ความคืบหน้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจค้นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดอ่างทอง ยึดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท หลังพบเบาะแสเชื่อมโยงปั๊มน้ำมันในจังหวัดสิงห์บุรีฉวยโอกาสขายน้ำมันราคาแพงเกินจริง พบพฤติการณ์ลักลอบเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและเอกสารไม่ครบถ้วน จ่อขยายผลฟันข้อหากักตุนสินค้าและค้ากำไรเกินควร
การบุกตรวจค้นครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันของปั๊มแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี ที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการขยายผลเส้นทางการค้า พบว่าน้ำมันล็อตดังกล่าวถูกรับซื้อมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยมีการกล่าวอ้างต้นทุนที่สูงถึงลิตรละ 39.50 บาท
นำมาสู่ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 19-20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ., ตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พลังงานและพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ผลการตรวจค้นพบน้ำมันเชื้อเพลิงกักตุนอยู่รวมทั้งสิ้น 331,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท แบ่งเป็น:
- น้ำมันดีเซล 48,000 ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 210,000 ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 73,000 ลิตร
จากการตรวจสอบเอกสาร พบความผิดปกติอย่างชัดเจน เมื่อบริษัทไม่สามารถนำเอกสารการขนส่งและแหล่งที่มาของน้ำมันมาแสดงได้ครบถ้วน ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังน้ำมัน IRPC จำนวน 7 ครั้ง โดยระบุปลายทางในเอกสารว่าจะขนส่งไปยังคลังในกรุงเทพมหานคร แต่กลับมีพฤติการณ์ลักลอบนำน้ำมันมาถ่ายเทลงที่คลังของ บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในจังหวัดอ่างทองโดยไม่มีใบกำกับการขนส่งที่ถูกต้อง
การดำเนินคดีทางกฎหมาย
- บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด สามารถนำเอกสารมาแสดงได้เพียง 3 ใบจาก 7 ใบ ทางบริษัทจึงยอมรับผิดในส่วนที่ไม่มีหลักฐาน และยินยอมให้พลังงานจังหวัดอ่างทองเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย
- บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด พลังงานจังหวัดอ่างทองได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีฐานไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 30 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเบื้องต้นผ่านรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) โดยศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิง ตำรวจภูธรภาค 1 พบว่าน้ำมันทุกชนิดมีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำมันของกลางทั้งหมดส่งไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง หากพบว่ามีการปลอมปนหรือไม่ได้มาตรฐาน จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมทันที
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ กระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพสามิต เพื่อสืบสวนเชิงลึกว่าพฤติการณ์ของ บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเปลี่ยนเส้นทางขนส่งโดยไม่มีเหตุผลอันควรนั้น มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน หรือเป็นการจงใจฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเพื่อค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานหรือไม่
รวมไปถึงการตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีสรรพสามิตของน้ำมันล็อตดังกล่าว หากพบความผิด เจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาดต่อไป


