ผู้ที่ ‘กาเห็นชอบ’ ในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 21,622,029 คน หรือคิดเป็น 58.64% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด สะท้อนเจตจำนงของประชาชนว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเกินครึ่ง ‘เห็นชอบ’ ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนที่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน หรือฉบับปี 2560 โดยยังไม่ได้มีคำถามถึงวิธีการร่าง หรือสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายนนี้ กลับไม่ปรากฏเนื้อหาส่วนใดเลยที่ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเดินหน้าอย่างไรต่อ
พบคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ 3 คำ แต่ไม่มีคำไหนบอกถึง ‘สิ่งที่จะทำต่อ’
จากการตรวจสอบเนื้อหาในเอกสารร่างคำแถลงนโยบาย ฉบับเดียวกับที่สมาชิกรัฐสภาจะได้รับไปศึกษา ในคำแถลงนโยบายทั้งหมด 19 หน้า ไม่รวมภาคผนวก ปรากฏคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ทั้งหมด 3 คำ ประกอบด้วย
- 2 คำ: ในบริบทที่อ้างอิงว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลมีความสอดคล้องกับหมวด 5 และหมวด 6 ของ ‘รัฐธรรมนูญ’ ฉบับปี 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ
- 1 คำ: ในบริบทที่อธิบายความว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดิน และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอะไรบ้าง รวมถึง “การจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง”
กล่าวก็คือ นอกจากคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ 3 คำ ที่เป็นการอ้างอิง และการกล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต และคำว่า ‘ประชามติ’ 1 คำถ้วน ในบริบทเดียวกันแล้ว ก็ไม่มีเนื้อหาไหนอีกเลยในคำแถลงนโยบายที่กล่าวถึงการจัดทำ แก้ไข หรือดำเนินการเรื่องใดๆ ที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คำแถลงนโยบาย สะท้อนถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐบาล
นับตั้งแต่หลังการสิ้นสุดของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งสืบทอดมาหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ถูกร่างขึ้นมา ณ ช่วงเวลานั้น จึงถูกมองว่าเป็น ‘มรดก’ ของคณะรัฐประหาร เสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลพลเรือนที่ตามมาหลังจากนั้น จึงพุ่งเป้าไปที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นหลัก
คำแถลงนโยบายของแต่ละรัฐบาลก็เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลนั้นเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้ต้องบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะทำด้วย เช่น
- รัฐบาลเศรษฐา (2566): “แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ” (เป็นนโยบายเร่งด่วนข้อสุดท้าย)
- รัฐบาลแพทองธาร (2567): “เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด” (อยู่ในส่วนนโยบายด้านพัฒนาการเมือง)
- รัฐบาลอนุทิน (2568): “สนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” (อยู่ในคำปรารภ)
คำถามที่รัฐบาลน่าจะต้องเจอ ในวันแถลงนโยบาย
เมื่อมองย้อนเส้นทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาเป็นต้นมา แม้จะไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงเวลาราว 2 ปี ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย จนกระทั่งพรรคประชาชนได้มีมติขานชื่อให้ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยแลกกับข้อตกลงใน MOA ว่า ครม. ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเร็ว
จากนั้นรัฐสภาจึงได้ดำเนินการผ่านกลไกกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างหลัก ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย คู่ขนานไปกับการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569
กระบวนการต่างๆ ดูรุดหน้าไปด้วยดี จนถึงขั้นที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เอ่ยปากว่า
“การที่พรรคประชาชนโหวตให้คุณอนุทินมาเป็นนายกฯ เฉพาะกิจครั้งนี้ ทำให้เปิดประตูสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ทุกพรรคหาเสียงเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง แต่ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้าใดเลย”
ทว่าการณ์กลับไม่เป็นไปดังคาด เพราะเมื่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก สมาชิกรัฐสภากลับพบจุดขัดแย้งในมาตรา 256/28 ว่าด้วยการเลิกเงื่อนไขให้มีเสียง สว. 1 ใน 3 เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การแตกหักถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภา
ทำให้ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น มีเพียง ‘คำถามที่ 1’ จากทั้งหมด 3 คำถาม คือ “ท่านเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยยังไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมาประกอบการตัดสินใจ ถึงกระนั้นเอง ผลการออกเสียงประชามติก็สะท้อนความต้องการของประชาชนให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ดูกันเพียงจำนวนนับก็ถือว่ามากกว่าเสียง ‘เห็นชอบ’ ในการทำประชามติเมื่อปี 2559 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสียอีก
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ก็ต้องนับว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยได้ทำสำเร็จจริงตามเนื้อหาในร่างคำแถลงนโยบาย ว่าได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อเป็นประตูบานแรกสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จริงอยู่ที่ปัจจุบันประเทศอาจกำลังเผชิญความท้าทายและปัญหาใหม่ที่เฉพาะหน้ายิ่งกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การที่ร่างคำแถลงนโยบายไม่ระบุถึงประเด็นนี้เลย ทั้งที่รัฐบาลเคยดำเนินการมาตลอด จึงอาจมองดูว่ามีความ ‘ย้อนแย้ง’ ที่ไม่มีส่วนใดในคำแถลงนโยบายครั้งนี้ที่ระบุถึงการสานต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ประเด็นนี้จึงน่าจะเป็นคำถามสำคัญที่ตัวแทนรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย จะต้องตอบที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่าความชัดเจนของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือการทำประชามติครั้งที่ 2 และ 3 จะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่มีระบุไว้ในคำแถลงนโยบายแล้ว
เส้นตาย 14 พ.ค. นำร่างแก้ไข รธน. เดิม พิจารณาต่ออีกครั้ง
ถึงกระนั้นเอง กระบวนการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญต่อไป แม้จะต้องอาศัยเจตจำนงของรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอำนาจของรัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติโดยแท้
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งมีการยุบสภานั้น ยังมีสถานะ ‘คงค้าง’ อยู่ในการพิจารณา และ ครม. ต้องทำเรื่องร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน หรือไม่เกิน 14 พฤษภาคม 2569 ไม่เช่นนั้นแล้วจะถือว่าร่างแก้ไขฯ ดังกล่าวตกไปทันที
หากเป็นกรณีนั้น ก็จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่นับหนึ่ง คือการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง แล้วเริ่มไล่เลียงไปตั้งแต่วาระ 1 รับหลักการ จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อกำหนดกรอบเกณฑ์ต่างๆ ของเนื้อหา ตลอดจนกลไกของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่หาก ครม. เลือกที่จะร้องขอให้รัฐสภานำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมาพิจารณาต่อ กระบวนการก็อาจเดินหน้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม หากราบรื่นก็มีโอกาสที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และนำไปสู่การทำประชามติครั้งที่ 2 ในช่วงต้นปี 2570
ซึ่งจะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่รัฐบาลจะเลือกให้รัฐสภากลับพิจารณา เพราะร่างแก้ไขฯ นี้เคยทำให้เกิดข้อขัดแย้งแตกหักระหว่าง สส. และ สว. มาแล้วครั้งหนึ่ง จนอาจเป็นข้ออ้างเกรงว่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งซ้ำอีกครั้งก็เป็นได้


