×

พรรคประชาชนจ่ออุทธรณ์คำสั่งกรมการปกครองระงับสิทธิเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ เผยอาจยกระดับถึงฟ้องศาล

โดย THE STANDARD TEAM
16.03.2026
  • LOADING...
ตัวแทนพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีกรมการปกครองระงับสิทธิเชื่อมโยงระบบ DOPA-Digital ID หลังปมข้อมูลรั่วไหล

พรรคประชาชนตอบโต้หลังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีมาตรการระงับการใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการนำประเด็นที่ฐานข้อมูลของพรรคถูกแฮกเกอร์โจมตีมาเชื่อมโยงกับการยกเลิกระบบยืนยันตัวตนอย่างไม่สมเหตุสมผล พร้อมตั้งคำถามว่าเรื่องนี้อาจมี “ใบสั่ง” ทางการเมืองเพื่อใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคหรือไม่

 

ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กรมการปกครองประกาศแจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบ DOPA-Digital ID และโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนว่า ขณะนี้ทางพรรคยังไม่เห็นคำสั่งฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ แต่หากมีคำสั่งออกมาจริงตามที่สื่อนำเสนอ กรมการปกครองจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสังคมว่า การที่พรรคเชื่อมระบบยืนยันตัวตนกับการที่บุคคลภายนอกพยายามบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกพรรคนั้น มีความเกี่ยวข้องกันถึงขนาดที่ต้องมายกเลิกการใช้งานระบบได้อย่างไร

 

ภคมนระบุว่า หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการออกมา พรรคประชาชนจะพิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่ออธิบดีกรมการปกครองเป็นลำดับแรก และหากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังคงยืนยันตามคำสั่งเดิม พรรคจะเดินหน้าใช้สิทธิต่อสู้โต้แย้งต่อศาลปกครองต่อไปอย่างแน่นอน

 

“เนื่องจากเราเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เป็นการนำสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกัน” ภคมนระบุ

 

รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวด้วยว่า การที่กรมการปกครองออกมาแถลงโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเช่นนี้ อาจทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชนโดยมี “ใบสั่ง” ทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอยืนยันว่าวัตถุประสงค์หลักในการเชื่อมต่อระบบ DOPA-Digital ID ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยใช้ตรวจสอบว่าผู้ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการสมัครด้วยตนเองโดยไม่มีการสวมสิทธิแอบอ้างนำเลขบัตรประชาชนของบุคคลอื่นมาใช้

 

รองโฆษกพรรคประชาชนมองว่า สิ่งที่กรมการปกครองควรทำคือการส่งเสริมให้พรรคการเมืองต่างๆ ใช้ระบบนี้ เพื่อลดการเรียกขอข้อมูลจากสมาชิก ป้องกันการแอบอ้าง และสอดคล้องกับข้อกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีผู้บุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกพรรคนั้น ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทางพรรคต้องเร่งแก้ไขปรับปรุง โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทบต่อระบบการยืนยันตัวตนของกรมการปกครองแต่อย่างใด

 

ชนวนเหตุ มท. สั่งระงับ ปมข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหล

 

สำหรับที่มาที่ไปของความขัดแย้งในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากมาตรการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ได้สั่งระงับการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) โดยมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา

 

มาตรการนี้เกิดขึ้นภายหลังปรากฏเป็นข่าวว่า ฐานข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกบุคคลภายนอกลักลอบเข้าถึง ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และข้อมูลการติดต่อเกิดการรั่วไหล

 

กรมการปกครองได้สั่งให้พรรคเร่งจัดส่งรายละเอียดการรั่วไหลมาให้ทราบโดยด่วน เพื่อประเมินการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากการระงับระบบแล้ว สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ยังเตรียมดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากพบว่ามีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือหละหลวมในการรักษาความปลอดภัย โดยจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือร้องเรียนเพื่อเอาผิดทางปกครองทันที

 

โดยองค์กรที่ปล่อยปละละเลยอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (ฐานเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ), พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 (ฐานเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม), พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (มีโทษทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา), พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมือง หากนำข้อมูลไปใช้ทางการเมืองโดยมิชอบ

 

พร้อมกันนี้ กรมการปกครองได้ชี้ช่องทางให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากการถูกนำข้อมูลหน้าบัตรไปสวมรอยทำธุรกรรม สามารถแจ้งความร้องทุกข์และเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ในหลายข้อหาหนัก อาทิ ความผิดฐานฉ้อโกง (โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท), ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร (โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุดสองแสนบาท), ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จ (โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท) รวมไปถึงการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising