หลังเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำหน้าฉาก โดย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ และผู้นำหลังฉากอย่าง ‘เนวิน ชิดชอบ’ ผู้มีสถานะเป็นครูใหญ่ของพรรค ชนะเลือกตั้งเป็น อันดับ 1 และได้เก้าอี้ สส. 193 ที่นั่ง ทำให้พรรคถูกขยับสถานะจากพรรคขนาดกลาง สู่พรรคใหญ่ในทันที และสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ เต็มรูปแบบ และคาดว่าอยู่ครบเทอม 4 ปีแน่นอน
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/

อนุทิน ชูนิ้วหมายเลข 1 หลังชนะเลือกตั้งอันดับ 1
ภาพ: ฐานิส สุดโต
แม้ ‘อนุทิน’ จะพูดตลอดว่า ขอรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผลการเลือกตั้งก่อนจึงค่อยคิดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แต่ทันทีผลการเลือกตั้งออก บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ต่างเดินเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทยไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งอดีตพรรคใหญ่ที่ความนิยมลดถอยลง จนกลายเป็นพรรคขนาดกลางอย่างพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคเล็ก พรรคจิ๋ว ทำให้ปัจจุบันภูมิใจไทยรวมเสียงได้เกือบ 300 เสียง
กระนั้น ในกระดานการเมืองที่กำลังขยับตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ชื่อของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ในฐานะแกนนำหลักฉาก ถูกจับตามองมากที่สุด แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง แต่บทบาทผู้จัดการรัฐบาล ที่เขาวางสมการทางการเมืองให้รัฐบาลภูมิใจไทยมีเสถียรภาพให้มากที่สุด เนื่องจากเกมการเมืองรอบนี้ไม่ใช่แค่การรวมเสียงตั้งรัฐบาล หากคือการจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในระยะยาวด้วย

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไหว้ขอบคุณ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย
หลังแถลงพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร
สมการการเมืองรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในเวลานี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลผนึกกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง เสริมด้วยพรรคขนาดเล็ก 21 เสียง (พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3, เพื่อชาติไทย 2, ไทยสร้างไทย 2 อีก 7 พรรคจิ๋วพรรคละ 1 เสียง ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ รวม 288 เสียง
สมการนี้เนวินที่เลือกคุมแกนหลักไว้ในมือ มากกว่าปล่อยให้สมดุลอำนาจไหลไปอยู่ในมือพรรคการเมืองอื่น โดยในภาพรวมภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหาร ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคเพื่อไทยดูแลกระทรวงด้านสังคม (ดูแลคน คุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางสังคม) ส่วนพรรคจิ๋วขนาดเล็กถูกจัดวางให้เป็นแนวกันชนทางการเมือง เพื่อค้ำเสถียรภาพรัฐบาล
การออกแบบสมการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงการนับจำนวนเสียงในสภา แต่เป็นการวางตำแหน่งของแต่ละพรรคบนกระดานอำนาจ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองยังคงอยู่ภายใต้การคุมเกมของค่ายน้ำเงิน

“ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย”
ร.อ.ธรรมนัส ตอบคำถามขณะแถลงข่าวหลังประชุมพรรคกล้าธรรม
ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร
จุดเปลี่ยนสำคัญของสมการนี้ เนวินเลือกที่จะตัดอดีตพรรคพันธมิตรอย่าง ‘พรรคกล้าธรรม’ ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มี 58 เสียงออกจากเกมอำนาจรัฐบาล ซึ่งเป็นการประเมินเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบทางการเมือง เมื่อพันธมิตรเริ่มแปรสภาพเป็นคู่แข่ง การเลือกแยกทางย่อมเป็นทางเลือกที่ลดความเสี่ยงต่ออำนาจต่อรองในระยะยาว
ปัจจัยเร่งที่ทำให้การแยกทางเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ การรุกคืบฐานบ้านใหญ่ ในหลายจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลดั้งเดิมของภูมิใจไทย ทั้งสุพรรณบุรี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง และสุราษฎร์ธานี โดยพรรคกล้าธรรมสามารถเจาะพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อฐานเสียงเริ่มทับซ้อน มิตรย่อมกลายเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ และสำหรับเนวิน การปล่อยให้คู่แข่งเติบโตภายในวงอำนาจเดียวกันเท่ากับเปิดช่องให้บ่อนทำลายอำนาจต่อรองของตัวเอง การตัดสินใจกันพรรคกล้าธรรมออกจากวงอำนาจ จึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมในแบบที่สอดคล้องกับสไตล์การเมืองของเนวินที่มองเกมยาวมากกว่าเกมเฉพาะหน้า

เนวินควงแขน ร.อ.ธรรมนัส
ในวันเกิดครบ 67 ปีที่จังหวัดบุรีรัมย์
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
นอกจากนี้ ยังมีมิติความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และเสถียรภาพรัฐบาลที่ต้องชั่งน้ำหนัก การเปิดทางให้บุคคลที่มีแรงเสียดทานทางการเมืองเข้ามามีบทบาทในคณะรัฐมนตรี อาจกลายเป็นตัวแปรที่สั่นคลอนรัฐบาลทั้งชุด โดยเฉพาะบทเรียนจากกรณีเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนวันและเวลาอันควร ยังคงเป็นเงาเตือนใจในเชิงการเมืองสำหรับผู้จัดรัฐบาล แม้ ร.อ.ธรรมนัสจะเคยพูดในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ว่า “ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย” ก็ตาม
เมื่อย้อนดูประสบการณ์การร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองสูงจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่ผลประโยชน์เชิงอำนาจกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน บริบทการเมืองปัจจุบันที่สมการรัฐบาลใหม่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพรรคกล้าธรรมอีกต่อไป จึงทำให้เนวินมีอิสระในการเลือกตัดตัวแปรที่มีความเสี่ยงออกจากวงอำนาจ
แม้พรรคกล้าธรรมจะทำผลงานในสนามเลือกตั้งได้เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในเกมอำนาจระดับรัฐบาล ผลงานในสนามเลือกตั้งอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถรักษาตำแหน่งอำนาจได้ ก็ไม่อาจคุมเกมได้จริง ซึ่งเป็นความต่างระหว่างผู้เล่นกับผู้จัดเกม ที่เนวินเข้าใจดี

อนุทิน และร.อ.ธรรมนัส
ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่อาคารัฐสภา
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ท้ายที่สุด สมการรัฐบาลสีน้ำเงินที่ไร้พรรคกล้าธรรมจึงสะท้อนบุคลิกทางการเมืองของเนวินอย่างชัดเจน นั่นคือการเลือกความมั่นคงของค่ายน้ำเงินเหนือความสัมพันธ์แบบพันธมิตรชั่วคราว เกมนี้อาจถูกมองว่าแข็ง แต่ในโลกการเมือง การคุมกระดานให้อยู่ในมือย่อมสำคัญกว่าการรักษาน้ำใจ และนี่คือเหตุผลที่ชื่อของเนวินยังคงเป็นตัวแปรหลักในทุกสมการอำนาจของการเมืองไทย
เส้นทางอำนาจ ‘เนวิน ชิดชอบ’
สำหรับเส้นทางการเมือง ‘เนวิน’ เขาเริ่มต้นจากฐานนักการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับชาติในช่วงต้นทศวรรษ 2540 หลังการเลือกตั้งปี 2544 เขาโคจรมาพบกับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ นายใหญ่ของพรรคไทยรักไทยในเวลานั้น
ช่วงแรกเนวินยังไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากถูกมองว่ามีภาพลักษณ์แข็งกร้าวทางการเมือง กระทั่งได้รับแรงสนับสนุนจาก ‘ชัย ชิดชอบ’ ผู้เป็นบิดา ทำให้เนวินได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ และค่อยๆ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในขุนพลคู่ใจ ที่ทำงานใกล้ชิดทักษิณมากที่สุด

โปสเตอร์หาเสียงของเนวิน
ภายใต้แคมเปญ ‘นึกอะไรไม่ออก บอกเนวิน’
ภาพ: กลุ่ม Facebook – ภาพเก่าในอดีต
ในช่วงรัฐบาลทักษิณ เนวินมีบทบาททั้งในสนามอำนาจและสนามมวลชน โดยเฉพาะในปี 2549 ที่การเมืองเผชิญแรงกดดันจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนวินเป็นหนึ่งในตัวละครที่ช่วยจัดตั้งแนวร่วมฝั่งสนับสนุนรัฐบาล เพื่อนำมวลชนออกมาตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ ภาพของนักจัดการมวลชน ทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญในเครือข่ายการเมืองฝ่ายทักษิณ
ก่อนจะเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่จากเหตุการณ์รัฐประหารในปลายปีเดียวกัน หลังรัฐประหารปี 2549 เนวินถอยกลับไปตั้งหลักที่บุรีรัมย์ พร้อมสนับสนุนการสร้างฝ่ายประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวของแนวร่วมฝ่าย
ประชาธิปไตยในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ เมื่อการเมืองกลับเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน ชนะเลือกตั้งปี 2550 และตั้งรัฐบาล เนวินกลับมาเป็นแกนนำคนสำคัญในค่ายอำนาจสนับสนุน ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรี
จุดแตกหักครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน บริบทการเมืองในเวลานั้นเปิดพื้นที่ให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และนี่คือช่วงเวลาที่เนวินตัดสินใจนำ สส. กลุ่มของตนแยกออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย พร้อมยกมือสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การตัดสินใจครั้งนี้เองที่นำไปสู่วลีในตำนาน “มันจบแล้วครับนาย” ซึ่งกลายเป็นวลีดังในตำนานของการหักขั้วครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หลังการเปลี่ยนขั้วเนวินถูกโจมตีอย่างหนักจากเครือข่ายเสื้อแดง และฝ่ายสนับสนุนทักษิณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขากลับกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในรัฐบาลใหม่ และสามารถต่อรองตำแหน่งสำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทยได้หลายกระทรวง บทบาทของเขาในช่วงนี้ตอกย้ำภาพ ‘ผู้วางหมากการเมือง’ ที่ยอมเสียเพื่อน เสียพรรค เสียนาย มาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรักษาพื้นที่อำนาจของกลุ่มตนเอง

เนวิน กับบทบาทประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ภาพ: Facebook – ลุงเนวิน
ปี 2555 เนวินประกาศวางมือจากเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ หันไปทุ่มเทให้กับวงการกีฬา โดยเฉพาะการสร้าง ‘Buriram United’ ให้กลายเป็นสโมสรระดับแถวหน้าของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างกีฬาของจังหวัดบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตาม แม้จะถอยจากตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง บทบาทครูใหญ่ และผู้กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยยังคงอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลาผ่านไปความสัมพันธ์ที่เคยแตกหักกับทักษิณค่อยๆ คลี่คลายตามจังหวะการเมือง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง 2566 ที่ขณะนั้นพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล กลายเป็นภาพสะท้อนว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร มีเพียงผลประโยชน์ และจังหวะอำนาจที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
สำหรับเนวิน วัย 67 ปี ตลอดเส้นทางชีวิตการเมือง เขาคือบทเรียนของการขึ้นสุด ลงสุด จากนักการเมืองแถวหน้า สู่การถอยออกจากตำแหน่ง แต่ยังทรงอิทธิพลในการจัดวางสมการอำนาจเสมอมา ทั้งยังเป็นอีกคนที่เป็นตัวละครสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


