วันนี้ (23 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือเหยื่อในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 15-21 มีนาคม 2569
โดยมียอดการรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวนทั้งสิ้น 7,231 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 488,765,704 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า (8-14 มี.ค.) พบว่าจำนวนคดีลดลง 551 คดี แต่มูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,194,174 บาท
ข้อมูลจากการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นทิศทางที่น่าเป็นห่วง แม้ภาพรวมจำนวนคดีจะลดลง แต่จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือคดีหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.5 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี หันมาพุ่งเป้าหลอกลวงเหยื่อรายใหญ่ หรือมีการใช้สคริปต์พูดคุยที่แนบเนียนยิ่งขึ้นเพื่อดึงเม็ดเงินจำนวนมากต่อการหลอกลวงหนึ่งครั้ง
ขณะเดียวกันคดีหลอกให้ลงทุน ยังคงครองอันดับ 1 ที่สร้างความเสียหายสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 19 มีนาคม ที่พบยอดความเสียหายพุ่งทะยานสูงผิดปกติ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากคดีหลอกลงทุนประเภทไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) ในทางกลับกัน คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ กลับมีสถิติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการเร่งประชาสัมพันธ์สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มประชากรที่ตกเป็นเหยื่อ พบว่าผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มช่วงอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่มักตกเป็นเป้าหมายมากที่สุด โดยเฉพาะในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและคดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี มักตกเป็นเหยื่อของคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์มาข่มขู่ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน
อย่างไรก็ตาม ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC (Warroom) ได้บูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละพื้นที่ เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างทันท่วงทีรวม 22 กรณี โดยสามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 28 ราย คิดเป็นมูลค่าที่สามารถปกป้องได้กว่า 9,367,721 บาท พร้อมทั้งขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้อีก 8 คดี
สำหรับการเข้าให้ความช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูงนั้น มีทั้งกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 73 ปี ที่หลงเชื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมจนสูญเงินไปกว่า 30 ล้านบาท โดยในตอนแรกผู้เสียหายปฏิเสธความช่วยเหลือและไม่ยอมแจ้งความ จนเจ้าหน้าที่ต้องประสานนักจิตวิทยาเข้าเจรจาอย่างใกล้ชิดจึงยอมเปิดใจ เช่นเดียวกับกรณีของ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ที่เข้าสกัดกั้นหญิงวัย 70 ปี ซึ่งกำลังโอนเงินลงทุนหุ้นทองคำปลอม สูญเงินไป 1.5 ล้านบาท
รวมถึงกรณีของ บก.น.7 ที่เข้าช่วยเหลืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งถูกหลอกผ่านแอปพลิเคชัน Line ให้ออกเงินสำรองค่าสินค้าเพื่อรีวิว สูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท และกรณี สภ.ท่าม่วง ที่เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 56 ปี ซึ่งเริ่มจากการซื้อเครื่องทำน้ำแข็งออนไลน์ ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มทำภารกิจแลกผลตอบแทนจนสูญเงินไปกว่า 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน เข้าตรวจสอบเหตุหญิงวัย 73 ปี โอนเงิน 6.9 ล้านบาทเข้าบัญชีม้านิติบุคคลที่มีประวัติถูกแจ้งความหลอกลวง แต่ผู้เสียหายกลับปฏิเสธความช่วยเหลือและอ้างว่าเป็นการลงทุนธุรกิจกับคนที่รู้จักกันมานานนับ 10 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามชี้แจงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายมิจฉาชีพ พร้อมแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม
ในตอนท้าย ศูนย์ ACSC ได้เน้นย้ำเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน SEC Check First ของ ก.ล.ต. เพื่อดูสถานะใบอนุญาตของบริษัทให้ชัดเจน พร้อมย้ำเตือนว่าชื่อบัญชีรับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลบ่อยครั้ง ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพร้อยเปอร์เซ็นต์
ตลอดจนให้ระวังการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมที่ลอกเลียนแบบโลโก้ทางการ ซึ่งหากประชาชนพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบแจ้งความผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline หรือติดต่อศูนย์ ACSC เพื่อขอรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน


