วันนี้ (16 ธันวาคม) พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คนอย่างเป็นทางการ สะท้อนทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคภายใต้แนวคิด ‘ยกเครื่องพรรค สู่ยกเครื่องประเทศไทย’ ด้วยการผสมผสานนักการเมืองมากประสบการณ์เข้ากับนักวิชาการรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่พรรคเปิดตัวคือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อายุ 50 ปี เส้นทางการเมืองของจุลพันธุ์เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาสำคัญ การเสนอชื่อจุลพันธุ์ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ สะท้อนการผลักดันผู้นำที่เติบโตจากโครงสร้างภายในพรรค และมีประสบการณ์ตรงทั้งในพื้นที่และในฝ่ายบริหาร
ขณะที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อายุ 70 ปี ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีควบคู่กับบทบาท ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย สุริยะเป็นนักการเมืองที่อยู่ในสนามการเมืองมากว่า 25 ปี ผ่านตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีหลายกระทรวง และรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลก่อนหน้า เขาเข้าสู่การเมืองตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย และผ่านงานการเมืองในหลายพรรค ก่อนกลับมามีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
สุริยะระบุว่า การตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นการตัดสินใจที่ไม่ต้องคิดนาน เพราะต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาประเทศ
ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่สามเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ คือ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นักวิชาการรุ่นใหม่ อายุ 46 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดา ซึ่งเป็นน้องสาวของ ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ชื่อของยศชนันถูกจับตาในฐานะสายตรงของตระกูลชินวัตร
ยศชนันเป็นนักวิชาการและอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีผลงานโดดเด่นด้านเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) และการใช้สัญญาณสมอง (EEG) เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและเทคโนโลยีชีวิต เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท–เอกจาก University of Texas at Arlington สหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้ ยศชนันเคยดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ในทางการเมือง เขาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และมีบทบาทในกิจกรรมของพรรค โดยเฉพาะโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program (YPP) ซึ่งมุ่งพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้าสู่เวทีการเมือง นอกจากนี้ เขาเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2557 และชนะการเลือกตั้ง ก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะถูกประกาศเป็นโมฆะ
การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนภาพพรรคที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างผู้นำพรรค นักการเมืองมากประสบการณ์ และนักวิชาการรุ่นใหม่ เพื่อนำเสนอทางเลือกในการบริหารประเทศ ภายใต้เป้าหมาย ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น


