คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดอดีต สส. จำนวน 2 ราย ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งกรณีลักลอบตั้งวงเล่นการพนันภายในอาคารรัฐสภา และกรณีการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ราว 600 ไร่
วันนี้ (20 มีนาคม) สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยระบุว่า ที่ประชุมได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและมีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของอดีต สส. รวม 2 เรื่อง
ลักลอบเล่นการพนันในรัฐสภา
ประการแรกคือกรณีของ ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. ราชบุรี เขต 3 จากการไต่สวนพบว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 ซึ่งเป็นวันเวลาราชการที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ชัยทิพย์กลับใช้เวลาในช่วง 13.15 น. – 16.00 น. ร่วมกับบุคคลอื่นตั้งวงเล่นไพ่สามกองภายในห้องทำงานส่วนตัว หมายเลข CA 535 ชั้น 5 ของอาคารรัฐสภา
พฤติการณ์ในวันดังกล่าวพบว่ามีการใช้ชิปแทนเงินสดในการนับแต้มเพื่อเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มิหนำซ้ำยังมีการจัดเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาเพื่อใช้เล่นการพนันโดยเฉพาะ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่รักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิของสภาฯ ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
ครองที่ดิน ส.ป.ก. ราว 600 ไร่
อีกกรณีคือคดีของ สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. กระบี่ ซึ่งถูกร้องเรียนกรณีถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ภ.บ.ท.5 ท้องที่หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่กว้างใหญ่ถึงประมาณ 578 – 3 – 95 ไร่ ที่ดินผืนดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทับซ้อนกับที่ดินประเภทสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์ ซึ่งต่อมาในปี 2537 ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.)
จากการตรวจสอบพบว่า สฤษฏ์พงษ์ได้รับที่ดินตกทอดมาจากมารดาของคู่สมรส แต่กลับเพิกเฉยไม่เคยยื่นคำร้องขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินแต่อย่างใด แม้จะเข้าดำรงตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 แล้ว เขาก็ยังคงยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากปาล์มน้ำมันเรื่อยมา
นอกจากนี้ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. สฤษฏ์พงษ์ยังจงใจปกปิดความจริง โดยแจ้งครอบครองที่ดินเพียง 2 แปลง แปลงละ 100 ไร่ ซึ่งไม่ตรงกับจำนวนที่ดินเกือบ 600 ไร่ที่ครอบครองอยู่จริง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ชัดว่า สฤษฏ์พงษ์เป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติจะรับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. เนื่องจากไม่ใช่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีรายได้จากเงินเดือน สส. เพียงพอต่อการยังชีพอยู่แล้ว การเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ส่งมอบพื้นที่คืนรัฐเพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์การเป็น สส.
ทาง ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งเรื่องของอดีต สส. ทั้งสองรายนี้ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณาวินิจฉัยความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในชั้นนี้ยังไม่ถือเป็นที่สุด ตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายยังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดออกมา
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางกฎหมายเบื้องต้น หากศาลฎีการับคำร้อง ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา และหากศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดว่ามีความผิดจริง จะมีผลให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
เปิดประวัติ 2 อดีต สส. ที่ถูกกล่าวหา
สำหรับ ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ หรือ ‘ส.จ.เส็ง’ เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่นในตำแหน่ง ส.จ. ก่อนจะก้าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรระดับชาติ โดยชนะการเลือกตั้งซ่อมเป็น สส. ราชบุรี เขต 3 ในปี 2565 ภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม โดยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 5 ราชบุรี ในนามพรรคกล้าธรรม แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง
ขณะที่ สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง หรือ ‘โกสุทธิ์’ เป็นนักการเมืองคนสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กระบี่ ระหว่างปี 2555 ถึง 2562 เป็นอดีต สส. จังหวัดกระบี่ 2 สมัย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2569 ได้ประกาศวางมือทางการเมือง และให้บุตรสาวลงสมัคร สส. ในพื้นที่ของตนเอง


