วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 5/2569 โดยมีวาระสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าการตรวจสอบคดีตากใบและประเด็นด้านสิทธิในการศึกษา
กสม. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม 78 คนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ เมื่อปี 2547 มีความล่าช้าต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี จนไม่สามารถนำผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ภายในกำหนดอายุความ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ส่งผลให้ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างเหมาะสม
รายงานของ กสม. ชี้ว่า แม้ศาลเคยมีคำสั่งไต่สวนการตายว่า ผู้เสียชีวิตขาดอากาศหายใจระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดทำสำนวนคดีอาญาเพื่อสืบหาผู้กระทำผิดอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้น อีกทั้งการใช้ดุลพินิจส่งสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบของอัยการ ทำให้คดีไม่ได้รับการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเพียงพอ
ต่อมาในปี 2567 มีการรื้อคดีขึ้นใหม่หลังญาติผู้เสียหายติดตามทวงถามความคืบหน้า และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐบางราย พร้อมขอศาลอนุมัติหมายจับ แต่ไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทันก่อนหมดอายุความ
กสม. เห็นว่า การตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นกรณีพิเศษที่รัฐมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและรอบด้าน การที่การสอบสวนไม่ดำเนินไปอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น และต้องกลับมาดำเนินการใหม่ในช่วงใกล้หมดอายุความ จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่สอดคล้องกับหลักการอำนวยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ
พร้อมกันนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีตากใบ กำหนดมาตรการทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเดียวกันในอนาคต รวมถึงเร่งเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การดูแลด้านการแพทย์ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ตลอดจนจัดทำกลไกบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้บาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียหาย และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ร่วมให้ข้อมูล
ในเชิงนโยบาย กสม. เสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับอายุความ โดยกำหนดให้คดีอาญาที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เช่น คดีทรมาน บังคับสูญหาย หรือความผิดต่อชีวิต เมื่ออัยการมีคำสั่งฟ้องหรือศาลรับฟ้องแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือไม่มีอายุความเช่นเดียวกับคดีทุจริต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีคดีหมดอายุความอีก
อีกประเด็นหนึ่ง กสม. อยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครบังคับให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมลักขโมยลาออก โดยเห็นว่าเป็นการลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ และย้ำถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการจัดการศึกษาที่เคารพสิทธิเด็กและเปิดโอกาสให้ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การผลักออกจากระบบการศึกษา


