วันนี้ (20 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงมาตรการรับมือปัญหาราคาน้ำมันแพงอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ โดยได้สั่งการให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) บูรณาการกำลังร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันและปุ๋ย
สำหรับความคืบหน้ากรณีข้อร้องเรียนปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีจำหน่ายน้ำมันในราคาสูงเกินจริงนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับพาณิชย์และพลังงานจังหวัด พบว่าทางสถานีบริการมีเอกสารแสดงที่มาของน้ำมันชัดเจนและมีสัดส่วนกำไรเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงต้องรอผลการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป ส่วนกรณีการตรวจพบปริมาณน้ำมันดีเซลกว่า 40,000 ลิตรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกักตุนสินค้าหรือไม่
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า แนวทางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ว่าได้มาตรฐานหรือมีการปนเปื้อนหรือไม่ 2. ความถูกต้องของเอกสาร ทั้งการซื้อขายและการขนส่ง 3. การตรวจสอบราคาจำหน่าย ว่าเกินกว่าราคาควบคุมหรือไม่ และ 4. การตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ซึ่งหากพบการกระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที
พร้อมย้ำเตือนผู้ประกอบการอย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤต ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องโครงสร้างราคาต้นทางนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในการชี้แจง ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายเฉพาะส่วนที่มีการกระทำความผิดเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงกระแสข่าวที่ว่าคดีน้ำมันอาจมีความเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง ผบช.ก. ยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด ทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน หากพบความผิดก็จะเรียกผู้เกี่ยวข้องรวมถึงเจ้าของคลังน้ำมันมาชี้แจงและดำเนินคดีตามขั้นตอน
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยว่า ขณะนี้คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้ถูกโอนและรวบรวมมาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อแต่งตั้ง คณะพนักงานสอบสวนชุดกลาง ขึ้นมารับผิดชอบ เพื่อรวมให้เป็นสำนวนคดีเดียวกัน
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้การดำเนินคดีมีทิศทางและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างโปร่งใส รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


