วันนี้ (8 มกราคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ (9 มกราคม) คดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นผู้ฟ้อง ผบ.ตร., ก.พ.ค.ตร. และนายกรัฐมนตรี กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้สรุปไทม์ไลน์ของคดีเพื่อให้ประชาชนเข้าใจลำดับขั้นตอน ดังนี้
1. คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน: ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเจ้าตัวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. แต่ทาง ก.พ.ค.ตร. มีมติยกอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าคำสั่งของ ผบ.ตร. เป็นการใช้ดุลยพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย
2. การฟ้องศาลปกครองสูงสุด: พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้
3. คำสั่งไล่ออก (ปัจจุบัน): ในเวลาต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่ง ไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้แล้ว และขณะนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องคดีใหม่อีกคดีต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อโต้แย้งคำสั่งไล่ออกดังกล่าว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
รองโฆษก ตร. ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าตำรวจเร่งดำเนินคดีเพื่อแข่งกับเวลาที่ศาลจะตัดสิน โดยระบุว่าคดีที่เกิดขึ้น (คดีสินบน) เริ่มต้นจากการที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสร้างขึ้นเอง พร้อมย้ำว่าการชี้แจงครั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชน หลังมีกระแสในโซเชียลมีเดียว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อาจได้กลับมารับราชการทันทีหลังมีคำพิพากษา
“คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็จะยังไม่ส่งผลให้เจ้าตัวได้กลับมารับราชการตำรวจทันที เนื่องจากคำสั่งไล่ออกในปัจจุบันยังมีผลอยู่ และต้องรอผลการพิจารณาจากศาลปกครองสูงสุดในคดีที่สองเสียก่อน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย


