดกัน
- ทางที่สอง เกิดวงจรตอบโต้ผ่านสงครามตัวแทน ความขัดแย้งยืดเยื้อ แม้ไม่ปะทุเป็นสงครามใหญ่
- ทางที่สาม การใช้กำลังและอาวุธเศรษฐกิจแบบข้ามขั้นตอนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ เร่งจับกลุ่มใหม่ ย้ายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบการเงินของตนเอง โลกจึงแพงขึ้น ช้าลง และผันผวนขึ้นในระยะยาว
จุดที่ไปสุดของผู้นำสไตล์นี้ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ใช้กำลัง แต่คือการทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า โลกไม่มีกรรมการกลางที่ทุกคนเคารพเหมือนเดิม และทุกประเทศต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด
บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ ในโลกที่อำนาจกลับมาเป็นภาษาหลัก ใครที่ยังคิดด้วยกรอบกติกาอย่างเดียวอาจอ่านเกมช้าเกินไป
คำถามสำหรับแต่ละประเทศ รวมถึงเรา คือ เรามีแรงต่อรองพอหรือยัง และเรากระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง เพราะใน Power-based Order ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหวังให้โลกใจดี แต่มาจากการทำให้โลกต้องคิดก่อนจะกดดันเรา


