วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการตำรวจภูธรภาค 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิงตำรวจภูธรภาค 1 (ศปนม.ภาค 1) ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.จรูญโรจน์ สุขไทย ผู้กำกับการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในตำบลตลาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
โดยเป็นการสนธิกำลังร่วมกับหลายภาคส่วน ได้แก่ ธีรัชพงศ์ อินทระ นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการ หัวหน้าสายตรวจที่ 4.2 สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต, สุกัญญา กุลสุวรรณ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัด สรรพสามิตจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง กอ.รมน.จังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวแทนคลังน้ำมันประจำจังหวัดอ่างทองมาให้ข้อมูล พร้อมทั้งขอตรวจสอบเอกสารการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นทางไปยังปลายทางที่ผ่านคลังน้ำมันแห่งนี้ เพื่อนำมาเทียบเคียงและตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือในคลัง
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทั้งเจ้าหน้าที่ประจำคลังที่จังหวัดอ่างทองและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ยังไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าพนักงานได้
ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร สั่งการให้เจ้าของกิจการเร่งนำส่งเอกสารการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันมาแสดงภายใน 3 วัน โดยจะสิ้นสุดกำหนดในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 หากพ้นกำหนดและไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 10 ที่ไม่ปฏิบัติตาม จะต้องระวางโทษตามมาตรา 56 (3) คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ศปนม.ภาค 1 ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังบรรจุภายในคลัง เพื่อนำไปตรวจสอบคุณภาพในรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) โดยผ่านกระบวนการทดสอบทั้งน้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า น้ำมันทุกชนิดมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนด
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 16.10 น. ตัวแทนคลังน้ำมันที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครได้มาถึงพื้นที่ และอยู่ระหว่างการนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ แต่ปรากฏว่ายังคงขาดเอกสารต้นขั้ว ที่รับจากคลังต้นทางในครั้งแรก
โดยตัวแทนอ้างว่า เอกสารกำกับที่มาพร้อมกับน้ำมันจากต้นทางนั้น ได้ถูกแนบส่งต่อไปยังสถานีบริการน้ำมันปลายทางแล้ว พร้อมยกตัวอย่างว่า หากรับน้ำมันมา 40,000 ลิตร และนำมาลงเก็บไว้ที่คลังอ่างทอง 20,000 ลิตร ส่วนอีก 20,000 ลิตรที่ส่งไปขายต่อที่ปั๊ม จะมีการแนบเอกสารต้นขั้วติดไปด้วย
คำให้การดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ภาค 1 ต้องดำเนินการสอบปากคำตัวแทนคลังน้ำมันอย่างละเอียด เนื่องจากตามหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง เอกสารต้นขั้วฉบับดังกล่าวจะต้องถูกจัดเก็บไว้ที่คลังน้ำมันจังหวัดอ่างทอง เพื่อรอการตรวจสอบทางบัญชีและระบบภาษี ไม่ใช่ส่งต่อไปยังปลายทางทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลการสอบสวนเพื่อความกระจ่างต่อไป


